หมายเหตุ
“เพลงชนก”
อาตั๊ก เขียนเล่า
หลานเอ้ เรียบเรียง ปะติดปะต่อ
อ“ตั๊กกับหล“นเอ้ ก‘มโกย ตุ๊กล‘
“ชนก ชำนาญ เจ้าคุณ”
ชนก สาคริก ชื่อเล่น “ตั๊ก” ลูกชายคนเล็กของคุณพ่อ พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) และคุณแม่ นางมหาเทพกษัตรสมุห (บรรเลง สาคริก) สกุลเดิม “ศิลปบรรเลง” เกิดวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2489 ได้รับการผูกดวงและตั้งชื่อจากท่านเจ้าอาวาสวัดสระเกศผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนในสกุล “ศิลปบรรเลง” (ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชของกรุงรัตนโกสินทร์)
ครอบครัวสาคริก แถวหน้า พระมหาเทพกษัตรสมุห นางมหาเทพกษัตรสมุห แถวหลัง (จากซ้าย) ชนก นิคม มาลินี เพียงเพ็ญ
ท่านได้กรุณาผูกดวงและตั้งชื่อลูกชายคนเล็กของคุณแม่บรรเลงว่า ถ้าชื่อ “ชำนาญ” จะร่ำรวย ชื่อ “ชนก” จะเป็นครู มีความเพียร อีกทั้งได้พยากรณ์ว่า...ถ้าเด็กคนนี้บวชในพระพุทธศาสนาจะได้เป็นถึง “เจ้าคุณ”
ลูกหลานนักดนตรี
ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ และลูกหลานศิลปบรรเลง แถว 2 ชุดเอี๊ยม ผู้เขียน
ผมเกิดในตระกูลนักดนตรีไทย จึงมีโอกาสได้สัมผัสและรับรู้ชีวิตของนักดนตรีไทยแต่ครั้งโบราณมามากพอสมควร ทั้งจากประสบการณ์โดยตรงบ้าง และจากการได้ยินได้ฟังท่านผู้ใหญ่เล่าให้ฟังบ้าง สมัยก่อนนั้นสัมพันธภาพระหว่าง “ครู” และ “ศิษย์” เป็นเรื่องที่อบอุ่นลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความเคารพคารวะและมิตรไมตรีจิตที่ยากจะหาคำบรรยายได้ถูกต้อง ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการที่ครูและศิษย์มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องยาวนาน เนื่องจากสภาพการเรียนการสอนดนตรีและสภาพของสังคมในยุคนั้นแตกต่างไปจากปัจจุบัน คือสมัยก่อนศิษย์จะไปเรียนดนตรีที่บ้านครู บางทีก็ไปพักค้างอยู่ที่บ้านครูเป็นเวลานาน ๆ ดังนั้นจึงมีเวลาพบปะคุ้นเคยกันมาก จนก่อให้เกิดสัมพันธภาพอันอบอุ่นงอกงามขึ้นในใจของทั้งสองฝ่าย สัมพันธภาพดังกล่าวนี้มักจะยืนยงยาวนานอยู่ในใจของผู้เป็นศิษย์เสมอ แม้ว่าครูจะล่วงลับจากไปแล้วแต่ผู้เป็นศิษย์ก็จะยังคงคิดคำนึงถึงครูอยู่เสมอ ทำให้เกิดจารีตประเพณีอันสำคัญของดนตรีไทยขึ้นพิธีหนึ่งนั่นคือ “พิธีไหว้ครู” เพราะเป็นทางออกหรือวิธีการอันหนึ่งที่ศิษย์จะสามารถแสดงความรักความคิดถึงและความเคารพคารวะครูให้ปรากฏออกมา ส่วนหนึ่งของพิธีไหว้ครูจึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ครูที่ได้ล่วงลับไปแล้วรวมอยู่ด้วย
ผมมีศักดิ์เป็น “หลานตา” ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เนื่องจากคุณแม่ของผมคือ อาจารย์บรรเลง ศิลปบรรเลง นั้นเป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของท่านครูฯ แต่เปลี่ยนมาใช้นามสกุล “สาคริก” หลังจากแต่งงานแล้ว บ้านของคุณตาผมตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่แยกเข้ามาจากถนนใหญ่ซึ่งทอดผ่านมาจากภูเขาทองเลยสะพานตรงประตูผีมาเล็กน้อย เป็นบริเวณที่มีร้านขายดอกไม้ไฟตั้งอยู่หลายร้าน แถวนี้คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า “บ้านบาตร” เพราะเป็นย่านที่มีร้านตีบาตรพระตั้งอยู่มาก แต่บางทีก็เรียกว่า “บ้านดอกไม้” เนื่องจากมีร้านขายดอกไม้ไฟเป็นจำนวนมากอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
พิธีไหว้ครูดนตรีที่บ้านบาตร แถวหน้าจากซ้าย ผู้เขียน
ส่วนบ้านบาตรที่นักดนตรีพูดถึงนั้นหมายถึงบ้านของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณนี้เช่นกัน บ้านบาตรจึงเป็นสำนักดนตรีไทยซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยก่อน เพราะเป็นสถานที่อยู่อาศัยของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และเป็นที่ที่ท่านใช้สอนดนตรี รวมทั้งจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทยเป็นประจำทุกปีตลอดมาจนท่านสิ้นชีวิต
บ้านบางซื่อ “เรือนคุณพระนาย”
ผมเกิดและเติบโตมาภายในขอบเขตรั้วของบ้านทรงไทยใต้ถุนสูงหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 47 ถนนเศรษฐศิริ ใกล้กับทางรถไฟ และอยู่ห่างจากตัวสถานีรถไฟสามเสนไม่มากนัก เรือนหลังนี้เป็นที่รู้จักกันสำหรับชาวบ้านในละแวกนั้นว่า “เรือนคุณพระนาย” หรือ “บ้านบางซื่อ” เนื่องจากคุณพ่อของผมท่านมีบรรดาศักดิ์เป็น “พระมหาเทพกษัตรสมุห” ส่วนชื่อสกุลจริงของท่านคือ เนื่อง สาคริก ท่านปลูกเรือนหลังนี้เพื่อเป็น “เรือนหอ” ตอนที่แต่งงานกับคุณแม่ผม (อาจารย์บรรเลง ศิลปบรรเลง) โดยสร้างเป็นอาคารไม้สักทั้งหลังทรงปั้นหยาทาสีเขียวรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดพื้นที่กว้าง 9 เมตร ยาว 9 เมตร ข้างล่างยกพื้นเป็นใต้ถุนสูง ค้ำด้วยเสาคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวน 14 ต้น พื้นล่างของใต้ถุนปูด้วยกระเบื้องขัดมันแผ่นใหญ่ ลวดลายโบราณสวยงามมาก บริเวณใต้ถุนนั้นร่มรื่นเย็นสบายและมีอ่างน้ำสระบัวขนาดเล็กวางเรียงรายอยู่โดยรอบ ส่วนหลังคานั้นมุงด้วยกระเบื้องว่าวแผ่นหนาสีแดงเข้มทั้งหลัง ท่านผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าในสมัยนั้นเรือนหลังนี้ดูแข็งแรงสวยงามและเด่นเป็นสง่ากว่าบ้านหลังอื่น ๆ ในย่านนั้น
เรือนคุณพระนายหลังนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวและใช้เป็นที่พำนักพักพิงปกป้องครอบครัวผมมานานกว่า 70 ปีอย่างอดทนและซื่อสัตย์ มันเคยผจญวิกฤติการณ์หนัก ๆ มาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง อาทิเช่นเคยถูกน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2485 ระดับน้ำสูงขึ้นมาถึงครึ่งค่อนเสา เวลาจะออกจากบ้านต้องพายเรือออกไปที่ถนนเศรษฐศิริ
บ้านนี้เคยถูกทิ้งระเบิดปูพรมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้บริเวณสถานีรถไฟสามเสนซึ่งถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสมัยนั้น แต่ก็แคล้วคลาดไม่ได้รับภัยอะไรเลย
ตอนที่ยังเด็ก ในบางครั้งบ้านเราก็ต้องใช้ “ตะเกียงเจ้าพายุ” อยู่ในตอนกลางคืน เพราะไฟฟ้าดับบ่อย ต่อมาจึงมีการติดตั้งเดินสายเสาไฟฟ้าในถนนหน้าบ้าน นำความสว่างไสวในช่วงกลางคืนมาให้แก่ทุกบ้านในถนนนั้น มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา แม้ว่าจะมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่หลอดไฟในยุคนั้นเป็นแบบเก่า ให้แสงไฟออกสีส้มจาง ๆ ไม่ได้สว่างมากนัก ตอนค่ำจึงไม่ค่อยปลอดภัยเพราะมีทั้งงูและเสือปลา (เสือตัวเล็ก) วิ่งพล่านออกมาหากินกันตามถนนหนทางและบริเวณที่รกร้างต่าง ๆ ดังนั้นป้าอุไร (พี่เลี้ยงผม) จึงมักจะรีบพาผมขึ้นบนบ้านปิดประตู รอจนกว่าคุณพ่อ (พระมหาเทพกษัตรสมุห) คุณแม่ และ พี่แอ๊ (ผศ.เพียงเพ็ญ พานิชพัฒน์) ซึ่งมักจะกลับมาตอนค่ำ ๆ พร้อมกับขนมหรือของเล่นมาฝากผมเป็นประจำ
ส่งพี่แอ๊ไปเรียนต่างประเทศ บันทึกภาพที่เรือนบรรเลง จากซ้าย คุณพ่อ พี่อี๊ด เป้า ผู้เขียน พี่แอ๊ คุณแม่ พี่ติ๊ก พี่อุ่ย
สมัยนั้นสิ่งบันเทิงยามค่ำคืนของคนโดยทั่วไปคือการอ่านหนังสือและฟังวิทยุ “ป้าอุไร” พี่เลี้ยง ของผมชอบฟังลิเกมาก ส่วนเด็กเล็ก ๆ แบบผมไม่มีอะไรทำนอกจากนั่งเล่นของเล่นที่คุณแม่ซื้อให้ ถนนหน้าบ้านในตอนนั้นไม่พลุกพล่านผู้คนเช่นปัจจุบันนี้ เสียงที่ผมจำได้ชัดเจนและรอคอย คือเสียงของพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งร้องเร่ขายขนมแสนอร่อย ที่กำลังเข็นรถเข็นหรือเดินหาบของมาขายผ่านมาทางถนนหน้าบ้าน
ในเวลากลางวันอากาศร้อนอยากทานอะไรที่เย็น ๆ ก็จะมีพ่อค้าเอาไอศกรีมหรือหวานเย็นแท่ง ๆ มาขาย แต่พอตกกลางคืนอยากทานขนมที่ร้อน ๆ ก็จะมีแม่ค้าขนมปลากริม บัวลอยไข่หวาน ทองหยิบทองหยอด เดินเร่ขาย ผ่านไปมาบนถนนหน้าบ้านของผมเป็นประจำ ซึ่งผมชอบขนมปลากริมไข่เต่ามากที่สุด
สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องปรับอากาศ ในช่วงเวลาหัวค่ำพวกเราจึงมักจะออกมาปูเสื่อนอนที่นอกชาน นอนแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าที่สว่างไปด้วยดวงดาวสุดจะคณานับส่องแสงแวววาว กะพริบ ระยิบระยับ กันอย่างมีความสุข บางวันคุณพ่อก็สอนให้รู้จักชื่อดวงดาวที่สำคัญต่าง ๆ ด้ว
ศึกไม้ซาง..สนามเด็กเล่น
เมื่อผมเริ่มโตขึ้นพอที่จะวิ่งเล่นเองได้ พื้นที่รอบ ๆ บ้านของเราก็เหมือนเป็นสนามเด็กเล่นชั้นดี ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกของเรือนจะมีคูน้ำอยู่ กั้นอาณาเขตซึ่งกว้างพอสมควร เด็ก ๆ อย่างผมไม่สามารถกระโดดข้ามได้ จึงมีแผ่นไม้กระดานทอดวางไว้สำหรับเดินข้ามไปมา ที่ริมคูน้ำฝั่งตะวันออกนี้ เป็นที่ตั้งของเรือนไม้ชั้นเดียวที่เป็นครัวหลักของบ้าน ครัวค่อนข้างกว้างขวางเต็มไปด้วยเครื่องครัวทุกชนิดพร้อมข้าวสารอาหารแห้งมากมาย
ริมครัวด้านหนึ่งมีนอกชานเล็ก ๆ ยื่นล้ำเข้าไปเหนือคูน้ำด้านตะวันออก เพื่อโยนเบ็ดตกปลา หรือแม้กระทั่งใช้อวนขนาดเล็กวางดักจับปลาและกุ้งที่มีอยู่ในคูนี้ได้
บางช่วงที่น้ำเอ่อเต็มคู “ป้าอุไร” เคยตกกุ้งก้ามกรามตัวใหญ่ ๆ ขึ้นมาปิ้งแจกกันกินทั่วบ้าน ผมชอบไปนั่งตกกุ้งกับป้าอุไรด้วยแต่ตกไม่ค่อยได้ จึงเป็นฝ่ายช่วยทานเสียมากกว่า อิ่มและอร่อยทีเดียวครับ กุ้งบางตัวพอปิ้งแล้วตรงโคนก้ามของมันร้อนจนสีฟ้า ๆ กลายเป็นสีแดง ปอกมาทานกับน้ำจิ้ม อร่อยอย่าบอกใครเชียว...”
