Stay informed. Our latest news and announcements.
  • คิดถึงตั๊ก

    คิดถึงตั๊ก 

    โดย จักก์ชัย พานิชพัฒน์

     

    ครอบครัวสาคริกบันทึกที่บ้านแนบทะเลของพระยาบริหาราชมานพ (เนียน สาคริก) จากซ้าย แถวหลังคนที่ 4 ชนก สาคริก และคนที่ 6 คือผู้เขียน

     

            ตั๊กเป็นน้องชายคนเดียวของภรรยาผมที่อายุใกล้เคียงกันจึงสนิทสนมและรักกันมาก ผมจึงได้มีโอกาสพบปะกันเป็นประจำ ตั๊กจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยทำงานในองค์กรที่มั่นคง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี แต่ด้วยความรักและศรัทธาในดนตรีไทยอย่างแท้จริง จึงตัดสินใจลาออกมาประกอบอาชีพครูสอนดนตรีไทย แม้จะเป็นอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนก็ตาม ภรรยาผมก็ยินดีสนับสนุน 

            ด้วยความสามารถและความตั้งใจ ตั๊กได้พัฒนาวิธีการสอนที่ทำให้เด็กเล็กเกิดความสนใจและรักในดนตรีไทย อีกทั้งยังอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี มีระเบียบวินัย และมีคุณธรรม จึงเป็นที่รักและเคารพนับถือของทั้งลูกศิษย์และผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก

            น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ชีวิตของตั๊กต้องจบลงเร็วเกินไป ตั๊กได้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมและพัฒนาดนตรีไทย จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เป็นราชบัณฑิต อันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง

    การจากไปของตั๊กนับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของวงการดนตรีไทย และของผู้ที่รักศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยิ่ง

    ขออธิษฐานให้ดวงวิญญาณของตั๊กไปสู่สุคติในสัมปรายภพ

    ด้วยรักและอาลัยยิ่ง
    จักก์ชัย พานิชพัฒน์
    วันที่เขียนบทความ 10 พ.ค. 2569

  • บางคนทำให้ผู้คนจดจำได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำมาก เช่นเดียวกับดนตรีที่สื่อสารได้ด้วยตัวเอง

    บางคนทำให้ผู้คนจดจำได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำมาก เช่นเดียวกับดนตรีที่สื่อสารได้ด้วยตัวเอง 

    โดย อรกานดา อรรถวิภัชน์ (ออน)

     

    คุณแม่ เพียงเพ็ญ พานิชพัฒน์ และน้าตั๊ก ชนก สาคริก ที่หน้าเรือนบรรเลง

     

            ในฐานะหลานสาว น้าตั๊กไม่ได้เป็นเพียงผู้ใหญ่ในครอบครัวที่รักและชื่นชอบศาสตร์ของอาหารเช่นเดียวกันกับออน แต่เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักดนตรีที่หาได้ยาก และเป็นบุคคลที่มีความเมตตาและหัวใจที่งดงาม

            น้าตั๊กเป็นน้องชายที่รักของคุณแม่ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับสายเลือดดนตรีที่หยั่งรากลึก แต่สิ่งที่ทำให้ท่านพิเศษกว่านักดนตรีหลายคน คือท่านไม่เพียงแค่บรรเลง ท่านฟัง สังเกต ตั้งคำถาม นำทุกอย่างมาผสมผสานกับความเข้าใจในชีวิต เป็นนักประดิษฐ์ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างเรียบง่าย สวยงาม ลึกซึ้งกว่าโน้ตเพลงใด ๆ

            สำหรับออน เสียงขิมในมือของน้าตั๊กไม่ได้เป็นเพียงเสียงเพลง มันคือภาษาที่สื่อตรงเข้าหัวใจ โดยไม่ต้องแปลความ ขิมเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ เครื่องดนตรีที่ท่านเชี่ยวชาญ เพราะน้าตั๊กเชื่อว่าดนตรีไม่มีพรมแดน มีแต่ความลึกที่รอให้ค้นพบ ในวัยเด็กช่วงนั่งในรถ คุณแม่มักจะเปิดผลงานเพลงขิมของน้าตั๊ก มันทำให้การเดินทางไม่เคยรู้สึกว่านาน 

