พี่ตั๊ก ปรมาจารย์ตั๊กม้อ กุนซือนักวางแผน ผู้ถือกุญแจไขความลับของจักรวาล 

โดย ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง (ครูช่าง)   


         พี่ตั๊กใกล้ชิดกับผมมาก เพราะผมเคยกินนอนอยู่บ้านเศรษฐศิริอยู่หลายคำรบทีเดียว พี่ตั๊กแก่กว่านายห้างพี่ชายผมหนึ่งปี เท่ากับว่าแก่กว่าผมแปดปี ในเบื้องแรกพี่ตั๊กกับพี่ห้างเป็นคู่ที่ผมจดจำ อยู่ใกล้ตัวผมที่สุด ถัดขึ้นไปจากนี้ก็มี พี่โป๋ พี่เดียว พี่แอ๊ พี่ปุ้ม ส่วนพี่รุ่นใหญ่ก็ได้แก่พี่อี๊ด พี่ติ๊ก พี่ฟัก พี่จิ๋ว พี่ถุง และมีอาโจ๊กน้องเล็กของสายสกุลจันทร์เรืองซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันที่เศรษฐศิริแถมแพ็คเกจร่วมมาอีกคน

จากซ้าย คนที่ 3 ชนก สาคริก แถวหน้า ผู้เขียน

 

        พวกเราคือตัวอย่างของครอบครัวขยาย มีบ้านบาตรเป็นศูนย์บัญชาการ บ้านเศรษฐศิริคือบ้านหน้าด่านที่ขยายออกมา แน่นอนที่นี่ใหญ่กว่า เปลี่ยวกว่า คูคลอง ทางรถไฟครบ คลองประปาที่สมัยก่อนกระโจนลงเล่นน้ำได้อยู่ห่างไปแค่สองร้อยเมตร สำหรับเด็กแล้วนี่คือบริบทของสวนสนุกชั้นยอด แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไรเมื่อสามัคคีกันแล้วย่อมสร้างปรากฏการณ์ได้เสมอ ตัวอย่างที่จำแม่นที่สุดคือ

        ภาพจำในวัยเด็กถึงพี่ตั๊กนั้นมีเยอะมาก แต่สถานการณ์สร้างความทรงจำ นั่นคือช่วงสงครามหนังสติ๊กระหว่างเด็กบ้านเศรษฐศิริกับเด็กซอยมิตรอนันต์ อารมณ์เหมือนพม่าบุกบางระจัน แต่เป็นว่าเด็กมิตรอนันต์บุกบ้านเศรษฐศิริด้วยหนังสติ๊ก 

        ซอยมิตรอนันต์อยู่คนละฟากทางรถไฟโดยมีสถานีสามเสนเป็นจุดกึ่งกลาง เดินลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ก็เข้าซอยมิตรอนันต์ได้ ซึ่งซอยนี้ปากซอยอีกด้านก็ราชวัตรแล้ว บ้านเศรษฐศิรินั้นตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของทางรถไฟ ในยุคนั้นมีคลองหน้าบ้านประหนึ่งเป็นคูคลองประจำเมืองไว้ป้องกันข้าศึก

        พี่ตั๊กก่อนที่จะถือไม้ขิมนั้น จะมีดินสอกุด ๆ กลิ้งอยู่ในมือเสมอ ก็ชัดว่าช่างคิด ช่างสังเกต ช่วงกลางคืนหลังดูทีวีเสร็จเรียบร้อย ก่อนนอน พี่ตั๊กจะพาผมมายืนที่บันไดมองท้องฟ้าด้วยกันเป็นประจำ 