ในคูน้ำนี้นอกจากมีปลาและกุ้งแล้วก็ยังมีตะพาบน้ำตัวใหญ่อาศัยอยู่ด้วย เพราะคุณแม่ชอบทำบุญด้วยการปล่อยนก ปล่อยปลาและตะพาบน้ำตัวเล็ก ๆ สถานที่แห่งนี้จึงมีสภาพเป็นสวนชานเมืองของกรุงเทพฯ จริง ๆ
สำหรับ “ไม้ซาง” ก็ยังเป็นของเล่นชั้นดีราคาถูก ที่เด็ก ๆ ชอบเล่นกัน
ไม้ซางคือท่อไม้กลวง ๆ มีขนาดเล็กและเบามาก เด็กผู้ชายชอบเอามาแทนปืนสำหรับเป่า ยิงสู้กัน โดยใส่ลูกดินกลม ๆ เข้าไปในไม้ซาง แล้วใช้ปากเป่ายิงนก กระรอกตัวเล็ก หรือยิงสู้กันอย่าง สนุกสนาน เพราะไม่มีอันตรายอะไรหากไม่โดนกระสุนดินนี้เข้าที่นัยน์ตา
ผู้เขียนกับการเล่นสนุกที่บ้านบางซื่อ (เศรษฐศิริ)
ละแวกบ้านที่ถนนเศรษฐศิรินี้มีกองทัพนักรบไม้ซางมากมาย พอถึงฤดูร้อนญาติพี่น้องของ ผมที่อาศัยอยู่ในถนนเศรษฐศิรินี้จะนัดกันมา “ทำศึกไม้ซาง” กันอย่างสนุกสนาน โดยไปขุดดินที่ตรง “จอมปลวกใหญ่” ซึ่งอยู่ทางด้านคูน้ำฝั่งตะวันตกใกล้กับต้นมะม่วง มาปั้นเป็นกระสุนลูกดินเพื่อเป่าสู้กันเหตุเพราะดินของจอมปลวกนั้นมีสภาพเหนียวนุ่มเนียนไม่แตกร่วนง่าย ในช่วงที่หยุดเรียนภาคฤดูร้อน ตัวผม พี่แอ๊ (ผศ.เพียงเพ็ญ พานิชพัฒน์) ที่พักอยู่ที่บ้านบางซื่ออยู่แล้วก็จะได้พบกับพี่ ๆ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านบาตร เช่นพี่เดียว (รศ.มธุรส วิสุทธกุล) พี่โป๋ (ดร.กุลธร ศิลปบรรเลง) พี่ปุ้ม (วัลย์ลดา หงส์ทอง) ที่เดินทางมาค้างกับผมที่บ้านบางซื่อเพื่อเล่นสนุกกัน จอมปลวกที่กล่าวถึงนี้ก็เป็นสถานที่ ๆ เราชอบเล่นกันมาก โดยผลัดกันไถลตัวจากยอดจอมปลวกลงไปในคูน้ำทางฝั่งตะวันตกนี้กันบ่อย ๆ โดยไม่เคยรู้เลยว่าที่ใต้จอมปลวกแห่งนี้มีงูเหลือมยักษ์อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน.
ในสมัยนั้นคุณพ่อสร้างเล้าไก่เอาไว้ด้วย เพื่อใช้เก็บไข่มาทำอาหาร ท่านเล่าว่าคืนหนึ่งดึกมากแล้ว ท่านได้ยินเสียงไก่ตีปีกร้องกันลั่นระงม แล้วก็มีเสียงคนตะโกนว่า “งู ๆ ๆ” ท่านจึงรีบลงจากเรือนมาดู พร้อมคว้ากระบี่ประดับยศซึ่งแขวนไว้บนฝาผนังลงมาด้วย ด้านล่างของเรือน งูตัวใหญ่เลื้อยปราด ๆ หลบหนีเข้าไปใต้พื้นกระดานของชั้นล่างเรือนไม้ใกล้โรงรถ ซึ่งอยู่ติดกับเล้าไก่ คุณพ่อจึงวิ่งไปดักอยู่เหนือพื้นกระดานและมองผ่านร่องกระดานลงไป ก็เห็นตัวงูเคลื่อนไหวอยู่ด้านล่าง ท่านจึงใช้ปลายมีดดาบแทงปักลงไปบนตัวงูอย่างแรง จนงูถูกตรึงไว้ตรงนั้น เลื้อยหนีต่อไปไม่ได้เพราะติดดาบที่แทงทะลุคาไว้ ท่านเล่าว่างูเหลือมตัวนั้นดิ้นรนและบิดตัวไปมาอย่างรุนแรงจนพื้นไม้กระดานโรงรถเผยอตัว โก่งขึ้นมาทั้งแผง สุดท้ายงูตัวนั้นก็ถูกคนช่วยรุมตีจนตายไปในที่สุด ท่านบอกว่าเป็นงูหลามลำตัวใหญ่ มากขนาดโคนขาคนเลยทีเดียว
ชาวจีนซึ่งทำสวนผักอยู่ในซอยรณชัยบอกว่า เคยเห็นงูตัวนี้ไปคาบหนูกินแถวสวนผักอยู่เป็นประจำเหมือนกัน และก็ได้ขอนำซากงูตัวนั้นไปทำเป็นส่วนผสมของกระสายยา ตามความเชื่อของคนจีนที่ว่าเลือดของงูใหญ่นั้นเป็นยาบำรุงชั้นดี
หลายปีต่อมาก็มีผู้ที่เห็นงูหลามลักษณะคล้ายกับตัวแรกนี้อีก 2 ครั้ง ในละแวกบ้าน ใกล้ที่ตั้งของเรือน
ครั้งแรกเกิดในคืนที่พี่ชายของผมคือ พี่ติ๊ก (นิคม สาคริก) นัดเลี้ยงเพื่อน ๆ ที่ใต้ถุนเรือน พอตอนดึก ขณะที่มีคนถอยรถขับออกไปจากถนนในบ้าน ก็ได้เห็นงูตัวใหญ่มากเลื้อยข้ามถนนไปต่อหน้าต่อตา ทิศทางที่มันเลื้อยไปนั้นตรงดิ่งและหายไปตรงจอมปลวกใหญ่ฝั่งตะวันตกซึ่งผมและพี่ ๆ น้อง ๆ ชอบไปเล่นโดดน้ำลงในคูกันนั่นเอง ด้วยเหตุนั้นผมจึงไม่กล้าไปเล่นน้ำตรงนั้นอีกเลย
ต่อมาไม่นาน ก็มีพวกที่ขี่สามล้อรับจ้างแถวบ้านผมได้เห็นและช่วยกันจับงูหลามตัวนั้นได้ แล้วนำไปส่งให้แก่สวนสัตว์เขาดินวนาในที่สุด
: “อาตั๊ก” ไม่ชอบให้สัตว์ทุกชนิดเข้าใกล้ สัตว์ที่ไม่ชอบมากที่สุดคือ “หนอน”
บ้านบาตร
หลาน ๆ ศิลปบรรเลง บันทึกภาพที่บันได ทางขึ้นโถงใหญ่ของบ้านบาตร ผู้ชายใส่เอี๊ยม ผู้เขียน
สภาพของบ้านบาตรในระยะนั้นเป็นช่วงที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ เกษียณราชการแล้ว ท่านจึงสอนดนตรีอยู่ที่บ้าน แต่ก็มีลูกศิษย์ลูกหามาเรียนดนตรีกันอยู่เสมอมิได้ขาด โดยส่วนใหญ่จะมาจากต่างจังหวัด บางครั้งสถานที่ที่บ้านบาตรไม่สามารถจะรองรับลูกศิษย์ที่มาจากต่างจังหวัดได้หมด ท่านก็จะฝากลูกศิษย์เหล่านั้นมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านถนนเศรษฐศิริของผม โดยเพียงขออาศัยนอนเท่านั้น พอตื่นเช้าศิษย์เหล่านั้นก็จะเดินทางไปเรียนดนตรีที่บ้านบาตรทั้งวัน แล้วจึงกลับมานอนในตอนกลางคืน ดังนั้นลูกศิษย์รุ่นนั้นจึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับครอบครัวของผมมาก เท่าที่จำได้ ศิษย์ของคุณตา รุ่นนั้นเป็นรุ่นเล็ก มีครูอุทัย แก้วละเอียด พันโท เสนาะ หลวงสุนทร ครูทวี พิณพาทย์เพราะ และครูวิเชียร สารเดช เป็นต้น
ตรงทางเข้าบ้านบาตรนั้นเป็นตรอกแคบ ๆ กว้างขนาดที่รถเก๋งคันเดียวพอจะวิ่งผ่านไปได้ และยาวประมาณสัก 20 กว่าเมตรเท่านั้น ทั้งสองข้างทางเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว มีประตูย่นพับได้ เป็นที่อยู่ของครอบครัวหลายครัวเรือนเรียงรายเต็มไปหมด ตรงปากทางมีร้านกาแฟตั้งอยู่ร้านหนึ่ง ทำการค้าขายโดยครอบครัวชาวจีน เป็นแหล่งบริการอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในย่านนั้น คนในบ้านบาตรเองก็นิยมสั่งอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาทานเสมอ อาเจ๊ อาม่วย อาเฮีย อาตี๋ ที่ร้านกาแฟแห่งนี้ต่างรู้จักผมดี เพราะรู้ว่าผมเป็นหลานของท่านครูฯ และมาวิ่งเล่นอยู่แถวนั้นบ่อย ๆ จนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เวลามีงานไหว้ครูดนตรีไทยประจำปียิ่งครึกครื้นใหญ่ เพราะมีคนมาร่วมงานมาก ร้านกาแฟแห่งนี้จึงทำมาค้าขึ้น มีคนมาใช้บริการมิได้ขาด
สภาพของเรือนหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่พำนักอาศัยของท่านครู ฯ เป็นเรือนโบราณขนาด 2 ชั้น แต่มีระดับเพดานสูงกว่าบ้าน 2 ชั้นในปัจจุบัน จึงมองดูโล่งและโปร่งกว่า ตรงด้านหน้าของตัวบ้านมีระเบียงกว้าง ยกพื้นสูงเท่ากับระดับเอวของผู้ใหญ่พอดี จากระเบียงพื้นล่างของบ้านมีบันไดหินขัดทอดลงไปสู่ลานด้านล่าง ซึ่งปูด้วยกระเบื้องลายโบราณ บนระเบียงนี้มีพื้นเป็นกระดานไม้ขัดเงา ใช้เป็นที่รับแขกของบ้านบาตรและเป็นที่สอนดนตรีไปด้วยในตัว ผมชอบตรงบริเวณนี้มาก เพราะร่มรื่นและมีผู้คนมากหน้าหลายตาพากันมานั่งพักผ่อนและคุยกันตรงนี้ จึงได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจบ่อย ๆ แต่ที่ชอบมากที่สุดก็คือตรงด้านนอกของรั้วระเบียง มีขอบซีเมนต์หนาและกว้างประมาณ 1 คืบ เดินเป็นขอบไปรอบตัวบ้าน ผมชอบออกไปปีนและเดินไปตามขอบซีเมนต์นี้จนรอบตัวบ้าน โดยใช้มือเกาะขอบรั้วระเบียงหรือบานหน้าต่างบ้างรางน้ำบ้างโดยไม่กลัวตก เพราะว่าขอบซีเมนต์นี้สูงจากพื้นเพียงแค่ระดับเอวของผู้ใหญ่ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ขอบซีเมนต์รอบ ๆ ตัวบ้านบาตรจึงเป็นที่ประลองการปีนไต่ของเด็ก ๆ อย่างสนุกสนาน ทุกครั้งที่มีงานไหว้ครูดนตรีไทย
แม้ว่าผมจะเกิดในตระกูลนักดนตรีไทยและใช้ชีวิตในวัยเด็กคลุกคลีกับแวดวงดนตรีไทยมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าดนตรีไทยกับผมนั้นจะห่างไกลกันมากทีเดียว ผมไม่เคยสนใจอยากจะเรียนดนตรีหรือสนใจฟังดนตรีเลยแม้แต่น้อย เอาแต่เล่นสนุกเพียงอย่างเดียว งานไหว้ครูดนตรีที่บ้านบาตรในสมัยนั้นมีความหมายสำคัญกับผมเพียงแค่ได้ไปพบปะพี่น้องและได้เล่นสนุกไปตามประสาเด็ก ๆ เท่านั้น หลายคนอาจจะนึกว่าลูกหลานนักดนตรีคงจะต้องถูกบังคับให้ฝึกหัดเรียนดนตรีกันบ้างไม่มากก็น้อย แต่ความจริงแล้วในสายตระกูลศิลปบรรเลงไม่ได้บังคับให้ลูกหลานเรียนดนตรีถ้าใจไม่รักจะเรียน แต่ก็มีพี่ ๆ ของผม 2 คน ที่มีโอกาสได้เรียนและฝึกดนตรีกับคุณตาที่บ้านบาตร คือพี่อี๊ด (มาลินี สาคริก) และพี่ติ๊ก (นิคม สาคริก) เนื่องจากพี่สาวและพี่ชายทั้งสองคนนี้พักอาศัยอยู่ที่บ้านบาตรตั้งแต่เล็ก จึงได้เรียนดนตรีกับคุณตา ส่วนผมและพี่สาวคนเล็กอีกคนที่ชื่อ แอ๊ (ผศ.เพียงเพ็ญ สาคริก) พักอาศัยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านถนนเศรษฐศิริ จึงไม่ได้มีโอกาสเรียนดนตรีกับคุณตาเหมือนพี่ทั้งสองคน
: ในช่วงที่ “อาตั๊ก” ศึกษาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ช่วงหลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้านบางซื่อ จะมาแวะที่ “ศรทองไดนิ่งรูม” ที่ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านบาตร เพื่อทำหน้าที่เป็น “บาร์เทนเดอร์” ผสมเครื่องดื่ม
พิธีไหว้ครูที่บ้านบาตร
งานใหญ่ในบริเวณย่านนั้นนอกจากงานภูเขาทองซึ่งเป็นงานประจำปี แล้ว ก็ดูเหมือนจะมีงานไหว้ครูดนตรีไทยที่บ้านบาตรนี่แหละที่ผู้คนจะทราบและรู้กันดี พอถึงวันเสาร์และวันอาทิตย์ต้นเดือนสิงหาคมของทุก ๆ ปี ชาวบ้านร้านตลาดในถิ่นนั้นจะได้ยินเสียงดนตรีปี่พาทย์ประโคมบรรเลงกันภายในบริเวณบ้านบาตรอย่างครึกครื้นทั้งวันทั้งคืน พร้อมกับมีผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งเด็กและผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมงานไหว้ครูดนตรีไทยกันอย่างคับคั่ง วันนี้จะเป็นวันที่พิเศษที่บรรดาญาติสนิทมิตรสหายรวมทั้งครูและศิษย์ดนตรีไทยในสายของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาพบปะสังสรรค์กัน โดยงานจะเริ่มตั้งแต่ตอนเย็นวันเสาร์ มีการนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็น ซึ่งส่วนใหญ่เท่าที่จำได้เป็นพระจากวัดปากน้ำภาษีเจริญทั้งสิ้น สมัยนั้นหลวงพ่อสดวัดปากน้ำท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจึงรับนิมนต์มาที่บ้านบาตรด้วยทุกปี เนื่องจากวัดปากน้ำกับครอบครัวศิลปบรรเลงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นพิเศษ ดังนั้นหลวงพ่อสดท่านจึงมาทำพิธีสงฆ์และทำน้ำมนต์ให้เพื่อเป็นสิริมงคลทุกปี