            สิ่งที่ออนประทับใจมากที่สุดในตัวน้าตั๊ก คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับลูกศิษย์ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เพิ่งจับไม้ตีขิมครั้งแรก หรือผู้ใหญ่ที่กลับมาเรียนดนตรีอีกครั้งในวัยกลางคน ท่านมองเห็นศักยภาพในทุกคน และท่านรู้ว่าดนตรีไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของความอดทน ความตั้งใจ ความรักและเมตตา

            ในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็ว น้าตั๊กยังคงเชื่อในสิ่งที่ช้าในการฝึกฝนดนตรีด้วยความอุตสาหะ ผสมผสานเข้ากับความรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สรรค์สร้างและส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความยิ่งใหญ่แบบที่ไม่ต้องร้องป่าว แต่ผู้ที่เคยเรียนกับท่านทุกคนรู้สึกได้

            กราบขอบพระคุณสำหรับความเมตตาที่มีต่อหลาน สำหรับทุกเสียงที่ท่านสร้าง ทุกบทเรียนและนวัตกรรมทางดนตรีที่ท่านส่งต่อ เสียงขิมและผลงานดนตรีของน้าตั๊กจะไม่มีวันหาย มันดังอยู่ในหัวใจของลูกศิษย์นับไม่ถ้วน และในหัวใจของหลานสาวคนนี้

    หลานออน

    อรกานดา อรรถวิภัชน์

    วันที่เขียนบทความ 8 มิ.ย. 2569

     

  • พี่ตั๊ก ปรมาจารย์ตั๊กม้อ กุนซือนักวางแผน ผู้ถือกุญแจไขความลับของจักรวาล

    พี่ตั๊ก ปรมาจารย์ตั๊กม้อ กุนซือนักวางแผน ผู้ถือกุญแจไขความลับของจักรวาล 

    โดย ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง (ครูช่าง)   


             พี่ตั๊กใกล้ชิดกับผมมาก เพราะผมเคยกินนอนอยู่บ้านเศรษฐศิริอยู่หลายคำรบทีเดียว พี่ตั๊กแก่กว่านายห้างพี่ชายผมหนึ่งปี เท่ากับว่าแก่กว่าผมแปดปี ในเบื้องแรกพี่ตั๊กกับพี่ห้างเป็นคู่ที่ผมจดจำ อยู่ใกล้ตัวผมที่สุด ถัดขึ้นไปจากนี้ก็มี พี่โป๋ พี่เดียว พี่แอ๊ พี่ปุ้ม ส่วนพี่รุ่นใหญ่ก็ได้แก่พี่อี๊ด พี่ติ๊ก พี่ฟัก พี่จิ๋ว พี่ถุง และมีอาโจ๊กน้องเล็กของสายสกุลจันทร์เรืองซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันที่เศรษฐศิริแถมแพ็คเกจร่วมมาอีกคน

    จากซ้าย คนที่ 3 ชนก สาคริก แถวหน้า ผู้เขียน

     

            พวกเราคือตัวอย่างของครอบครัวขยาย มีบ้านบาตรเป็นศูนย์บัญชาการ บ้านเศรษฐศิริคือบ้านหน้าด่านที่ขยายออกมา แน่นอนที่นี่ใหญ่กว่า เปลี่ยวกว่า คูคลอง ทางรถไฟครบ คลองประปาที่สมัยก่อนกระโจนลงเล่นน้ำได้อยู่ห่างไปแค่สองร้อยเมตร สำหรับเด็กแล้วนี่คือบริบทของสวนสนุกชั้นยอด แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไรเมื่อสามัคคีกันแล้วย่อมสร้างปรากฏการณ์ได้เสมอ ตัวอย่างที่จำแม่นที่สุดคือ

            ภาพจำในวัยเด็กถึงพี่ตั๊กนั้นมีเยอะมาก แต่สถานการณ์สร้างความทรงจำ นั่นคือช่วงสงครามหนังสติ๊กระหว่างเด็กบ้านเศรษฐศิริกับเด็กซอยมิตรอนันต์ อารมณ์เหมือนพม่าบุกบางระจัน แต่เป็นว่าเด็กมิตรอนันต์บุกบ้านเศรษฐศิริด้วยหนังสติ๊ก 