        “น้องช่างดูดาวสุกสว่างเหล่านั้นสิ เชื่อไหมว่าสิ่งที่เห็นอยู่บนฟ้านั้นไม่ใช่ของจริง” ว้าว ก็เห็นตำตาสว่างเป็นดวง ๆ อยู่อย่างนั้นจะจะทุกคืนจะเป็นภาพลวงได้อย่างไร เมื่อเห็นแววฉงนบังเกิด พี่ตั๊กก็ขยายความรู้เรื่องการเดินทางของแสงออกมาว่า “กว่าแสงจะเดินทางมากระทบตาเราได้มันใช้เวลา” “ดาวบางดวงอาจจะดับไปแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้” พี่ตั๊กกล่าวกลั้วหัวเราะพร้อมกับควงดินสอกุด ในจังหวะที่ความสว่างกระจ่างวาบขึ้นมาในใจผม ซึ่งขอบอกว่าพี่ตั๊กมีกุญแจที่ไขความลับของจักรวาลให้ได้เห็นเป็นเนืองนิตย์ คืนนั้นผมหลับฝันถึงกัปตันเคิร์กแห่งยานสตาร์เทร็คที่ท่องไปกับกาลเวลา

        พี่ตั๊กในวัยนั้นประมาณว่าเป็นขงเบ้ง ที่จะถือไม้ปิงปองแทนพัดขนนก คอยวางแผนรับศึกนี้ ก็ไม่ทราบว่าศึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ให้เดาคือพี่ห้างนี่แหล่ะที่ไปทะเลาะกับเด็กซอยมิตรอนันต์ สำหรับผมในวัยหกขวบ เจ็ดขวบ มองว่า ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

        พี่ตั๊กคือกุนซือวางแผน จัดขบวนรูปแบบการตั้งรับ นัยว่าจากสามก๊ก โกวเล้ง ไซอิ๋ว รามเกียรติ์ มหาภารตะ สงครามเมืองทรอย อเล็กซานเดอร์จอมราชัน  มูซาชิ ยันศึกเมืองถลาง หรือ สงครามเก้าทัพ 

        พี่ตั๊กอ่านเรื่องราวเหล่านั้นและส่งต่อ คติธรรม  บทวิเคราะห์ อุปมาอุปมัยมาถึงน้อง ๆ ได้ความรู้เป็นประโยชน์และสนุกสนานที่สุด ที่จำแม่นไปอีกคือ ญาติพี่น้องทุกคน จะมีสมญานามจากตัวละครในวรรณคดีไทยและนิยายจีนกำลังภายในที่โด่งดัง พี่ตั๊กนั้นแน่นอนที่สุดคือ ปรมาจารย์ตั๊กม้อผู้ขี่ฟางข้ามทะเล อาโจ๊กคือตือโจ๊กก่ายผู้ถือคราดตามพระถังซัมจั๋ง พี่ห้างคือห้างเจีย  ป้าจิ้นคือเปาบุ้นจิ้น สำหรับคุณแม่ผมที่ชื่ออึ้งจึงต้องเป็นอึ้งเอี๊ยะซือ และอึ้งย้งน่าจะเป็นพี่แอ๊ถ้าจำไม่ผิด ส่วนสำหรับผมนั้นภูมิใจเป็นพิเศษเพราะได้เป็นพระเอกคือก๊วยช่างจากมังกรหยก  

หน้าที่ของแต่ละคนจัดสรรโดยพี่ตั๊กผู้ถือสารพัดคัมภีร์ อาโจ๊ก (ยุติธรรม จันทร์เรือง) คือฝ่ายสรรพาวุธ จัดหาทั้งหนังสติ๊กและไม้ซาง พี่ห้างเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันทัพหน้า คุมป้อมหน้าบ้านกับพี่กี้ 

        สมัยก่อนเขานัดวันเวลาก่อนทำศึก จึงมีเวลาพอให้ลุ้นตื่นเต้นไปพร้อมกับการวางแผนตั้งรับ ไม่หุนหันพลันแล่น เวลายุคนั้นมีเหลือเฟือ เพียงพอสำหรับเกณฑ์ไพร่พลมาช่วยรบ จำได้ว่ามีเพื่อนพี่ตั๊ก เพื่อนพี่ห้าง พี่กี้ ที่ชื่อกมลชนก มาร่วมด้วย และเด็กในบ้านทุกคนรวมผมด้วย ต้องมีหน้าที่อะไรบางอย่างในศึกครั้งนี้