การเตรียมงานไหว้ครูนั้นทำกันก่อนพิธีไหว้ครู 1 วัน โดยมากจะเป็นวันเสาร์ เรียกกันว่า “วันสุกดิบ”
ลูกหลานศิลปบรรเลงรำถวายมือในงานไหว้ครูที่บ้านบาตร
ส่วนการทำบุญเลี้ยงพระและพิธีไหว้ครูนั้นจะทำในตอนเช้าวันอาทิตย์ ดังนั้นลูกศิษย์ที่อยู่ไกล ๆ เช่นในต่างจังหวัดจึงพากันเดินทางมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาถึงในตอนบ่ายและตอนเย็นวันเสาร์ เมื่อเสร็จพิธีสวดมนต์เย็นแล้วตอนค่ำจึงมีงานเลี้ยงและบรรเลงดนตรีกันไปจนถึงรุ่งเช้า โดยมีวงดนตรีของบรรดาลูกศิษย์มาร่วมบรรเลงกันคับคั่ง ชาวบ้านแถวนั้นก็มักจะอุ้มลูกจูงหลานเข้ามานั่งฟังดนตรีกันจนแน่นขนัดเต็มไปหมด
สำหรับผมนั้นความสนุกสุดยอดก็คือการที่ได้วิ่งเล่นกับพวกพี่น้องและเด็ก ๆ แถวนั้น ไม่ได้สนใจฟังเพลงที่เขาประโคมบรรเลงกันเหมือนคนอื่น ๆ อาหารคาวหวานนั้นมีให้เลือกรับประทานเหลือเฟือจนต้องแจกจ่ายไปให้กับชาวบ้านแถวนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะบรรดาลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ต่างก็นำเอาอาหารคาวหวานรวมทั้งผลไม้นานาชนิดติดไม้ติดมือมาร่วมงานกันทุกคน ผมยังจำได้ว่าลำพังแค่ชะลอมใส่ผลไม้เพียงอย่างเดียวก็วางสุมกันเป็นกองพะเนินเทินทึกแล้ว บรรดาผู้ที่เป็นแม่ครัวต่างก็ทำครัวกันอย่างอลหม่าน ทั้งผัดทั้งแกงทั้งทอดทั้งย่างแล้วก็นำอาหารเหล่านั้นออกไปเลี้ยงดูกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ จะนั่งอยู่บนระเบียงเรือนใหญ่เพื่อให้ลูกศิษย์หลานศิษย์ขึ้นไปกราบไหว้ขอพร ผมก็ได้รับพรจากท่านด้วยการเป่าหัวให้ทุกปี เพราะคุณแม่จะพาผมขึ้นไปกราบท่านจนถึงตัวทุกครั้ง ท่านแสดงความเมตตาเอ็นดูผมเหมือนกับหลานคนอื่น ๆ แต่จะเรียกผมว่า “เจ้าคุณ” ไม่ได้เรียกชื่อเล่นเหมือนคนอื่น ๆ เนื่องจากตอนที่ผมเกิดท่านเจ้าคุณธรรมวโรดมวัดสระเกศเป็นผู้ผูกดวงให้ผมแล้วบอกว่า “ดวงนี้เหมาะจะเป็นครู...แต่ถ้าบวชจะได้เป็นถึงเจ้าคุณ” ดังนั้นทั้งคุณตาและคุณยายจึงชอบเรียกล้อผมเล่นเช่นนั้นบ่อย ๆ
สถานที่ซึ่งใช้ทำเป็นโรงพิธีไหว้ครูดนตรีไทยที่บ้านบาตรนั้นเป็นบริเวณพื้นที่โล่งตรงกลาง ซึ่งตั้งเฉพาะเสาและหลังคาสูงขึ้นไปประมาณขนาดเรือน 2 ชั้น มีบ้านหลายหลังปลูกล้อมบริเวณนี้ไว้โดยรอบ ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของบรรดาคุณอาคุณน้าของผมทั้งสิ้น
พื้นของโรงพิธีทำเป็นคานไม้ยกขอบขึ้นมาโดยรอบประมาณหนึ่งคืบ แล้วดาดพื้นตอกตะปูด้วยไม้กระดานยาวและปูทับด้วยเสื่ออีกทีหนึ่ง บริเวณปะรำพิธีนี้มีความกว้างมากพอที่จะจุคนได้หลายร้อยคน รวมทั้งสามารถตั้งวงปี่พาทย์ได้อีกหลายวง นอกจากนั้นยังมีบริเวณรอบนอกโรงพิธีซึ่งสามารถตั้งเก้าอี้นั่งหรือวงดนตรีได้อีกเป็นจำนวนมาก ยิ่งเป็นตอนดึก ๆ ของวันสุกดิบก่อนวันไหว้ครู ซึ่งมีการบรรเลงดนตรีกันอย่างครึกครื้นสนุกสนาน บริเวณรอบโรงพิธีจะแน่นขนัดเป็นพิเศษจนแทบจะหาที่ว่างไม่ได้เลย ภายในโรงพิธีจัดตั้งวงดนตรีปี่พาทย์ไว้หลายวง และผลัดกันประโคมบรรเลงเพลงไปเรื่อย ๆ โดยเปลี่ยนตัวนักดนตรีไปตามโอกาส
นักดนตรีลูกศิษย์ท่านครูฯ บรรเลงดนตรีถวายมือ
ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเขาบรรเลงเพลงอะไรกันบ้าง แต่มีอยู่เพลงหนึ่งซึ่งผมจะคุ้นหูมากเป็นพิเศษ เพราะนักดนตรีจะบรรเลงเพลงนี้ทุกครั้งที่มีงานไหว้ครู ต่อมาภายหลังผมถึงได้รู้ว่าเพลงนี้ก็คือเพลงแสนคำนึงนั่นเอง เพลงแสนคำนึงนี้นับว่าเป็นเพชรเม็ดงามเม็ดหนึ่งของวงการดนตรีไทยที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตั้งใจบรรจงแต่งขึ้นอย่างไพเราะวิจิตรพิสดาร ซึ่งอาจจะนับได้ว่าเป็น “เพลงแรก” ในประวัติการณ์ของดนตรีไทยก็ได้ที่มีทำนองเดี่ยวนำขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่บทเพลง และในตอนท้าย ยังมีการออกหางเครื่องและทำนองเดี่ยวอวดฝีมือของนักดนตรีในทุกเครื่องมือดนตรีด้วย
แม้ว่าหลังจากที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ สิ้นชีวิตไปแล้ว งานพิธีไหว้ครูดนตรีไทยที่บรรดาลูกหลานหรือศิษยานุศิษย์ของท่านจัดต่อ ๆ กันมาก็ยังคงรักษาประเพณีการบรรเลงเพลงแสนคำนึงนี้ไว้ตลอดมา ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะชั้นเชิงความไพเราะอันยอดเยี่ยมของท่วงทำนองเพลงนี้ประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่งอาจจะเป็นเพราะชื่อของเพลง “แสนคำนึง” นั้นชวนให้สื่อถึงความหมายที่ใช้แทนการระลึกถึงท่านครูฯ ได้ดีที่สุดนั่นเอง
พิธีไหว้ครูดนตรีไทยที่บ้านบาตรเป็นสิ่งที่ติดตาตรึงใจและประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของผมเสมอมา แม้ว่าตอนนั้นผมจะไม่รู้ความหมายของพิธีไหว้ครูชัดเจนนัก แต่ก็สัมผัสและทราบได้ว่าเป็นพิธีที่มีความขลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวของมันเอง สภาพโรงพิธีที่เงียบสงัดเต็มไปด้วยกลิ่นธูปควันเทียนทั้ง ๆ ที่มีคนนั่งเบียดเสียดกันอยู่นับเป็นจำนวนร้อย ๆ แต่ละคนออกเสียงกล่าวตาม คำอ่านโองการของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ อย่างตั้งอกตั้งใจ เสียงเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงสอดรับกับคำอ่านโองการทำให้ผมขนลุกชันไปทั้งตัวทุกครั้งที่ได้ยิน บางครั้งได้เห็นผู้ที่ไปร่วมพิธีแสดงอาการกิริยาแปลก ๆ เช่นตัวสั่นเทิ้ม หรือร่างเอนไปเอนมา ยิ่งทำให้ผมกลัวมาก ได้แต่นั่งพนมมือทำตาปริบ ๆ ดูอยู่ด้วยความไม่เข้าใจยิ่ง พอถึงตอนที่มีการเจิมหน้า คุณแม่จะพาผมเข้าไปกราบคุณตาเพื่อให้ท่านเจิมหน้าให้ ผมยิ่งกลัวและขนลุกทุกครั้งที่ท่านเอานิ้วเจิมหน้าผากและเป่าหัวให้
“พี่ติ๊ก” พี่ชายที่รักของผม
ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ และหลาน ๆ ศิลปบรรเลง จากซ้ายแถว 2 พี่ติ๊ก ผู้ชายหน้าท่านครู ผู้เขียน
สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถม คือผมเริ่มเข้าเรียนอนุบาลครั้งแรกที่โรงเรียนราชินีปากคลองตลาดเพราะคุณแม่รู้จักคุ้นเคยกับท่านอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนราชินีในขณะนั้นเป็นอย่างดี จึงตัดสินใจนำผมไปฝากเรียนที่นั่น และเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือโรงเรียนราชินีนั้นตั้งอยู่ใกล้กับอาคารของกองชั่งตวงวัด ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของคุณพ่อผม (ปัจจุบันตึกนี้เป็นที่ตั้งของโรงพัก สน.พระราชวัง) จึงสะดวกสำหรับคุณพ่อในการไปรับไปส่งผมที่โรงเรียน
กิจวัตรประจำวันของครอบครัวผมในตอนนั้นไม่แตกต่างไปจากครอบครัวอื่น ๆ มากนัก กล่าวคือตอนเช้าคุณพ่อจะขับรถพาคุณแม่ไปส่งที่ทำงานและพาพวกเราไปส่งตามโรงเรียน แล้วจึงไปทำงานของท่าน ตอนเย็นจึงมารับแต่ละคนกลับบ้าน สำหรับช่วงเช้าคุณพ่อจะส่งผมเป็นคนสุดท้าย เพราะโรงเรียนอยู่ใกล้ที่ทำงานของท่านมากที่สุด ส่วนตอนเย็นท่านจะมารับผมก่อนเป็นคนแรกแล้วจึงขับรถไปรับคนอื่น ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยได้พบพี่ ๆ คนไหนที่หน้าโรงเรียนของผมบ่อยนัก
แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ “พี่ติ๊ก” (นิคม สาคริก) ตามคุณพ่อมาแวะรับผมที่โรงเรียน จึงได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้รู้ว่า “พี่ติ๊ก” รักผมมากเพียงใด
เรื่องก็คือในตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเพิ่งจะเปลี่ยนชั้นเรียนใหม่ และได้พบเพื่อนใหม่ ๆ ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และก็เป็นประเพณีนิยมของเด็กผู้ชายซน ๆ ในยุคนั้น ที่มักจะนำเอาชื่อเล่นของเพื่อนมาพูดจาล้อเลียนกันบ่อย ๆ ผมเองไม่ค่อยชอบวิธีการเล่นสนุกกันแบบนั้น จึงแอบขอยืมชื่อพี่ติ๊กมาเป็นของตนเอง โดยบอกเพื่อน ๆ ไปว่าชื่อเล่นของผมคือ “ติ๊ก” ดังนั้นชื่อของพี่ติ๊กจึงถูกนำมาพูดจาล้อเลียนกันตลอดมา
จนกระทั่งวันหนึ่งความจึงแตก เพราะ “พี่ติ๊ก” ตามคุณพ่อมารับผมที่โรงเรียน วันนั้นบังเอิญคุณพ่อหาที่จอดรถไม่ได้ จึงให้ “พี่ติ๊ก” เข้าไปเดินตามหาตัวผมในโรงเรียน และก็ให้บังเอิญอีกเช่นกันที่ “พี่ติ๊ก” ไปได้ยินเพื่อน ๆ กำลังล้อเลียนผมในชื่อของพี่ติ๊กเข้าพอดี เมื่อ “พี่ติ๊ก” ทราบว่าผมแอบขโมยเอาชื่อไปใช้เช่นนั้นแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะชอบใจ และสอนผมว่าการทำเช่นนั้นไม่สมควร เพราะต้องจะต้องมีคนรู้เข้าจนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงควรพูดแต่ความจริงจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดในภายหลัง
“พี่ติ๊ก” โชคดีที่ได้เรียนดนตรีกับ “คุณตา” คือ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ทั้งนี้เพราะคุณแม่นำทั้ง “พี่อี๊ด” (มาลินี สาคริก) และ “พี่ติ๊ก” ไปฝากเลี้ยงไว้ที่บ้านบาตรตั้งแต่เด็ก เนื่องจากบ้านเราที่ถนนเศรษฐศิริในยุคนั้นยังอยู่ห่างไกลความเจริญมาก เปรียบได้กับย่านชานเมืองเท่านั้น ไม่สะดวกสบายเหมือนบ้านบาตรซึ่งอยู่ใจกลางเมือง การที่ “พี่ติ๊ก” อาศัยอยู่ที่บ้านบาตรจึงมีโอกาสได้เรียนดนตรีไทยกับคุณตาจนมีความรู้ความสามารถทางดนตรีพอตัวแต่ที่ “พี่ติ๊ก” เชี่ยวชาญที่สุดคือการตีเครื่องหนังหรือกลองประเภทต่าง ๆ และรู้เรื่องของหน้าทับเพลงไทยเป็นอย่างดี คุณแม่เล่าว่าที่ “พี่ติ๊ก” ชอบบรรเลงเครื่องหนังก็เพราะไม่ต้องท่องเพลงมากเหมือนการฝึกตีระนาดฆ้องวงหรือการบรรเลงเครื่องดนตรีอื่น ๆ