            ซอยมิตรอนันต์อยู่คนละฟากทางรถไฟโดยมีสถานีสามเสนเป็นจุดกึ่งกลาง เดินลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ก็เข้าซอยมิตรอนันต์ได้ ซึ่งซอยนี้ปากซอยอีกด้านก็ราชวัตรแล้ว บ้านเศรษฐศิรินั้นตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของทางรถไฟ ในยุคนั้นมีคลองหน้าบ้านประหนึ่งเป็นคูคลองประจำเมืองไว้ป้องกันข้าศึก

            พี่ตั๊กก่อนที่จะถือไม้ขิมนั้น จะมีดินสอกุด ๆ กลิ้งอยู่ในมือเสมอ ก็ชัดว่าช่างคิด ช่างสังเกต ช่วงกลางคืนหลังดูทีวีเสร็จเรียบร้อย ก่อนนอน พี่ตั๊กจะพาผมมายืนที่บันไดมองท้องฟ้าด้วยกันเป็นประจำ 

            “น้องช่างดูดาวสุกสว่างเหล่านั้นสิ เชื่อไหมว่าสิ่งที่เห็นอยู่บนฟ้านั้นไม่ใช่ของจริง” ว้าว ก็เห็นตำตาสว่างเป็นดวง ๆ อยู่อย่างนั้นจะจะทุกคืนจะเป็นภาพลวงได้อย่างไร เมื่อเห็นแววฉงนบังเกิด พี่ตั๊กก็ขยายความรู้เรื่องการเดินทางของแสงออกมาว่า “กว่าแสงจะเดินทางมากระทบตาเราได้มันใช้เวลา” “ดาวบางดวงอาจจะดับไปแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้” พี่ตั๊กกล่าวกลั้วหัวเราะพร้อมกับควงดินสอกุด ในจังหวะที่ความสว่างกระจ่างวาบขึ้นมาในใจผม ซึ่งขอบอกว่าพี่ตั๊กมีกุญแจที่ไขความลับของจักรวาลให้ได้เห็นเป็นเนืองนิตย์ คืนนั้นผมหลับฝันถึงกัปตันเคิร์กแห่งยานสตาร์เทร็คที่ท่องไปกับกาลเวลา

            พี่ตั๊กในวัยนั้นประมาณว่าเป็นขงเบ้ง ที่จะถือไม้ปิงปองแทนพัดขนนก คอยวางแผนรับศึกนี้ ก็ไม่ทราบว่าศึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ให้เดาคือพี่ห้างนี่แหล่ะที่ไปทะเลาะกับเด็กซอยมิตรอนันต์ สำหรับผมในวัยหกขวบ เจ็ดขวบ มองว่า ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

            พี่ตั๊กคือกุนซือวางแผน จัดขบวนรูปแบบการตั้งรับ นัยว่าจากสามก๊ก โกวเล้ง ไซอิ๋ว รามเกียรติ์ มหาภารตะ สงครามเมืองทรอย อเล็กซานเดอร์จอมราชัน  มูซาชิ ยันศึกเมืองถลาง หรือ สงครามเก้าทัพ 

            พี่ตั๊กอ่านเรื่องราวเหล่านั้นและส่งต่อ คติธรรม  บทวิเคราะห์ อุปมาอุปมัยมาถึงน้อง ๆ ได้ความรู้เป็นประโยชน์และสนุกสนานที่สุด ที่จำแม่นไปอีกคือ ญาติพี่น้องทุกคน จะมีสมญานามจากตัวละครในวรรณคดีไทยและนิยายจีนกำลังภายในที่โด่งดัง พี่ตั๊กนั้นแน่นอนที่สุดคือ ปรมาจารย์ตั๊กม้อผู้ขี่ฟางข้ามทะเล อาโจ๊กคือตือโจ๊กก่ายผู้ถือคราดตามพระถังซัมจั๋ง พี่ห้างคือห้างเจีย  ป้าจิ้นคือเปาบุ้นจิ้น สำหรับคุณแม่ผมที่ชื่ออึ้งจึงต้องเป็นอึ้งเอี๊ยะซือ และอึ้งย้งน่าจะเป็นพี่แอ๊ถ้าจำไม่ผิด ส่วนสำหรับผมนั้นภูมิใจเป็นพิเศษเพราะได้เป็นพระเอกคือก๊วยช่างจากมังกรหยก  