        ไม่ต่างจากตอนที่พี่ตั๊กคุมวงเดี่ยวลาวแพนหมู่ในงานร้อยปีคุณตาที่โรงละครแห่งชาติ ผมในฐานะหลานคนเล็กก็รีบกระโจนเข้าร่วมหมู่กับเขาด้วยอย่างมั่นใจในพี่ตั๊กซึ่งตอนนั้น โอกาสนั้น สรรพนามได้เปลี่ยนเป็น “ครูตั๊ก” อย่างเต็มภาคภูมิ

        ไม่ใช่แค่เดี่ยวลาวแพนที่ได้ต่อ แต่มิติใหม่ของไซอิ๋วฉบับฉับโผงได้โดนโยนมาที่ตักผมก่อนเริ่มทวนเพลงที่ได้ต่อไป ซึ่งเหลือช่วงซุ้มตอนท้ายเท่านั้น แต่ให้ตายเถอะไซอิ๋วที่เดินทางในกาย เห้งเจียอุปมาคือปัญญา หน้าพี่ห้างลอยมา ม้าที่พระถังซัมจั๋งขี่คือวิริยะ ตือโป๊ยก่ายคืออาโจ๊ก ส่วนซัวเจ๋งนั้นมีอาจิ๋มญาติฝ่ายจันทร์เรืองที่มาสร้างกระต๊อบอยู่หลังบ้านเพิ่มมาอีกคน อาจิ๋มนั้นมีบทบาทสำคัญกับศึกมิตรอนันต์มาก เพราะอดีตคือฝ่ายฉาก ฝ่ายเทคนิคของละครคณะผกาวลี จึงมั่นใจได้ว่ายุทโธปกรณ์เราได้เปรียบ

 

ขิมหมู่เพลงลาวแพน งาน 100 ปีหลวงประดิษฐไพเราะฯผู้เขียนบรรเลงขิมคนที่ 3 จากซ้าย

 

        พี่ตั๊กสั่งให้ขุดดินเหนียวท้ายสวนมาทำกระสุน นั่น ผมอยู่แผนกนี้ โดยมีพี่แอ๊พี่สาวคนสวยลงมาช่วยปั้นด้วย พี่ห้างนั้นขึ้นต้นมะขาม ต้นมะม่วง ตัดง่ามไม้มาทำอาวุธ ปล้องไผ่ในบ้านก็โดนตัดมาทำไม้ซาง อาโจ๊กกับพี่ตั๊กเอาโต๊ะปิงปองมาตั้งเป็นกำบัง เอาลังมาทำเป็นป้อม แล้ววางตัวคนลงประจำตำแหน่ง ผมก็พลอยสนุกไปกับเขาด้วย หน้าที่ผมคือคอยลำเลียงกระสุน โดยมีพี่แอ๊อยู่ใกล้ตลอดเวลา อาจิ๋มทำหน้าที่สร้างความมั่นคงให้เกราะกำบังของเรา

        ลาวแพนหมู่ครั้งนั้นแยกกันซ้อม แยกกันต่ออย่างมีระบบ โดยมีครูตั๊กเป็นผู้อำนวยเพลง และตีความสร้างไดนามิกให้เพลงอย่างลึกซึ้งลุ่มลึก นอกเหนือจากผู้บัญชาการทัพแล้ว ความละเอียดในฐานะครูผู้สอนนี่ตรึงตาตรึงใจจริง ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ วินาทีที่สอบเอนทรานซ์เข้าธรรมศาสตร์ได้ พี่ตั๊กจะกลับบ้านมาบรรเลงเพลงเขมรลออองค์ สำราญใจ แต่ครั้งใดที่ผิดหวังกับอะไร ก็มีเพลงสำเนียงมอญมาปลอบใจ พาให้คนรอบข้างมีความสุขแล้วก็ร่วมทุกข์ไปด้วย ดังนั้นการตีความเพลงเฉพาะเจาะจงเพลงที่เป็นเพลงใหญ่อย่างลาวแพนนั้นครูตั๊กละเอียดลออมีความเป็นมนุษย์มาก คำพูดจากปากครูตั๊กดังฟังชัด ถึงทุกวันนี้ “ทำนองดนตรีไทยเหมือนคนคุยกัน  เมื่อมีวรรคถาม ก็ต้องมีวรรคตอบ เล่นให้เหมือนถามไถ่สารทุกข์สุขดิบห่วงใยกัน นี่ล่ะลาวแพน”