เมื่อผมเริ่มฝึกตีขิมใหม่ ๆ นั้น “พี่ติ๊ก” มักจะเอาโทนรำมะนามาร่วมบรรเลงด้วยเสมอ ทั้งยังช่วยแนะนำเรื่องของหน้าทับเพลงและการดำเนินกลอนดนตรีต่าง ๆ ให้มีความไพเราะน่าฟังมากขึ้น นอกจากช่วยสอนและแนะนำเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ทางดนตรีเพิ่มเติมให้กับผมแล้ว “พี่ติ๊ก” ยังคอยส่งเสริมให้กำลังใจด้วยคำติชมแก่ผมด้วย ทำให้ผมเห็นประโยชน์ในการเรียนดนตรี และมีความภาคภูมิใจในการที่ได้เกิดมาเป็นเชื้อสายของนักดนตรีที่มีชื่อเสียง ดังนั้นการที่ผมมีความรู้ความสามารถและมีชื่อเสียงทางด้านดนตรีไทยอยู่ในปัจจุบันนี้จึงพูดได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงผลักดันของ “พี่ติ๊ก” นั่นเอง
คุณตา...จากพวกเราไป
ความทรงจำของผมเกี่ยวกับบ้านบาตรครั้งสำคัญที่สุดก็คือวันที่คุณตาจากพวกเราไป ผมยังจำวันนั้นได้ดีไม่มีวันลืม วันนั้นคือวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497 ผมมีอายุประมาณ 8 ขวบเท่านั้น คุณตาป่วยหนักเนื่องจากอาการของโรคเบาหวานและโรคชรา ขณะนั้นท่านมีอายุ 72 ปี แต่นอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านบาตร ไม่ได้ไปโรงพยาบาล คุณพ่อพาผมกับพี่สาวคนเล็กกลับจากบ้านบาตรไปนอนที่บ้าน แล้วขับรถกลับไปเฝ้าไข้คุณตาที่บ้านบาตรพร้อมกับคุณแม่และบรรดาลูกหลานคนอื่นที่อาศัยอยู่ที่บ้านบาตร พอตกดึกเวลาประมาณสักตี 1 หรือตี 2 ผมตกใจตื่นขึ้นเพราะมีเสียงรถวิ่งเข้ามาในบ้าน และได้ยินเสียงคุณแม่ร้องไห้ลงมาจากรถ แล้วขึ้นมาปลุกผมพร้อมกับบอกว่าคุณตาเสียแล้ว ให้ลุกขึ้นแต่งตัวไปบ้านบาตรกันเดี๋ยวนั้น ผมลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแต่งตัวทั้ง ๆ ที่ยังง่วงและสับสน แต่จำได้ว่ามือไม้สั่นเย็นเฉียบไปหมด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะตกใจที่เห็นทุกคนร้องไห้วิ่งกันวุ่นไปหมดก็ได้
งานสวดพระอภิธรรมศพท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ที่บ้านบาตร ผู้ชายใส่กางเกงขาสั้น ผู้เขียน
สภาพของบ้านบาตรเมื่อเราไปถึงนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร เสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ดังอยู่ทั่วไปทั้งบนเรือนใหญ่และบ้านเรือนรอบข้าง เตียงนอนของคุณตาตั้งเด่นอยู่ในห้องโถงใหญ่ถัดจากระเบียงเข้าไป โดยมีประตูพับได้เป็นผนังกั้นไว้ ผมตามคุณแม่เข้าไปกราบเท้าศพท่านที่ปลายเตียงนอนโดยไม่กล้ามองขึ้นไปบนเตียงมากนัก เห็นแต่เพียงร่างที่นอนสงบนิ่งราง ๆ มีผ้าคลุมไว้จนถึงหน้าอกเท่านั้น หลังจากกราบลาคุณตาแล้วผมก็ออกไปนั่งบนระเบียงด้านหน้าเงียบ ๆ มองดูกิริยาความโศกเศร้าของคนรอบ ๆ ข้างอย่างหดหู่ใจ และรับรู้ว่าคงไม่สามารถพบเห็นภาพของคุณตาเหมือนเช่นที่เคยเห็นอีกแล้ว
งานพระราชทานเพลิงศพท่านครูฯ ที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2498
งานไหว้ครูที่บ้านบาตรจะมีอีกหรือไม่ ? สภาพของบ้านบาตรจะเป็นอย่างไรต่อไป ? ผมไม่ทราบและนึกไม่ออกจริง ๆ คุณตาจากไปแล้วนั่นคือความจริง ผมได้แต่ภาวนาตามที่คุณแม่สอนไว้ คือขอให้ท่านไปสู่สุคติในภพหน้าเท่านั้น
“ทรงกลด สวยสด โสภา” ขิมตัวแรก แรกเริ่มเรียนดนตรี
ในงานศิลปหัตถกรรมปีหนึ่งมีการจัดประกวดบรรเลงดนตรีไทยระหว่างโรงเรียนทั่วราชอาณาจักร คุณแม่ของผมคืออาจารย์บรรเลง สาคริก ได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินการประกวดด้วย ตัวผมเองขณะนั้นเรียนอยู่ชั้น ม.7 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (ปัจจุบันคือ ม.5) และมีหน้าที่ต้องไปช่วยทางโรงเรียนจัดแสดงนิทรรศการเป็นประจำทุกคืน ดังนั้นก่อนกลับบ้านผมจึงต้องไปนั่งรอคุณแม่ที่กองการประกวดทุกคืน เนื่องจากการประกวดบรรเลงดนตรีไทยนั้นใช้เวลานาน และปีนั้นมีวงดนตรีจากโรงเรียนต่าง ๆ ส่งเข้าประกวดกันมาก จึงต้องตัดสินคัดเลือกกันหลายวัน บางวันเลิกดึกเกือบถึง 5 ทุ่มก็มี สำหรับในคืนวันสุดท้ายซึ่งเป็นการตัดสินในรอบชิงชนะเลิศนั้นดึกเป็นพิเศษ คือตัดสินเสร็จประมาณเที่ยงคืนพอดี
จากการที่ไปนั่งรอกลับบ้านพร้อมกับคุณแม่ทุกคืน ผมจึงต้องนั่งฟังการประกวดบรรเลงดนตรีไทยไปด้วย วันแรก ๆ ก็ฟังไปอย่างนั้นเอง ยังไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก แต่พอถึงการประกวดบรรเลง “วงเครื่องสายผสมขิม” ผมชักชอบใจเสียงขิม เพราะฟังกังวานสดใสไพเราะดี
ในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ มีวงเครื่องสายผสมขิมจากโรงเรียนท่าแซะ (ไม่ทราบว่ามาจากจังหวัดใด) เข้าร่วมบรรเลงประกวดด้วยวงหนึ่ง วงนี้จำได้ว่าเป็นเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ เกือบทั้งวงแต่บรรเลงได้ดีมาก จนได้รับรางวัลชนะเลิศ เพลงที่ประกวดคือเพลงลาวคำหอม 2 ชั้น
การบรรเลงขับร้องและเนื้อร้องเพลงลาวคำหอมนั้นบรรยายถึงความงามของธรรมชาติในยามค่ำคืน ซึ่งมีดวงจันทร์ทรงกลดสุกสว่างอยู่กลางท้องฟ้า และก็เป็นเหตุบังเอิญจริง ๆ ที่ในคืนวันนั้น ณ เวลาที่ทำการประกวดก็มีพระจันทร์ทรงกลดด้วยเช่นกัน เวลาที่ประกวดขณะนั้นก็ดึกมากแล้ว บริเวณงานส่วนอื่น ๆ ผู้คนต่างเก็บของแยกย้ายไปกันเกือบหมด ยังคงเหลือแต่บริเวณกองการประกวดเท่านั้น ที่มีผู้มานั่งฟังผลการประกวดอยู่พอสมควร บรรยากาศในขณะนั้นจึงมีแต่ความสงบรื่นรมย์ ผู้ฟังต่างก็นั่งฟังกันเงียบ ๆ อย่างสนใจ เสียงขิมจึงดังหวานกังวานแว่ว ไพเราะน่าฟังไปทั่วบริเวณกองการประกวด ประกอบกับเสียงคำร้องเพลงลาวคำหอมท่อนที่ 3 วรรคสุดท้าย ที่ร้องบรรยายชมความงามของดวงจันทร์ในท้องฟ้าด้วยประโยคที่ว่า
“..ทรงกลด สวยสด โสภา แสงทองส่องหล้า ขวัญตาเรียมเอย..” ยิ่งมีพลานุภาพโน้มนำให้ผู้ฟังซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย มีความเคลิบเคลิ้มและประทับใจในความไพเราะของดนตรีไทยและเพลงไทยไม่รู้ลืม ค่ำคืนวันนั้นจึงเป็นเหตุการณ์อันสำคัญที่จุดประกายความสนใจและความอยากเรียนดนตรีไทยขึ้นในใจของผมเป็นครั้งแรก หลังจากวันนั้นไม่นานนัก “ขิม” ก็ได้เริ่มเข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตของผมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ผู้เขียน เดี่ยวขิมมังกรคู่ แสดงความยินดี ที่ป้าจิ้นได้รับพระราชทานคำนำหน้านามว่า คุณหญิง
เรื่องของเรื่องก็คือในคืนวันเดียวกันนั้น วงดนตรีของวิทยาลัยครูสวนสุนันทาขอฝากเครื่องดนตรีไทยจำนวนหนึ่งให้คุณแม่ผมนำกลับไปที่บ้านด้วย เนื่องจากรถของทางวิทยาลัยต้องขนของหนัก ๆ หลายชิ้นกลับไปด้วย จึงเกรงว่าถ้าเอาเครื่องดนตรีขนรวมกันไปอาจจะทำให้เครื่องดนตรีชำรุดเสียหายได้ และเนื่องจากคุณแม่ของผมท่านเป็นครูสอนอยู่ที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทาเช่นเดียวกัน จึงสะดวกที่จะนำเครื่องดนตรีกลับไปคืนที่วิทยาลัยได้ในวันหลัง
เมื่อผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ก็สังเกตเห็นขิมวางรวมอยู่กับเครื่องดนตรีไทยของวิทยาลัยครูสวนสุนันทาด้วยตัวหนึ่ง จึงลองเปิดฝาออกมาแล้วใช้ไม้ขิมตีเล่นด้วยความสนใจ พอดีคุณแม่ท่านตื่นขึ้นมาเห็นเข้าจึงถามผมว่าอยากจะเรียนตีขิมไหม ผมกำลังชอบเสียงขิมและสนใจ ก็เลยหลุดปากออกไปว่าอยากเรียน พอตกเย็นท่านก็ไปซื้อขิมราคา 700 บาท จากร้านดุริยบรรณมาให้ผม 1 ตัว เป็นขิมที่มีลวดลายมังกรคู่อยู่บนฝาขิม ขิมตัวนี้เป็นขิมตัวแรกที่ผมฝึกหัดตี ปัจจุบันผมเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก ไม่ได้เอามาใช้บรรเลงแล้ว
: ถ้า “อาตั๊ก” อารมณ์ดี จะชอบตีขิมเพลง “เขมรลออองค์” ถ้าอารมณ์ไม่ดี จะตีเพลง “ราตรีประดับดาว”
: “อาตั๊ก” เรียนซอสามสายกับ ศ.ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ซึ่ง “อาตั๊ก” นับถือเรียก “คุณอา” แต่เรียนได้ไม่กี่ครั้งก็เลิกเพราะปวดแขน
เดินไม่ได้ รักษาหายด้วย “สัจจะ”
ในช่วงหนึ่งของชีวิตผม ซึ่งกำลังได้รับทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน จวนเจียนจะต้องเข้าทำการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง “พี่ติ๊ก” ได้มีส่วนเข้ามาคลี่คลายทุกข์ครั้งนี้ให้กับผมได้อย่างน่าอัศจรรย์
ผมป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนตรงช่วงเอว ทำให้มีอาการปวดร้าวลงตามขาข้างขวาโรคนี้เป็น ๆ หาย ๆ อยู่นานหลายปี สร้างความทรมานให้ผมมาก เวลาเดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงไว้ การรักษาขึ้นอยู่กับอาการของโรค คือถ้ากระดูกเคลื่อนไม่มากก็ทำกายภาพบำบัด คือการไปนอนดึงยืดกระดูกสันหลังเป็นระยะ แต่ถ้าเป็นมากก็มีวิธีเดียวคือต้องผ่าตัด
คุณแม่เห็นผมทรมานมานาน วันหนึ่งท่านจึงบอกแนะนำให้ผมลองอธิษฐานจิตบนวัดพระแก้วดู เพราะกล่าวกันว่าท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ การบนนั้นก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแค่เตรียมไข่ต้ม 9 ฟอง แล้วออกไปนอกชายคาบ้าน หันหน้าไปทางวัดพระแก้ว แล้วอธิษฐานขอพรตามที่ต้องการ ผมอธิษฐานในใจว่าหากมีหนทางใดที่จะทำให้ผมหายจากอาการทุกข์ทรมานที่เป็นอยู่ ผมจะยอมทำทั้งนั้นและหากหายจากโรคนี้แล้ว ผมจะทำบุญทำทานและทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ก็มีเรื่องแปลกเกิดขึ้น วันหนึ่ง “พี่ติ๊ก” มาหาผมที่บ้านและถามว่าสนใจจะไปรักษาโรคแบบพลังศักดิ์สิทธิ์ไหม ผมรู้สึกแปลกใจและนึกในใจว่านี่คงจะเป็นหนทางที่ผมอธิษฐานจิตบนเอาไว้จึงตอบตกลง