    หน้าที่ของแต่ละคนจัดสรรโดยพี่ตั๊กผู้ถือสารพัดคัมภีร์ อาโจ๊ก (ยุติธรรม จันทร์เรือง) คือฝ่ายสรรพาวุธ จัดหาทั้งหนังสติ๊กและไม้ซาง พี่ห้างเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันทัพหน้า คุมป้อมหน้าบ้านกับพี่กี้ 

            สมัยก่อนเขานัดวันเวลาก่อนทำศึก จึงมีเวลาพอให้ลุ้นตื่นเต้นไปพร้อมกับการวางแผนตั้งรับ ไม่หุนหันพลันแล่น เวลายุคนั้นมีเหลือเฟือ เพียงพอสำหรับเกณฑ์ไพร่พลมาช่วยรบ จำได้ว่ามีเพื่อนพี่ตั๊ก เพื่อนพี่ห้าง พี่กี้ ที่ชื่อกมลชนก มาร่วมด้วย และเด็กในบ้านทุกคนรวมผมด้วย ต้องมีหน้าที่อะไรบางอย่างในศึกครั้งนี้

            ไม่ต่างจากตอนที่พี่ตั๊กคุมวงเดี่ยวลาวแพนหมู่ในงานร้อยปีคุณตาที่โรงละครแห่งชาติ ผมในฐานะหลานคนเล็กก็รีบกระโจนเข้าร่วมหมู่กับเขาด้วยอย่างมั่นใจในพี่ตั๊กซึ่งตอนนั้น โอกาสนั้น สรรพนามได้เปลี่ยนเป็น “ครูตั๊ก” อย่างเต็มภาคภูมิ

            ไม่ใช่แค่เดี่ยวลาวแพนที่ได้ต่อ แต่มิติใหม่ของไซอิ๋วฉบับฉับโผงได้โดนโยนมาที่ตักผมก่อนเริ่มทวนเพลงที่ได้ต่อไป ซึ่งเหลือช่วงซุ้มตอนท้ายเท่านั้น แต่ให้ตายเถอะไซอิ๋วที่เดินทางในกาย เห้งเจียอุปมาคือปัญญา หน้าพี่ห้างลอยมา ม้าที่พระถังซัมจั๋งขี่คือวิริยะ ตือโป๊ยก่ายคืออาโจ๊ก ส่วนซัวเจ๋งนั้นมีอาจิ๋มญาติฝ่ายจันทร์เรืองที่มาสร้างกระต๊อบอยู่หลังบ้านเพิ่มมาอีกคน อาจิ๋มนั้นมีบทบาทสำคัญกับศึกมิตรอนันต์มาก เพราะอดีตคือฝ่ายฉาก ฝ่ายเทคนิคของละครคณะผกาวลี จึงมั่นใจได้ว่ายุทโธปกรณ์เราได้เปรียบ

     

    ขิมหมู่เพลงลาวแพน งาน 100 ปีหลวงประดิษฐไพเราะฯผู้เขียนบรรเลงขิมคนที่ 3 จากซ้าย

     

            พี่ตั๊กสั่งให้ขุดดินเหนียวท้ายสวนมาทำกระสุน นั่น ผมอยู่แผนกนี้ โดยมีพี่แอ๊พี่สาวคนสวยลงมาช่วยปั้นด้วย พี่ห้างนั้นขึ้นต้นมะขาม ต้นมะม่วง ตัดง่ามไม้มาทำอาวุธ ปล้องไผ่ในบ้านก็โดนตัดมาทำไม้ซาง อาโจ๊กกับพี่ตั๊กเอาโต๊ะปิงปองมาตั้งเป็นกำบัง เอาลังมาทำเป็นป้อม แล้ววางตัวคนลงประจำตำแหน่ง ผมก็พลอยสนุกไปกับเขาด้วย หน้าที่ผมคือคอยลำเลียงกระสุน โดยมีพี่แอ๊อยู่ใกล้ตลอดเวลา อาจิ๋มทำหน้าที่สร้างความมั่นคงให้เกราะกำบังของเรา