โอ้วนี่มันละครชัด ๆ

“ผิดหวังสมหวังคละเคล้ากันไป นี่ล่ะมนุษย์” 

ครูตั๊กพูดพร้อมกับยื่น “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาให้ผมกลับไปอ่าน

ตัดกลับมาที่ใต้ถุนเรือนบรรเลงซึ่งแปรสภาพเป็นกองบัญชาการ โดยมีพี่ตั๊กที่ยังเรียนอยู่ม.ต้นเป็นขงเบ้งวางแผนป้องกัน พี่ตั๊กนำเอาโต๊ะปิงปองและหีบกำปั่นของป้าเลงมาตั้งเป็นบังเกอร์เกราะกำบัง ส่วนอาโจ๊กสาละวนอยู่กับผมปั้นดินเหนียวทำกระสุน พี่ห้างคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แล้วพี่ห้างกับพี่กี้ ก็วิ่งกลับมาแจ้งว่ามันมากันแล้ว พี่ตั๊กเอ่ยอย่างสุขุม

“ทำตามแผน พี่แอ๊ดูน้องช่างด้วย”

จากนั้นก็สั่งทุกคนเข้าที่นิ่ง รอคำสั่งโต้กลับ

        ผมเคยได้แชมป์ปิงปองที่อเมริกา ก็เพราะได้ฝึกปิงปองกับพี่ตั๊กที่ใต้ถุนเรือนบรรเลงนี่ล่ะ พี่ตั๊กซ้อมทุกวัน ว่างเป็นซ้อม ทั้งแบ๊คแฮนด์ โฟร์แฮนด์ ลูกตบ ลูกเสิร์ฟ ลูกไซด์โค้ง ที่ซ้อมซ้ำ ๆ เป็นร้อย ๆ ครั้ง โดยตั้งฉากอีกด้านของโต๊ะตั้งขึ้น แล้วตีสะท้อนกลับมา เช่นกัน เสียงขิมของพี่ตั๊กก็ได้ยินกล่อมผมนอนทุกคืน แมทช์ปิงปองที่น่าจดจำคือแมทช์ระหว่างอาอ๊อด อดิเรก จันทร์เรือง กับพี่ตั๊ก และคู่ดูโอ้ที่ติดตาคือจะเข้โดยป้าเลงคู่กับขิมโดยพี่ตั๊ก ทั้งหมดเกิดขึ้นที่ใต้ถุนเรือนบรรเลง

        นอกจากนี้พี่ตั๊กยังชอบวาดการ์ตูน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ การ์ตูนที่พี่ตั๊กวาดล้วนมีที่มาจากพฤติกรรมจริง ภาพหงอคงจับไม้จีนตีท๊อปสปิน ลูกพุ่งเลียดเน็ตลงวางมุมโต๊ะฝ่ายตรงข้ามที่เป็นตัวการ์ตูน อั้งฉิกกง ไม้เท้าตีสุนัข หลงไปผิดทาง ยังติดตาผมจนทุกวันนี้ พี่ตั๊กคือศิลปินฟิวชันที่มาก่อนกาล การ์ตูนของดิสนีย์ก็มีชีวิตแบบไทย ๆ หาดูได้ยากยิ่ง พี่ตั๊กคือศิลปินร่วมสมัยที่แท้จริง ที่มาก่อนกาลเวลา