“พี่ติ๊ก” เล่าว่าตอนที่ไปอบรมเข้าค่ายลูกเสือชาวบ้าน ได้ไปพบบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงอยากให้ผมไปลองรักษาดูบ้าง บุคคลคณะนี้มีเงื่อนไข 2-3 ข้อ ก่อนที่รับรักษา คือผู้ที่จะไปรับการรักษาต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างจริงใจ และเมื่อหายจากโรคแล้วต้องหมั่นทำบุญทำทานตลอดชีวิต อีกประการหนึ่งคือห้ามมิให้เอ่ยชื่อคณะบุคคลและสถานที่ซึ่งทำการรักษา หรือนำคนไปรับการรักษาโดยที่ไม่ได้รับความเห็นชอบก่อน
ผมเห็นว่าเงื่อนไขเหล่านี้รับได้ เพราะครอบครัวของผมเน้นเรื่องการรักษาสัจจะอยู่แล้ว ทั้งยังมีประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจริงในเรื่องทำนองนี้มาตั้งแต่ครั้งที่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำปากคลองภาษีเจริญท่านยังมีชีวิตอยู่ จึงรับปาก “พี่ติ๊ก” จึงพาผมไปรักษากับบุคคลคณะนี้ โดยรับรองว่าผมเป็นคนที่เข้าตามเงื่อนไขที่วางไว้ทุกประการ
ผมไปรักษาตัวโดยวิธีตั้งสมาธิรับการแผ่พลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บุคคลคณะนั้นเคารพนับถือเพียง 2-3 ครั้ง ก็ปรากฏว่าอาการป่วยที่เคยเป็นมานานนั้นทุเลาหายไปราวกับปลิดทิ้ง และไม่เคยกลับมาเป็นอีกเลยจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ถ้าจะนับเวลาก็นานประมาณยี่สิบกว่าปีแล้ว สำหรับการรักษานั้น ผู้ที่เข้ารับการรักษาไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพียงแต่ให้รับสัจจะว่าจะดำรงตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมจนตลอดชีวิต
ต่อมาภายหลังผมไปลองเอ็กซเรย์ดูกระดูกสันหลังข้อที่เคลื่อนนั้นใหม่ ก็พบว่ามันเข้าที่และปกติดีทุกอย่าง เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกแปลกและประทับใจไม่รู้ลืม และยังนึกขอบคุณ “พี่ติ๊ก” อยู่เสมอมา หลังจากหายเจ็บป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ในครั้งนั้นแล้ว ผมก็ได้ทำตามที่ได้รับสัจจะไว้ตลอดมา
เดี่ยวขิมลาวแพน
คุณตาของผมคือท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ต่อทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนให้กับคุณแม่ของผม (อ.บรรเลง) เป็นพิเศษเพียงคนเดียวเท่านั้น
สาเหตุที่คุณแม่ผมได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนจากคุณตานั้น ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนตอนที่อยู่บ้านหน้าวังบูรพาฯ นั้นท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ สอนเฉพาะเครื่องปี่พาทย์ ไม่ได้สอนเครื่องสาย เมื่อคุณแม่ผมอยากจะหัดตีขิม คุณตาท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องหัดหรอก ตีไปเดี๋ยวก็เป็นเอง” แต่คุณแม่ผมก็แอบตามเพื่อนของท่านคนหนึ่งไปขอเรียนตีขิมกับ ครูวิเวก จุลมากร ซึ่งเป็นครูสอนตีขิมที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในยุคนั้น เมื่อครูวิเวกทราบว่าคุณแม่เป็นลูกสาวของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ก็เกรงใจไม่กล้าสอนเพลงเดี่ยวสำคัญ ๆ ให้ ได้แต่ต่อเพลงทางขิมพื้น ๆ ให้เท่านั้น คุณแม่ผมจึงฝึกหัดตีด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ครั้นคุณตาได้เห็นคุณแม่ตีขิมทางกระโดดไปกระโดดมา ท่านก็บอกว่าตีแบบนั้นไม่น่าฟัง แล้วจึงเริ่มสอนตีขิมให้คุณแม่
ต่อมาไม่นานนักท่านจึงต่อเพลงเดี่ยวลาวแพนให้คุณแม่ และเนื่องจากคุณแม่เป็นนักร้อง ท่านจึงต่อทางร้องเพลงลาวแพนและทำทางพิเศษสำหรับเดี่ยวคลอร้องให้เป็นพิเศษด้วย ทางที่ใช้บรรเลงคลอร้องนี้ต่อมาเรียกว่า “ว่าดอกเพลงลาวแพน” เป็นการเรียกเชิงเปรียบเทียบ เพราะเนื้อร้องเพลงลาวแพนนั้นไม่ได้มีการว่าดอกแต่อย่างใด
ธรรมดาเพลงที่มีการว่าดอกนั้น เมื่อถึงตอนที่ “ว่าดอก” เครื่องดนตรีจะบรรเลงให้เหมือนคำร้องมากที่สุด เป็นการแสดงฝีมือของนักดนตรีว่าสามารถบรรเลงทำนองดนตรีให้เหมือนทำนองร้องได้แนบเนียนสมจริง ทำนองคลอร้อง เพลงลาวแพนที่กำลังกล่าวถึงนี้ ก็มีลักษณะคล้ายกัน คือผู้บรรเลงจะต้องกรอสายขิมให้มีท่วงทำนองเหมือนการเอื้อนคำร้องเพลงลาวแพนตั้งแต่ต้นไปจนจบ คือตั้งแต่คำร้องที่ขึ้นต้นว่า “น้ำกาหลงใส ไหลหลั่ง ควะควั่งคว้าง” ไปจนถึงประโยคที่ร้องว่า “อ้ายนี่เอ๋ยแสนกันดาร” โดยดำเนินทำนองเหมือนคำร้องทุกประการ หลังจากนั้นจึงจะเริ่มทำนองเดี่ยวเพลงลาวแพนต่อไปจนจบ
คุณแม่สอนดนตรีที่สวนสุนันทา พี่อี๊ดดีดจะเข้
: “ท่านครู” ทำทางเดี่ยวขิมสายต่อให้ “คุณย่าบรรเลง” ไว้ 2 เพลงคือกราวในและลาวแพน ส่วนเพลงอื่น ๆ เป็นผลงานของ “คุณย่าบรรเลง” ที่เรียบเรียงขึ้นจากความรู้ทางเดี่ยวเครื่องปี่พาทย์เครื่องสาย ทางร้องแบบโบราณอาทิ แขกมอญ สารถี พญาโศก ส่วนเพลงทยอยเดี่ยวนั้นถอดความมาจากทางเดี่ยวจะเข้ที่ได้มาจากครูไพฑูรย์ ณ มหาชัย ซึ่งเพลงทั้งหมดก็ได้ต่อให้ “อาตั๊ก” เป็นผู้สืบต่อ
ได้ต่อเดี่ยวขิมเพลง “กราวใน” เพราะ “ป้าจิ้น”
คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลงหรือผู้ที่ลูกหลานในสายสกุลศิลปบรรเลงรู้จักและเรียกกันติดปากในนามว่า “ป้าจิ้น” ผมเองก็เรียกท่านเช่นนั้นมาตั้งแต่เล็ก มารู้ชื่อที่แท้จริงของท่านเอาก็เมื่อโตพอสมควรแล้ว โดยคุณแม่เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนตอนที่คุณแม่และคุณหญิงชิ้นยังเป็นเด็กนั้น มีข่าวใหญ่เรื่อง “นายจิ้น” ซึ่งเป็นนักโทษคนสำคัญที่ต้องโทษประหารชีวิต ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่านายจิ้นมิได้เป็นผู้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่ยอมรับผิดแทนน้องชายซึ่งเป็นผู้ที่ทุกคนในครอบครัวหวังจะให้เป็นผู้สืบสกุลได้พ้นผิด หนังสือพิมพ์จึงประโคมเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่จนทราบทั่วกัน เด็กหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นพี่คนโตสุดของบรรดาน้อง ๆ ในสายสกุลศิลปบรรเลงมีความซาบซึ้งประทับใจในวีรกรรมของนายจิ้นผู้นี้มาก จึงเรียกตนเองว่า “จิ้น” และพยายามทำตนเป็นที่พึ่งของน้อง ๆ เสมอมา จนเป็นที่รู้จักเรียกหากันติดปากในหมู่เครือญาติตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา
เมื่อผมฝึกเรียนตีขิมกับคุณแม่จนมีความสามารถพอสมควรแล้ว วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะตามคุณแม่ไปไหว้ครูดนตรีไทยที่บ้านบาตร คุณแม่ถามผมว่าปีนี้พร้อมจะต่อเดี่ยวขิมเพลงกราวในของคุณตาแล้วหรือยัง พอดีช่วงเวลานั้นคุณตาท่านเสียชีวิตแล้ว ครูพิม นักระนาด ศิษย์รุ่นอาวุโสของคุณตาคนหนึ่งเป็นผู้ทำพิธีไหว้ครูและอ่านโองการแทน
ผมเองทราบอยู่ก่อนแล้วว่าการต่อเพลงเดี่ยวสำคัญ ๆ เช่นเพลงกราวในนั้น ผู้ต่อจะต้องรับสัจจะหลายข้อ อาทิเช่นจะต้องต่อเพลงนั้นให้จบ ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน และห้ามหยุดต่อหรือทิ้งช่วงไว้นานเกินไป รวมทั้งห้ามลืมเพลงที่ต่อโดยจะต้องทรงจำเพลงนั้นไว้ให้ได้ตลอดชั่วชีวิตเป็นต้น ตอนนั้นผมคิดว่าตนเองยังไม่พร้อมที่จะรับสัจจะดังกล่าว จึงขอผัดผ่อนคุณแม่ไปก่อน
ป้าจิ้นกับผู้เขียน ในพิธีไหว้ครูที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ
แต่ในพิธีไหว้ครูดนตรีไทยที่บ้านบาตรปีนั้นได้เกิดเรื่องแปลกขึ้น กล่าวคือขณะที่ใกล้จะเสร็จสิ้นพิธีปรากฏว่าคุณน้าเฟิม (อ.ภัลลิกา ศิลปบรรเลง) บุตรีของท่านครูอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นน้องสาวคนรองต่อจากคุณแม่ของผม เกิดมีอาการกิริยาร่างกายสั่นสะท้านจนคุมไม่อยู่ บรรดาพี่ ๆ น้อง ๆ ที่นั่งอยู่แถวนั้นต้องเข้าไปช่วยกันจับตัวประคองไว้ ผมสังเกตเห็นป้าจิ้นกับคุณแม่เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย และสักครู่หนึ่งต่อมาก็เสร็จพิธีไหว้ครู พอดีช่วงนั้นเองผมเห็นป้าจิ้นลุกขึ้นยืนเหลียวไปเหลียวมา แล้วถามว่า “นายตั๊กอยู่ไหน…” ท่านเรียกให้ผมขึ้นไปหาบนเวทีแล้วบอกว่าให้เตรียมเข้าพิธีขอต่อเดี่ยวขิมเพลงกราวในเลย โดยท่านให้ผมเข้าไปกราบที่ตักของคุณน้าเฟิมให้เป่าศีรษะให้ ต่อจากนั้นจึงให้คุณแม่ทำพิธีต่อเดี่ยวขิมเพลงกราวในให้ผมบนเวทีนั่นเอง
ผมมาทราบเรื่องราวจากคุณแม่ภายหลังว่าในพิธีวันนั้นเชื่อกันว่าดวงวิญญาณคุณตาเข้าประทับทรงร่างของคุณน้าเฟิม และบอกอนุญาตผ่านร่างทรงให้ผมต่อเดี่ยวขิมเพลงกราวในได้ ผมยังประหลาดใจมาจนทุกวันนี้ว่าเหตุการณ์มันประจวบเหมาะกันพอดีได้อย่างไรในเมื่อมีเพียงผมและคุณแม่สองคนเท่านั้นที่พูดกันว่าจะขอต่อเพลงกราวในปีนี้ดีหรือไม่ และคุณแม่เองก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครทราบ ส่วนคุณน้าเฟิมนั้นท่านก็มาจากอีกบ้านหนึ่ง จึงไม่น่าจะทราบเรื่องนี้มาก่อน อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ป้าจิ้นจึงตัดสินใจเรียกให้ผมเข้าไปทำพิธีขอต่อเพลงกราวในทันที ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการที่ผมได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงกราวใน จึงเป็นเพราะป้าจิ้นอีกเช่นกัน
ครูฝึกหัด ช่วย “ป้า-แม่” สอนดนตรี