            ลาวแพนหมู่ครั้งนั้นแยกกันซ้อม แยกกันต่ออย่างมีระบบ โดยมีครูตั๊กเป็นผู้อำนวยเพลง และตีความสร้างไดนามิกให้เพลงอย่างลึกซึ้งลุ่มลึก นอกเหนือจากผู้บัญชาการทัพแล้ว ความละเอียดในฐานะครูผู้สอนนี่ตรึงตาตรึงใจจริง ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ วินาทีที่สอบเอนทรานซ์เข้าธรรมศาสตร์ได้ พี่ตั๊กจะกลับบ้านมาบรรเลงเพลงเขมรลออองค์ สำราญใจ แต่ครั้งใดที่ผิดหวังกับอะไร ก็มีเพลงสำเนียงมอญมาปลอบใจ พาให้คนรอบข้างมีความสุขแล้วก็ร่วมทุกข์ไปด้วย ดังนั้นการตีความเพลงเฉพาะเจาะจงเพลงที่เป็นเพลงใหญ่อย่างลาวแพนนั้นครูตั๊กละเอียดลออมีความเป็นมนุษย์มาก คำพูดจากปากครูตั๊กดังฟังชัด ถึงทุกวันนี้ “ทำนองดนตรีไทยเหมือนคนคุยกัน  เมื่อมีวรรคถาม ก็ต้องมีวรรคตอบ เล่นให้เหมือนถามไถ่สารทุกข์สุขดิบห่วงใยกัน นี่ล่ะลาวแพน”

    โอ้วนี่มันละครชัด ๆ

    “ผิดหวังสมหวังคละเคล้ากันไป นี่ล่ะมนุษย์” 

    ครูตั๊กพูดพร้อมกับยื่น “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาให้ผมกลับไปอ่าน

    ตัดกลับมาที่ใต้ถุนเรือนบรรเลงซึ่งแปรสภาพเป็นกองบัญชาการ โดยมีพี่ตั๊กที่ยังเรียนอยู่ม.ต้นเป็นขงเบ้งวางแผนป้องกัน พี่ตั๊กนำเอาโต๊ะปิงปองและหีบกำปั่นของป้าเลงมาตั้งเป็นบังเกอร์เกราะกำบัง ส่วนอาโจ๊กสาละวนอยู่กับผมปั้นดินเหนียวทำกระสุน พี่ห้างคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แล้วพี่ห้างกับพี่กี้ ก็วิ่งกลับมาแจ้งว่ามันมากันแล้ว พี่ตั๊กเอ่ยอย่างสุขุม

    “ทำตามแผน พี่แอ๊ดูน้องช่างด้วย”

    จากนั้นก็สั่งทุกคนเข้าที่นิ่ง รอคำสั่งโต้กลับ

            ผมเคยได้แชมป์ปิงปองที่อเมริกา ก็เพราะได้ฝึกปิงปองกับพี่ตั๊กที่ใต้ถุนเรือนบรรเลงนี่ล่ะ พี่ตั๊กซ้อมทุกวัน ว่างเป็นซ้อม ทั้งแบ๊คแฮนด์ โฟร์แฮนด์ ลูกตบ ลูกเสิร์ฟ ลูกไซด์โค้ง ที่ซ้อมซ้ำ ๆ เป็นร้อย ๆ ครั้ง โดยตั้งฉากอีกด้านของโต๊ะตั้งขึ้น แล้วตีสะท้อนกลับมา เช่นกัน เสียงขิมของพี่ตั๊กก็ได้ยินกล่อมผมนอนทุกคืน แมทช์ปิงปองที่น่าจดจำคือแมทช์ระหว่างอาอ๊อด อดิเรก จันทร์เรือง กับพี่ตั๊ก และคู่ดูโอ้ที่ติดตาคือจะเข้โดยป้าเลงคู่กับขิมโดยพี่ตั๊ก ทั้งหมดเกิดขึ้นที่ใต้ถุนเรือนบรรเลง

            นอกจากนี้พี่ตั๊กยังชอบวาดการ์ตูน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ การ์ตูนที่พี่ตั๊กวาดล้วนมีที่มาจากพฤติกรรมจริง ภาพหงอคงจับไม้จีนตีท๊อปสปิน ลูกพุ่งเลียดเน็ตลงวางมุมโต๊ะฝ่ายตรงข้ามที่เป็นตัวการ์ตูน อั้งฉิกกง ไม้เท้าตีสุนัข หลงไปผิดทาง ยังติดตาผมจนทุกวันนี้ พี่ตั๊กคือศิลปินฟิวชันที่มาก่อนกาล การ์ตูนของดิสนีย์ก็มีชีวิตแบบไทย ๆ หาดูได้ยากยิ่ง พี่ตั๊กคือศิลปินร่วมสมัยที่แท้จริง ที่มาก่อนกาลเวลา