        ไม่ต้องพูดถึงหมากกลที่พี่ตั๊กช่ำชองอย่างหาตัวจับได้ยาก การใช้เรือต้อนด้วยจระเข้ข้ามฟาก หรือไล่ด้วยเบี้ยหงายแทงเข้าตาจนด้วยปลาดุกยักเงี่ยง อาชาสะท้านฟ้าที่ไล่ด้วยม้า นับหกสิบแปด ที่น่าสนใจคือพระรามเข้าโกศที่แลว่ารับ แต่ที่แท้คือรุก ล้ำจริง ๆ พี่และครูของผม อย่าว่าแต่เกมไทยเลย หมากล้อมของจีนนี่ก็ต้องขอซูฮกตั้งแต่พี่ตั๊กยกกระดานออกมาตั้งแล้ว

        เสียงพลหนังสติ๊กจากมิตรอนันต์ข้ามรางรถไฟผ่านร้านขายของชำและกับข้าวนายยี มาตามทางแล้ว แปลว่าใกล้แล้ว พี่ตั๊กถามย้ำว่าปิดประตูใหญ่ลงดานล็อคเรียบร้อยรึยัง กันไม่ให้ข้าศึกเล็ดลอดเข้ามา พี่ห้างซ่อนอยู่ที่กล่องหน้าบ้านยืนยันว่าลงดานเรียบร้อยแข็งแรง พี่กี้เพื่อนพี่ห้างอยู่อีกกล่องด้านหน้าอาโจ๊ก ด้านใต้ถุนเรือนบังเกอร์ที่ทำด้วยโต๊ะปิงปองซ่อนตัวพี่ตั๊กและสรรพาวุธได้เป็นอย่างดีอุ่นใจได้ พี่ตั๊กอยู่ที่บังเกอร์ด้านติดถนน ส่วนอาโจ๊กประจำที่บังเกอร์ฝั่งติดซอยเล็กข้างบ้าน พวกมิตรอนันต์มาถึงแล้ว………

         จำได้ว่า มีเสียงดังโป๊กอยู่หลายโป๊ก ที่กระสุนดินเหนียวจากฝ่ายมิตรอนันต์ยิงมากระแทกกล่อง โต๊ะปิงปอง แล้วก็ฝาเรือนบรรเลง ดังอยู่พักนึงก็หยุดสงบศึกไปได้เองเมื่อผู้ใหญ่ลงมาหยุดทัพ เพราะโกยีเอาผัดซีอิ้วราดหน้าที่สั่งไว้มาส่งที่บ้าน ป้าเลงลงมารับอาหารแล้วบอกว่า “นายยีมาส่งช้า น่าจะมาก่อนที่เขายิงกัน” อ้า ผมเข้าใจแล้ว ป้าเลงสั่งอาหารห้ามทัพนี่เอง จากนั้นทั้งหมดก็เลิกกลับไป มันสนุกตรงเตรียมทัพนี่แหล่ะ

        คิดถึงครูตั๊กเป็นที่สุด พวกเราผ่านวีรกรรมชีวิตมาด้วยกันมากมาย คิดถึงช่วงที่เล่นน้ำกันที่แก่งคุดคู้ คิดถึงสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย นิยายที่เล่า คิดถึงยามต่อเพลงกับพี่ตั๊ก รสมือที่กรอหวานจับใจ คิดถึงมุมมองใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง ตัวการ์ตูน ความสนุกของเกมที่ล้ำลึกมหัศจรรย์ พี่ตั๊กเป็นนักมายากลอีกต่างหาก และนำมาเป็นกุศโลบายสอนเด็กให้มีความรักในดนตรีไทย พี่ตั๊กทำหน้าที่สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษอย่างสมบูรณ์

กราบลาครูพี่ตั๊กครับ

ครูช่าง ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง

วันที่เขียนบทความ 6 มิ.ย. 2569