ในช่วงระยะเวลาที่ผมเข้าศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คณะเศรษฐศาสตร์นั้น ผมชักจะห่างเหินการฝึกซ้อมดนตรีไปมาก เนื่องจากมีกิจกรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกว่าในชีวิตของนักเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ วันหนึ่ง “ป้าจิ้น” มาพบผมที่บ้านแล้วบอกว่าอยากให้ผมไปช่วยท่านสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนราชินีบน ผมเองตอนนั้นไม่ได้เคยนึกอยากสอนดนตรีหรือตั้งใจจะมีวิชาชีพเป็นครูดนตรี การที่ผมฝึกเรียนดนตรีตอนนั้นเป็นเพียงการเรียนรู้เอาไว้เพื่อมิให้วิชาของคุณตาท่านสูญหายไปเท่านั้น เมื่อป้าจิ้นและคุณแม่มาขอให้ไปช่วยสอน ผมจึงไปช่วยท่านสอนและได้เริ่มต้นชีวิตการเป็นครูดนตรีไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อต้องไปสอนผู้อื่นผมจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการตีขิมและขยันฝึกซ้อมบรรเลงขิมให้มากขึ้น เท่ากับเป็นการบังคับตัวเองให้ฝึกฝนเรียนรู้ดนตรีไทยไปด้วยในตัว
หลังจากไปช่วยสอนที่โรงเรียนราชินีบนได้ไม่นานนัก คุณแม่ก็ให้ผมสอนแทนเต็มตัว เพราะท่านไม่ค่อยสบายบ้างไม่ว่างบ้าง นอกจากนั้นคุณป้าของผมคือคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ยังให้ผมไปช่วยสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศและโรงเรียนสตรีศรีอยุธยาด้วย
ผมสอนดนตรีไทยคนเดียวก็ชักลำบาก เพราะมีเด็กเรียนดนตรีไทยกันมาก จึงเริ่มคิดหาวิธีการสอนให้ได้ผลมากขึ้น โดยในขั้นแรกก็ใช้โน้ตเลข 9 ตัว ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่ก็สอนได้เฉพาะเครื่องดนตรีประเภท ซอด้วง ซออู้ จะเข้ และ ขลุ่ย เท่านั้น ไม่สามารถใช้สอนขิมได้ ทั้งนี้เพราะ โน้ต 9 ตัว นั้นบอกเฉพาะตำแหน่งของเสียงดนตรีและตำแหน่งของนิ้วมือที่จะกดให้เกิดเป็นเสียงดนตรีเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าจะใช้มือซ้ายมือขวาตีตรงสายขิมตำแหน่งไหนอย่างไร ทั้งนี้เพราะเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีดำเนินทำนองนั้น หากใช้มือไม่ถูกต้องแล้วจะไม่สามารถบรรเลงได้ไพเราะเท่าที่ควร รูปแบบและวิธีการใช้มือบรรเลงจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โน้ตที่จะใช้สอนตีขิมจึงต้องเป็นโน้ตที่สามารถบอกวิธีการใช้มือได้ชัดเจนและเข้าใจง่ายด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดประดิษฐ์โน้ตขิมขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้คิดประดิษฐ์โน้ตขิมขึ้นใหม่ทั้งระบบ โดยใช้สัญลักษณ์ตัวเลข 7 ตัวแทนเสียงดนตรี
ได้รับการครอบครูจาก “ป้าจิ้น”
ประเพณีการสืบทอดความเป็นครูที่ถูกต้องสมบูรณ์ของนักดนตรีไทยนั้น ผู้ที่จะสามารถใช้ชีวิตในฐานะครูดนตรีได้ จำเป็นต้องได้รับการ “ครอบครู” หรือเข้าพิธีรับมอบความเป็นครูเสียก่อน แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจความสำคัญในข้อนี้ หรืออาจจะไม่ทราบมาก่อนก็ได้ จึงละเลยและนึกแต่เพียงว่าตนมีความรู้ความสามารถแล้วก็สามารถเป็นครูได้ ที่จริงการเป็นครูในความหมายดั้งเดิมนั้น มีเงื่อนไขและข้อกำหนดมากกว่านั้น โดยครูจะต้องเป็นผู้ที่มี หิริโอตัปปะ คือความละอายต่อบาป มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี รวมทั้งต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับมอบสถานภาพความเป็นครูหรือเข้าทำพิธีครอบครูได้
เมื่อ “ป้าจิ้น” เห็นว่าผมมีความรู้ความสามารถทางดนตรีและมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ท่านจึงเอ่ยปากขอให้ผมเข้าพิธีครอบเป็นครูดนตรี เพราะทราบว่าผมนั้นมิได้ตั้งใจจะยึดอาชีพการเป็นครูดนตรีไทย เนื่องจากตอนนั้นผมจบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ และได้เข้าทำงานที่การไฟฟ้านครหลวงแล้ว ตอนแรกผมพยายามปฏิเสธท่าน แต่ป้าจิ้นอ้างเหตุผล 3 ประการที่ทำให้ผมต้องยอมรับในที่สุดคือ
ท่านเห็นว่าผมมีความรู้ความสามารถทางดนตรีพอจะเป็นครูได้
ท่านเห็นว่าผมเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอยู่แล้วในตนเอง ทั้งยังเป็นผู้ที่มีศิลปะในการถ่ายทอดความรู้ทางดนตรีให้แก่ลูกศิษย์จนปรากฏเป็นผลดีมาแล้ว
ท่านบอกว่าผมเป็นหลานโดยตรงของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ และเป็นผู้ที่รู้ดนตรีด้วย หากไม่รับหน้าที่นี้แล้วถือว่าเป็นการละเลยหน้าที่ต่อบรรพบุรุษ
เมื่อผมยอมรับแล้วท่านจึงทำพิธีครอบครูให้กับผมในการไหว้ครูปีหนึ่ง ซึ่งจัดที่บ้านถนนเศรษฐศิริอันเป็นที่ตั้งของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ในปัจจุบัน และผมจึงมีสถานภาพเป็นครูดนตรีไทยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ขิมทำมือพิเศษ...สายสเตนเลส
ประมาณ ปี พ.ศ. 2515 คุณแม่ของผม (อาจารย์บรรเลง สาคริก) ได้ซื้อขิมรูปร่างหน้าตาแปลกมาตัวหนึ่ง ท่านเล่าว่ามีคนเขาเอาขิมมาขายให้ตัวหนึ่ง เป็นขิมที่เขาทำเองเพื่อให้ลูกเล่นแต่ลูกไม่เล่น เขาก็เลยคิดว่าจะเอาไปฝากขายที่โรงจำนำ แต่บังเอิญเขารู้จักกับคุณแม่ผมและรู้ว่าสอนดนตรีไทย จึงเอาขิมตัวนั้นมาขายให้ คุณแม่ผมท่านจึงรับซื้อไว้ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท เพราะสภาพของขิมตัวนั้นเป็นขิมเก่าและสายขาดไปมากแล้ว เดิมสายขิมตัวนั้นใช้ลวดเหล็กขนาดใหญ่ขึง ตีเสียงดังกังวานมาก แต่สภาพสายชำรุดทรุดโทรม มีสนิมจับเป็นสีดำหมดแล้ว คุณแม่จึงเอาไปให้ที่ร้านของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ที่บางกระบือช่วยเปลี่ยนสายให้ใหม่
หลังจากนั้นนานเกือบเดือน ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้โทรศัพท์มาบอกว่าได้เปลี่ยนสายขิมให้ใหม่หมดแล้ว ผมจึงไปรับขิม โดยนึกว่าทางร้านคงจะเปลี่ยนเป็นสายทองเหลืองให้ แต่ก็ปรากฏว่ากลายเป็นสายลวดเหล็กไม่ขึ้นสนิมขนาดเบอร์เล็กทุกเส้น ผมนำเอาขิมตัวนั้นกลับมาลองตีดู ปรากฏว่าเสียงไม่ไพเราะเลย เสียงมันดังแฉะ ๆ ยังไงพิกล เลยไม่ค่อยสนใจ และเอาขิมตัวนั้นเก็บไว้บนชั้นวางของในบ้าน จนลืมไปนานเกือบสองปี
ผู้เขียนกับขิมสเตนเลส
วันหนึ่งขณะที่ผมรื้อค้นจัดของบนชั้น ก็บังเอิญเห็นขิมตัวนี้อีกครั้ง จึงยกลงมาเปิดฝาออกมาดูก็เห็นว่ายังอยู่ในสภาพดีอยู่ทุกประการ สายขิมที่เป็นลวดเหล็กไม่ขึ้นสนิมนั้นยังแลดูแวววาวราวกับของใหม่ เพียงแต่สายหย่อนไปหมด ผมจึงลองขึ้นสายใหม่โดยเทียบเสียงให้สูงขึ้นอีก เพราะอยากรู้ว่าสายลวดเหล็กที่เรียกว่าสเตนเลสสตีล (Stainless Steel) นี้จะเหนียวและทนแรงดึงได้มากกว่าสายทองเหลืองเพียงใด
เมื่อเทียบเสร็จแล้ว พอลองตีปรากฏว่ามีเสียงไพเราะน่าฟังมาก เสียงของมันแม้จะฟังดูบาง แต่ก็มีกังวานไพเราะอยู่ในทีและไม่มีเพี้ยนเลย สิ่งที่ทำให้ตีลำบากคือขิมตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าขิม 7 หย่องทั่วไปพอสมควร ดังนั้นช่วงสายจึงทั้งกว้างและยาวจนผิดความรู้สึกไปมาก ต้องสะบัดหรือเคลื่อนมือมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังรู้สึกว่าไม้ขิมที่ใช้อยู่ตอนนั้นมันสั้นไปหน่อย เพราะว่าขนาดของขิมใหญ่ขึ้นนั่นเอง ที่เทียบเสียงของขิมตัวนี้ก็มีลักษณะแปลกไม่เหมือนใคร คือ ทำเป็นแผ่นเหล็กงอเป็นมุมฉาก ตรงปลายด้านหนึ่งเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมไว้พอดีที่จะสวมลงไปบนหัวหมุดยึดสายขิมเพื่อหมุนปรับความตึงของสายขิม บนหน้าขิมเจาะเป็นรูกลมเปล่า ๆ ไว้ 2 รู ไม่มีวัสดุสวยงามมาปิดไว้เหมือนขิมอื่น ๆ ที่ฐานของหมุดยึดสายขิมและตัวหมุดยึดสายขิมทำด้วยเหล็กขนาดใหญ่ ตัวขิมและหย่องทำด้วยไม้หนาหนักบึกบึนมาก
ผมลองฝึกตีขิมตัวนี้อยู่นานพอสมควรก็พบว่ามีคุณประโยชน์หลายอย่าง คือนอกจากจะมีเสียงที่ละเอียดอ่อนหวานไพเราะน่าฟังแล้ว การที่ขิมตัวนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นจึงต้องเคลื่อนไหวมือมากขึ้น และการที่ฝึกเคลื่อนไหวมากขึ้นนั้น เวลากลับไปตีขิม 7 หย่องซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เราตีขิมได้ไหวขึ้นมากทีเดียว ผมได้ทดลองให้ลูกศิษย์ขิมหลายคนฝึกตีขิมตัวนี้ ก็พบว่ามีส่วนช่วยให้พัฒนาการในการตีขิมของเด็กเหล่านั้นดีขึ้นมากผิดหูผิดตา น่าเสียดายที่มีอยู่เพียงตัวเดียวจึงไม่ค่อยพอจะใช้ฝึกให้ทั่วกันทุกคน
“โกวเจ็ง” ตัวแรกของผม
ในปี พ.ศ. 2520 พี่สาวของผม (อ.มาลินี สาคริก) สั่งช่างไม้มาซ่อมปรับปรุงบ้านเป็นการใหญ่ บ้านของผมนั้นเป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง จึงเพียงแต่รื้อฝาบ้านและคร่าวออกบางส่วน แล้วก็เสริมไม้ใหม่เข้าไป ก็ยังสามารถอยู่อาศัยไปได้อีกนาน