            ไม่ต้องพูดถึงหมากกลที่พี่ตั๊กช่ำชองอย่างหาตัวจับได้ยาก การใช้เรือต้อนด้วยจระเข้ข้ามฟาก หรือไล่ด้วยเบี้ยหงายแทงเข้าตาจนด้วยปลาดุกยักเงี่ยง อาชาสะท้านฟ้าที่ไล่ด้วยม้า นับหกสิบแปด ที่น่าสนใจคือพระรามเข้าโกศที่แลว่ารับ แต่ที่แท้คือรุก ล้ำจริง ๆ พี่และครูของผม อย่าว่าแต่เกมไทยเลย หมากล้อมของจีนนี่ก็ต้องขอซูฮกตั้งแต่พี่ตั๊กยกกระดานออกมาตั้งแล้ว

            เสียงพลหนังสติ๊กจากมิตรอนันต์ข้ามรางรถไฟผ่านร้านขายของชำและกับข้าวนายยี มาตามทางแล้ว แปลว่าใกล้แล้ว พี่ตั๊กถามย้ำว่าปิดประตูใหญ่ลงดานล็อคเรียบร้อยรึยัง กันไม่ให้ข้าศึกเล็ดลอดเข้ามา พี่ห้างซ่อนอยู่ที่กล่องหน้าบ้านยืนยันว่าลงดานเรียบร้อยแข็งแรง พี่กี้เพื่อนพี่ห้างอยู่อีกกล่องด้านหน้าอาโจ๊ก ด้านใต้ถุนเรือนบังเกอร์ที่ทำด้วยโต๊ะปิงปองซ่อนตัวพี่ตั๊กและสรรพาวุธได้เป็นอย่างดีอุ่นใจได้ พี่ตั๊กอยู่ที่บังเกอร์ด้านติดถนน ส่วนอาโจ๊กประจำที่บังเกอร์ฝั่งติดซอยเล็กข้างบ้าน พวกมิตรอนันต์มาถึงแล้ว………

             จำได้ว่า มีเสียงดังโป๊กอยู่หลายโป๊ก ที่กระสุนดินเหนียวจากฝ่ายมิตรอนันต์ยิงมากระแทกกล่อง โต๊ะปิงปอง แล้วก็ฝาเรือนบรรเลง ดังอยู่พักนึงก็หยุดสงบศึกไปได้เองเมื่อผู้ใหญ่ลงมาหยุดทัพ เพราะโกยีเอาผัดซีอิ้วราดหน้าที่สั่งไว้มาส่งที่บ้าน ป้าเลงลงมารับอาหารแล้วบอกว่า “นายยีมาส่งช้า น่าจะมาก่อนที่เขายิงกัน” อ้า ผมเข้าใจแล้ว ป้าเลงสั่งอาหารห้ามทัพนี่เอง จากนั้นทั้งหมดก็เลิกกลับไป มันสนุกตรงเตรียมทัพนี่แหล่ะ

            คิดถึงครูตั๊กเป็นที่สุด พวกเราผ่านวีรกรรมชีวิตมาด้วยกันมากมาย คิดถึงช่วงที่เล่นน้ำกันที่แก่งคุดคู้ คิดถึงสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย นิยายที่เล่า คิดถึงยามต่อเพลงกับพี่ตั๊ก รสมือที่กรอหวานจับใจ คิดถึงมุมมองใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง ตัวการ์ตูน ความสนุกของเกมที่ล้ำลึกมหัศจรรย์ พี่ตั๊กเป็นนักมายากลอีกต่างหาก และนำมาเป็นกุศโลบายสอนเด็กให้มีความรักในดนตรีไทย พี่ตั๊กทำหน้าที่สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษอย่างสมบูรณ์

    กราบลาครูพี่ตั๊กครับ

    ครูช่าง ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง

    วันที่เขียนบทความ 6 มิ.ย. 2569