ก่อนหน้าที่จะมีการซ่อมปรับปรุงบ้านนั้น ผมกับคุณแม่ (อ.บรรเลง สาคริก) มักจะไปดูภาพยนตร์จีนกำลังภายในแถวถนนเยาวราชอยู่บ่อย ๆ ส่วนมากก็มีอยู่ไม่กี่โรงคือ ศรีราชวงศ์ นิวโอเดียน เทียนกัวเทียน แค๊บปิตอล (รายนี้แถมหนังซามูไรญี่ปุ่นด้วย) หนังจีนสมัยนั้นเป็นหนังกำลังภายในยุคแรก ๆ ยังถ่ายทำไม่ค่อยดีนัก มีการปล่อยแสงเฮ้ากวงออกไปต่อสู้กันบนอากาศด้วย และส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ขาวดำ ผมกับคุณแม่เป็นคอหนังจีนประเภทนี้ จึงพากันออกไปดูกันเสมอ และในหนังจีนเหล่านี้เอง ผมได้เห็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง มีสายยุ่มย่ามแต่เสียงไพเราะหนักหนา ผมก็ได้แต่จดจำเอาไว้ในจินตนาการ เพราะไม่รู้จะไปดูของจริงได้ที่ไหน คงเห็นและได้ยินเสียงอยู่ในจินตนาการของตนเองเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อมีการซ่อมบ้านครั้งนั้นเอง ผมจึงมีโอกาสได้พบเห็นโกวเจ็งด้วยตาของตนเอง และยังได้มาเป็นสมบัติของตนเองด้วยเป็นตัวแรก เรื่องของเรื่องมันเป็นดังนี้ครับ คือในบรรดาช่างไม้ที่มาซ่อมบ้านผมนั้นมีลุงแก่ ๆ อยู่คนหนึ่ง เป็นคนคุยสนุก ใคร ๆ เรียกแกว่า “จังโก้” เพราะท่าทางนักเลงนิด ๆ ผมชอบคุยกับลุงจังโก้คนนี้ แกเองก็ชอบผมมากเหมือนกัน วันหนึ่งผมเกิดความคิดขึ้นมาว่าเราน่าจะลองออกแบบโกวเจ็งให้ลุงจังโก้ลองทำดูดีกว่า ผมรู้สึกเอาเองว่าถ้าเราทำเป็นกล่องไม้กลวงยาว โดยให้ผิวด้านบนโค้งมนเล็กน้อย แล้วขึงสายโลหะยึดระหว่างด้านหัวกับด้านท้ายของกล่องไม้ที่ว่านี้ คงจะดีดได้เป็นเสียงดังพอสมควร จึงลองวาดรูปให้ลุงแกดู แกดูแล้วก็ดีใจหาย อุตส่าห์ไปทำเป็นกล่องไม้ให้เหมือนที่ผมวาดรูปไว้ แต่ด้านบนแกใช้สังกะสีทำแทนไม้ เพราะแกบอกว่าเอาไม้มาดัดให้โค้งงอนั้นทำได้ยากมากจึงใช้สังกะสีแทน
เอาละครับ สังกะสีก็สังกะสีสิน่า ว่าที่จริงโกวเจ็งที่ลุงจังโก้ของผมแกทำให้นั้น ก็ดูหน้าตาคล้ายกับที่ผมเห็นในหนังจีนอยู่มากทีเดียว ผมจึงเอาโกวเจ็งตัวนั้นมาลองขึ้นสายดู โดยใช้สายขิมขึงระหว่างด้านหัวกับด้านปลาย และใช้เศษไม้เล็ก ๆ หนุนไว้ตรงด้านหัว เพื่อไม่ให้สายติดกับผิวหน้าของเจ็ง (สังกะสี)
โกวเจ็งตัวนี้ไม่ทราบว่าหายไปไหนเสียแล้ว น่าเสียดายจริง ๆ เมื่อขึ้นสายได้สัก 3-4 เส้นแล้ว ผมก็ลองดีดดูว่าเสียงจะออกมาเป็นอย่างไร แหมดีใจเหลือเกินที่ไม่ได้บันทึกเสียงไว้ เพราะเสียงนั้นไม่น่าฟังเหลือประมาณทีเดียวครับ ผมจึงเอาไปพิงหลังตู้เสียให้พ้นหูพ้นตา
วันรุ่งขึ้นลุงจังโก้มาซ่อมบ้านอีก แกก็ถามว่าเป็นอย่างไร ใช้ได้ไหม ผมก็บอกแกไปตามตรง แกก็ถามอีกว่า “คุณตั๊กจะทำอะไรหรือ” ผมก็บอกไปว่าจะทำเครื่องดนตรีจีนแบบที่เห็นในหนังกำลังภายใน แกหัวเราะแล้วบอกว่า “ปู้โธ่เอ๋ย...ไม่บอกผมแต่แรก ไอ้ตัวแบบนี้มีวางขายแถวหน้าวัด “คณิกาผล” แกยืนยันให้ผมฟัง
ผมดีใจจึงรบเร้าให้แกพาไปดู แกก็พาไปดูจริง ๆ ในตอนเย็นวันนั้นเอง ผมยังจำได้ว่าไปกับพี่สาว (อ.มาลินี สาคริก) และคุณแม่ (อ.บรรเลง สาคริก) ลุงจังโก้ แล้วก็ผม เพียง 4 คนเท่านั้น
ยกแรกผิดหวังครับ... เพราะพอไปถึงที่หน้าวัดคณิกาผล ปรากฏว่าร้านนั้นย้ายไปเสียแล้ว...ครั้นลองสอบถามคนแถวนั้นดู ก็ทราบว่าย้ายไปอยู่ถนนแปลงนาม ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง เราจึงเดินตามไปดูจนถึงร้าน “เล่ากว้างเจียบเซี้ย” ครับ
พอไปถึงร้านเล่ากว้างเจียบเซี้ยที่ถนนแปลงนาม ผมก็เห็นโกวเจ็ง 3 ตัว (ขนาด 16 สาย) วางพิงสงบนิ่งอยู่ในตู้กระจกกรอบไม้เก่า ๆ ใบหนึ่ง เจ้าของเป็นคนจีนร่างเล็กหน้าตายิ้มแย้มดี ชื่อ “คุ้ง” ผมเรียกแกว่าเถ้าแก่คุ้ง
ผมขอให้เถ้าแก่คุ้งยกเจ็งออกมาให้ดู จำได้ว่าคราบฝุ่นเกาะเต็มไปหมด จนเถ้าแก่คุ้งต้องนำออกไปปัดฝุ่นทิ้งตรงหน้าร้านอยู่พักใหญ่ พอปัดฝุ่นเสร็จเถ้าแก่คุ้งก็จัดแจงเอาหย่องหนุนสายเจ็งแต่ละอัน (มี 16 สายด้วยกัน) ตลอดเวลาผมก็ดูเถ้าแก่อยู่ด้วยความสนใจ ผมถามเถ้าแก่คุ้งว่าเหตุใดจึงต้องเอาหย่องเจ็งทั้ง 16 อัน มาร้อยเชือกไว้เป็นตับอย่างนั้น เถ้าแก่อธิบายว่าเพื่อกันไม่ให้หย่องอยู่สลับที่กัน และกันมิให้หล่นหายด้วย ผมจึงเพิ่งจะเข้าใจ และนึกชมความฉลาดของช่างชาวจีนอยู่ในใจ
เถ้าแก่ยังอธิบายต่อไปว่าด้ายที่ร้อยหย่องเจ็งนี้ควรใช้ด้ายไหมที่มีสีสวย ๆ จะทำให้เจ็งดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ต่อมาเถ้าแก่ก็เอามือล้วงกุกกักเข้าไปข้างใต้ตัวเจ็งแล้วหยิบท่อนไม้สั้นแท่งหนึ่งยื่นส่งมาให้ผมพลางพูดว่า “เอ้า...ลองเทียบเสียงดูเองแล้วกัน”
ผมงงอยู่ครู่หนึ่งจึงถามแกว่า อ้าวทำไมเถ้าแก่ไม่เทียบให้ผมดูล่ะ เถ้าแก่คุ้งยิ้มแป้นพลางบอกว่าแกเองก็เทียบเสียงไม่เป็น ได้แต่ขายเท่านั้น ผมยิ่งแปลกใจ เลยถามว่าแล้วเถ้าแก่ขายให้คนที่ดีดไม่เป็นเขาจะซื้อหรือ เถ้าแก่ยิ้มแล้วตอบว่า คนที่มาซื้อเจ็งโดยมากจะเป็นนักดนตรีทั้งนั้น ต่างคนต่างก็เทียบเสียงเอาเอง ผมจึงถามต่อไปว่าวิธีเทียบเสียงทำอย่างไร เถ้าแก่คุ้งก็อึกอักแล้วบอกว่าไม่รู้ แต่จะลองถามนักดนตรีจีนให้วันหลัง
ผมบวกลบคูณหารในใจแล้วก็ตกลงใจว่าจะต้องซื้อไปก่อนแล้วค่อยหาวิธีเทียบเอาในภายหลัง จึงถามราคาเถ้าแก่ดู แกบอกว่าราคา 1,600 บาทขาดตัว ผมขอต่อลงมาเป็น 1,200 บาท เพราะวันนั้นมีเงินไปแค่นั้นเอง แต่เถ้าแก่ไม่ยอมลด คงยืนกรานราคาเดิมอย่างเหนียวแน่น
โกวเจ็งตัวนั้นมีสาย 16 สาย คิดง่าย ๆ ก็ราคาสายละ 100 บาทพอดี ตอนนั้นพี่อี๊ดบอกว่ามันแพงไปหน่อย ก็เลยชวนกันกลับโดยคิดว่าวันหลังค่อยไปดูใหม่
พอกลับมาถึงบ้านผมก็เกิดร้อนใจ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้จะถึงวันตรุษจีน เถ้าแก่คุ้งบอกว่าร้านจะหยุดอีกหลายวัน ผมจึงไปบอกคุณแม่ (อ.บรรเลง สาคริก) ขอเงินเพิ่มอีก 400 บาท และนั่งแท็กซี่กลับไปซื้อโกวเจ็งตัวนั้นในวันนั้นเลย (ตอนนั้นเป็นวัยรุ่นใจร้อนครับ) พอไปถึงร้านก็ส่งเงิน 1,600 บาทให้เถ้าแก่ แล้วรีบคว้าโกวเจ็งขนาด 16 สายตัวนั้นนั่งแท็กซี่กลับมาบ้านทันที
วันนั้นเป็นวันที่ 13 ก.พ. 2520 ครับ ที่ผมจำได้แม่นยำก็เพราะพอกลับมาถึงบ้าน ผมก็เอาแผ่นสติกเกอร์เล็ก ๆ มาเขียนวันที่แปะไว้ที่ตัวเจ็ง เพื่อจะดูว่าจากวันที่เริ่มซื้อโกวเจ็งมาดีดนั้น จะใช้เวลานานสักกี่เดือนกี่ปีจึงจะดีดเป็นเพลงได้ ดังนั้นผมจึงยืนยันได้แน่นอนว่าซื้อเจ็งมาวันที่เท่าใด
เรื่องชื่อของโกวเจ็งนั้นออกเสียงเรียกกันได้หลายสำเนียงครับ จากคำบอกเล่าของเถ้าแก่คุ้งชายจีนแต้จิ๋ว เรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “โก่เจ็ง” จีนกลางเรียก “กู่เจิง” หรือ “เจิง” แต่ในพจนานุกรมของไทยเรียกว่า “เจ้ง” ครับ ความหมายในชื่อของเครื่องดนตรีชนิดนี้มี 2 นัยคือ คำว่า “กู่” หรือ “โกว” นั้นแปลว่า “เก่าแก่” หรือ “โบราณ” ส่วนคำว่าเจ็งหรือเจิงนั้นเป็นชื่อของตัวเครื่องดนตรีโดยตรง บางท่านก็บอกว่าหมายถึงสายน้ำ ทั้งนี้เพราะเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้คล้ายกับเสียงน้ำไหล ส่วนผมเลือกเรียกว่า “โกวเจ็ง” เพราะรู้สึกว่าฟังเพราะหูดี รวมความแล้วคำว่าโกวเจ็งก็แปลว่า “เจ็งโบราณ” นั่นเองครับ
หลังจากได้โกวเจ็ง 16 สายตัวนั้นมาแล้ว ผมก็ลองขึ้นสายและดีดดู แต่แปลกครับเสียงที่เราดีดไม่ยักเหมือนที่ได้ยินในหนังจีนเลย มารู้เอาทีหลังว่าเราตั้งเสียงผิดเอง เวลาดีดจึงไม่ไพเราะเท่าที่ควร ผมงมอยู่กับการตั้งเสียงผิดอยู่ราว 1 เดือนจึงพบแสงสว่าง เรื่องของเรื่องมันเป็นดังนี้ครับ
มีการจัดนิทรรศการเครื่องดนตรีจีนที่ห้างเซ็นทรัลสีลม ผมก็ไปเดินดูว่าจะมีโกวเจ็งมาตั้งแสดงบ้างหรือเปล่า ปรากฏว่าเดินดูรอบทั้ง 2 ชั้นที่มีการจัดแสดงแล้ว ไม่เห็นมีโกวเจ็งมาตั้งโชว์เลยสักตัวเดียว มีแต่ ซอเอ้อหู พิณหยดน้ำ (ปี่ปะ) และพิณวงเดือน ฯลฯ เครื่องดนตรีต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายแบบหลายขนาด จัดวางเรียงกันอย่างสวยงาม อยู่ในตู้กระจกแต่ไม่มีโกวเจ็งให้เห็นเลย
ผมลองคุยกับพนักงานขายของที่ร้านเซ็นทรัลและถามเขาถึงโกวเจ็ง โดยอธิบายรูปร่างให้เขาฟัง บอกเขาว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เห็นในหนังจีน เขาก็เลยไปเอาแค็ตตาล็อกรูปเครื่องดนตรีจีนมาให้ผมดู ผมลองเปิด ๆ ดูก็พบภาพโกวเจ็งเข้าจนได้ เลยถามเขาว่าเครื่องดนตรีนี้ไม่เห็นเอามาโชว์ด้วย เขาบอกว่าราคาแพงและมีขนาดใหญ่ จึงไม่ได้สั่งมาโชว์ในนิทรรศการครั้งนั้น ผมลองอ่านคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษที่ใต้ภาพโกวเจ็งในแค็ตตาล็อกเล่มนั้น จนพอจะรู้วิธีเทียบเสียง ซึ่งเขามีรูปไดอะแกรมแสดงไว้
ผมจดแผนผังการเทียบเสียงโกวเจ็งจากแค็ตตาล็อกนั้น แล้วกลับมาลองเทียบเสียงดูใหม่ คราวนี้พอใช้นิ้วมือกรีดสายก็ได้ยินกระแสเสียงไพเราะอ่อนหวาน เหมือนที่ได้ยินในหนังจีนเลยทีเดียวครับ ที่เป็นดังนี้ก็เพราะสายโกวเจ็งนั้นเรียงกันอยู่ในระบบเสียงที่เรียกว่า Pentatonic Scale คือระบบ “โน้ตห้าตัว” ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันมากในหมู่นักดนตรีทางด้านตะวันออก คือแถบทวีปเอเชียนี่แหละครับ ระบบนี้ใช้โน้ตเพียง 5 ตัวเท่านั้น
พอตั้งเสียงได้เหมือนแล้ว ผมก็เริ่มทดลองดีดเพลงไทยดู ตอนแรก ๆ ก็รู้สึกว่าขัดเขินยังไงพิกลอยู่ เพราะเสียงสูงของโกวเจ็งไปอยู่ด้านใน ตามปกติผมหัดตีขิม เสียงต่ำจะอยู่ด้านใน คือด้านที่ติดกับตัวเรา และเสียงสูงจะอยู่ด้านนอก (ไกลตัว) ครั้นพอมาดีดเจ็งกลับเป็นตรงกันข้าม ก็เลยขัดความรู้สึกเหมือนกัน แต่พอนาน ๆ เข้าก็เริ่มชินครับ เราก็จำไว้ว่าพอกรีดมือเข้าหาตัวเสียงเจ็งจะสูงขึ้น แต่ถ้ากรีดมือออกไปเสียงก็จะต่ำ สำหรับผู้ที่เรียนระนาดหรือซอจะไม่ค่อยรู้สึกแปลกเท่าใด เพราะการบรรเลงของเขาเคลื่อนไปในแนวซ้ายและขวา หรือ บนและล่าง ไม่ได้เข้าออกแบบขิมหรือโกวเจ็ง ดังนั้นจึงมีผลเฉพาะผู้ที่จะรู้สึกกลับทางกัน แต่เมื่อชินแล้วก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
โกวเจ็งตัวแรกของผู้เขียน
โกวเจ็งตัวแรกของผมนั้นเป็นโกวเจ็งที่ทำในมณฑลซัวเถาของจีนแผ่นดินใหญ่ จัดว่าเป็นโกวเจ็งขนาดเล็ก มี 16 สาย เป็นลวดเหล็ก ใช้ลูกบิดไม้ในการเทียบเสียง เป็นโกวเจ็งรุ่นโบราณ เพราะทำด้วยไม้ทั้งหมด แม้แต่ลูกบิดที่ใช้หมุนเทียบเสียง อุปกรณ์ที่ใช้หมุนเทียบเสียงเป็นกระบอกไม้ มีปลอกทองเหลืองรูปสี่เหลี่ยมอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง เพื่อใช้สวมลงไปบนหัวหมุดไม้ที่ยึดสายเจ็ง
ตัวลูกบิดที่ใช้ยึดสายเจ็งและหมุนปรับเทียบเสียงนี้ ปักลงไปในรูเล็ก ๆ บนผิวด้านบนของตัวโกวเจ็งในแนวดิ่ง โดยเรียงกันเป็นแนวทแยงมุม สามารถถอนให้หลุดขึ้นมาได้เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนสายเจ็ง หมุดเหล่านี้จะอยู่ทางด้านซ้ายมือของผู้บรรเลง เวลาจะเทียบเสียงก็ใช้มือซ้ายจับด้ามกระบอกเทียบเสียงหมุนไปมา ในขณะที่มือขวาดีดสายเจ็งเพื่อฟังเสียง
ผมลองฝึกหัดดีดโกวเจ็งด้วยตนเองอยู่ประมาณ 1 เดือน จึงพอจะบรรเลงเป็นเพลงได้ เพลงแรกที่บรรเลงคือเพลงลาวเจริญศรี 2 ชั้น (ลาวเล็กตัดสร้อย) โดยดัดแปลงลูกเท่าเสียใหม่ให้แปลกไปจากการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไทยทั่วไป คือแทนที่จะบรรเลงทำนองเท่าแบบธรรมดา ผมก็คิดทำนองเท่าขึ้นใหม่ เรียกว่าเป็นทำนองสร้อย เช่น แทนที่จะบรรเลงว่า “---4 l -444” ก็เปลี่ยนเป็นดังนี้ คือ “1245 l 1654” ซึ่งก็ลงเลข 4 เหมือนกัน หรือบางทีก็ใช้วิธีกรีดสายเจ็งให้ได้ความยาวเท่ากับ 2 ห้องโน้ต แล้วมาลงที่เสียงเลข 4 ดังนี้ “ ~~~ l ~~~4” เครื่องหมาย “~” เป็นสัญลักษณ์แสดงการกรีดสายเจ็ง ซึ่งมี 2 แบบคือ
“~” (หันหัวขมวดไปทางขวา) หมายถึงกรีดสายกู่เจิงเข้าหาตัว
(>) คือจากเสียงต่ำมาเสียงสูง
“~” (หันหัวขมวดไปทางซ้าย) หมายถึงกรีดสายเจ็งออกไปจากตัว
(<) คือจากเสียงสูงไปหาเสียงต่ำ
ที่ผมเลือกใช้เครื่องหมายนี้ก็เพราะมีรูปร่างคล้ายกับเกลียวคลื่น ซึ่งเหมาะสมกับเสียงกรีดของเจ็งที่คล้ายกับเสียงน้ำไหลนั่นเอง แต่เมื่อพิมพ์โน้ตเจ็งด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้สัญลักษณ์เป็น “>”
หรือ “<” แทน ทั้งนี้เพราะแป้นของคอมพิวเตอร์ไม่มีสัญลักษณ์รูป “~” (คลื่น) จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องหมาย “มากกว่า” หรือ “น้อยกว่า” แทน
เครื่องหมายเกลียวคลื่นนี้มีหลายลักษณะ ซึ่งจะกล่าวให้ฟังโดยละเอียดเมื่อถึงตอนที่อธิบายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการอ่านโน้ตโกวเจ็ง
เมื่อผมบรรเลงเพลงลาวเจริญศรีด้วยโกวเจ็งได้จบแล้ว ก็ได้ต่อให้กับลูกศิษย์ดนตรีไทยลองดีดดูบ้าง ปรากฏว่าลูกศิษย์หลายคนสามารถดีดได้ดีทีเดียว หลังจากเพลงลาวเจริญศรีแล้ว ผมก็ลองดีดเพลงลาวดวงเดือน 2 ชั้นบ้าง ก็สามารถดีดได้ไพเราะเหมือนกัน ผมหัดดีดโกวเจ็งอยู่ประมาณ 1 ปี จึงพอจะสร้างรูปแบบการดีดขึ้นมาเป็นแบบฉบับใหม่ของไทยที่ไม่เหมือนของจีน ผมได้คิดวิธีดีดและกำหนดรูปแบบของโน้ตใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะได้พูดในบทต่อไปนะครับ สำหรับตอนนี้จะขอเล่าเรื่องราวความเป็นมาของการนำโกวเจ็ง มาดีดเพลงไทยเสียก่อน
แต่งเพลงแรกสำหรับโกวเจ็ง
เมื่อได้คิดค้นวิธีดีดโกวเจ็งพอเป็นรูปร่างแล้วผมจึงแต่งเพลงขึ้นเพลงหนึ่ง มีสำเนียงออกเป็นจีนหรือญวน โดยแต่งเป็นทำนอง 3 ชั้นก่อน เพื่อให้บรรเลงเข้ากับโกวเจ็ง เพลงนั้นคือ “เพลงญวนรำพึง” ต่อมาจึงได้แต่งทำนอง 2 ชั้น และชั้นเดียว จนครบเป็นเพลงเถา สำหรับบทร้องนั้นผมแต่งเองทั้งหมด โดยอาศัยเค้าโครงจากประวัติศาสตร์ตอนที่องเชียงสือเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เพลงนี้ผมได้บันทึกเสียงไว้ที่ศูนย์สังคีตศิลป์ โดยบรรเลงเป็นวงเครื่องสายผสมขิม
: “สุดอาลัย” คือเพลงเถาที่ “อาตั๊ก” แต่งขึ้นเพื่อเข้าประกวดรางวัล “พิณทอง” ต้นเค้าของเพลงนี้คือเพลง “จระเข้หางยาว ทางสักวา” ที่ได้ถูกตัดแต่งแปลงรูป จากเพลง 3 ท่อน มาเป็นเพลง 2 ท่อน และปรับสำนวนใหม่ ครบทั้งเถา
โรงเรียนแรกที่สอนดีดโกวเจ็งเพลงไทย
ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ผมไปช่วย “ป้าจิ้น” (คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) สอนดนตรีไทยที่โรงเรียนสตรีศรีอยุธยา ปรากฏว่ามีเด็กนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวสนใจจะฝึกดีดโกวเจ็งกันหลายคน ทางโรงเรียนจึงได้ซื้อโกวเจ็งไว้ 2-3 ตัว ผมจึงไปสอนดีดโกวเจ็งที่โรงเรียนสตรีศรีอยุธยาเป็นโรงเรียนแรก
โกวเจ็งตัวแรกและการสอนที่ชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ
ต่อมาจึงได้ไปสอนที่โรงเรียนราชินีบนเป็นแห่งที่ 2
พอดีช่วงนั้นวงดนตรีไทยของโรงเรียนสตรีศรีอยุธยามีงานแสดงดนตรีไทยที่ศูนย์สังคีตศิลป์ธนาคารกรุงเทพ ผมจึงต่อเพลงลาวดวงเดือนให้เด็กนักเรียนร่วมแสดงในงานนั้นอีก 1 รายการ เป็นรายการพิเศษ เพราะตอนนั้นยังไม่เคยมีการนำโกวเจ็งมาบรรเลงเพลงไทยเลย และในงานวันนั้นเอง เป็นจุดสำคัญที่ทำให้โกวเจ็งเริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงการดนตรีไทย
วงโกวเจ็ง...ออกทีวีครั้งแรก
ในการแสดงดีดโกวเจ็งของนักเรียนโรงเรียนสตรีศรีอยุธยาในวันนั้นมีคุณจำนง รังสิกุล ไปร่วมชมอยู่ด้วย คุณจำนงเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์และมีความสนใจโกวเจ็งเป็นทุนอยู่ก่อนแล้ว ท่านเคยเดินทางไปเมืองจีนและประทับใจกับเสียงของโกวเจ็งมาก่อน ครั้นมาเห็นเด็กไทยดีดโกวเจ็งเป็นเพลงไทยอันไพเราะได้เหมือนกันก็เกิดความชอบใจ
ผู้เขียนนำวงโกวเจ็งบรรเลงในงานคีตวาทิต
พอจบการแสดงในวันนั้น คุณจำนงก็เดินเข้าไปสอบถามครูที่คุมเด็กนักเรียนว่าไปหัดเรียนดีดโกวเจ็งกันมาจากไหน ใครเป็นคนสอน ครูเตือนใจซึ่งเป็นครูที่คุมนักเรียน จึงได้พาคุณจำนงมาพบกับผม ซึ่งตอนแรกท่านกับผมก็นั่งดูอยู่ติด ๆ กันนั่นเอง
เมื่อถูกแนะนำให้รู้จักกันแล้ว คุณจำนง รังสิกุล ก็เริ่มซักถามผมเกี่ยวกับการนำโกวเจ็งมาบรรเลงเพลงไทย ผมก็เล่าให้ท่านฟังพอเป็นสังเขป เมื่อเล่าจบท่านก็บอกว่าอยากจะขอเชิญนักดนตรีที่เล่นโกวเจ็งซึ่งเป็นลูกศิษย์ผมไปออกแสดงทางสถานีโทรทัศน์สักครั้งหนึ่ง ท่านมีรายการชื่อ “สังคีตภิรมย์” ซึ่งกำลังจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นรายการของวงดนตรีไทยจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ ท่านจะเจียดเวลาให้ประมาณ 5 นาที
พอดีช่วงนั้นผมกำลังต่อเพลงลาวเสี่ยงเทียน 3 ชั้นให้กับลูกศิษย์ประมาณ 5 คน จึงรับปากคุณจำนง รังสิกุล ไปว่าจะแสดงเพลงลาวเสี่ยงเทียน 3 ชั้น ด้วยโกวเจ็ง 5 ตัว คุณจำนงเลยนัดเวลาที่จะไปออกรายการเรียบร้อย
ผมให้ลูกศิษย์ 4 คนและหลานสาวอีก 1 คน คืออภิญญา เฟื่องฟูสกุล สมศรี บรรยายกิจ สุธีร์ เทวินบุรานุวงศ์ เกยูร ลิ่มทอง และธัญญารัตน์ สาคริก รวมเป็น 5 คน ไปออกแสดงการดีดโกวเจ็งเพลงลาวเสี่ยงเทียน 3 ชั้น ในรายการ “สังคีตภิรมย์” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2522
การบรรเลงในวันนั้นใช้เวลาเพียง 5 นาทีกว่า ๆ ตลอดเวลาที่บรรเลงสดออกอากาศนั้น ทุกคนต่างให้ความสนใจการบรรเลงชุดนี้มากเป็นพิเศษ เพราะไม่เคยมีใครเห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้มาก่อน ทั้งเสียงของโกวเจ็ง 5 ตัวที่บรรเลงเพลง ลาวเสี่ยงเทียน 3 ชั้นนั้น ก็มีความไพเราะแปลกหูไปจากเครื่องดนตรีไทยอื่น ๆ พอแสดงเสร็จก็มีนักเรียนจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเข้ามารุมล้อมถามเรื่องวิธีดีดเจ็งกันใหญ่
หลังจากการออกแสดงทางโทรทัศน์ครั้งนั้น ก็มีคนโทรศัพท์ไปที่บ้านผม 3 วัน 3 คืนติดต่อกัน เนื่องจากในรายการคืนนั้นเขาบอกหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านผม (คือหมายเลขของมูลนิธิฯ) ไปด้วย ทุกคนที่โทรไปจะถามเป็นทำนองเดียวกันว่า อยากจะหัดดีดโกวเจ็งบ้าง จะซื้อได้ที่ไหน เรียนยากไหม อะไรทำนองนี้ละครับ แล้วก็มีคนตามมาเรียนจริง ๆ หลายคนทีเดียว เล่นเอาโกวเจ็งในร้านของเถ้าแก่คุ้งขายหมดเกลี้ยงไปเลยครับ
ซื้อโกวเจ็งตัวที่ 2
ขอย้อนไปเล่าถึงการซื้อโกวเจ็งตัวที่ 2 ของผมให้ฟังสักหน่อยนะครับ คือประมาณ 6 เดือน หลังจากที่ผมซื้อโกวเจ็ง 16 สาย ไปแล้ว ผมก็ไปเห็นเจ็งรุ่นใหม่ที่เถ้าแก่คุ้งสั่งเพิ่มเติมมาจากมณฑลเทียนสิน เป็นเจ็งที่มีขนาด 18 สายและซ่อนที่ปรับหมุนสายเจ็งไว้ภายในกล่องที่อยู่ทั้งทางด้านหัวเจ็งและปลายเจ็ง หัวหมุดยึดสายเจ็งนี้เป็นตะปูเกลียวโลหะไม่ใช่ลูกบิดไม้แบบเจ็งของมณฑลซัวเถา หัวลูกบิดทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือหกเหลี่ยม เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือโลหะสำหรับหมุนเทียบเสียงได้ เครื่องมือหมุนเทียบเสียงนี้เป็นก้านโลหะที่มีลักษณะงอตรงปลาย และคว้านเป็นร่องรูปสี่เหลี่ยมไว้ให้รับกับหัวหมุดสำหรับเทียบเสียงได้พอดี เจ็งจากมณฑลเทียนสินนี้มีสีเหลืองแก่ และมีภาพเขียนจีนวาดประดับอยู่โดยรอบตัวเจ็ง
โกวเจ็งตัวที่ 2 ของผู้เขียน
โกวเจ็งตัวที่สองของผมนี้มีราคาเกือบ 5,000 บาท เพราะนอกจากประกอบขึ้นด้วยวัสดุอันแข็งแรงสวยงาม เช่นตัวหย่องจะสลักเสลาอย่างสวยงาม ตรงยอดมีกระดูกสัตว์สีขาวสำหรับใช้รองรับแรงกดของสายเจ็งได้ดี ฐานหย่องก็กว้างหนาเป็นพิเศษไม่ล้มง่าย ส่วนสายเจ็งก็เป็นสายตีเกลียวขวั้นกัน และมีขนาดลดหลั่นกันลงไป ทำให้ได้กระแสเสียงที่ทั้งลึกและแหลมเป็นพิเศษ
นอกจากนั้นลายไม้บนผิวด้านบนของตัวเจ็งยังมีความสวยงามเป็นพิเศษ คือนอกจากจะมีลายคล้ายกับหินอ่อนแล้ว เส้นลวดลายยังออกเป็นสีม่วงอ่อนดูสวยงามมาก แต่ต้องดูท่ามกลางแสงแดดจึงจะเห็นชัดเจน ตรงบริเวณหัวเจ็งทำเป็นฝาถอดออกได้โดยมีสลักไม้ล็อกไว้ เวลาจะเปิดก็หมุนกลับหัวลง แล้วเลื่อนฝาเปิดออกมา โกวเจ็งของเทียนสินรุ่นต่อ ๆ มา ไม่ได้ทำเป็นฝาเลื่อนเช่นนี้แล้ว โดยทำเป็นฝาเปิดปิดได้แทน เพราะมีสายยูติดไว้
ขึ้นเวทีโรงละครแห่งชาติ...ลาวเสี่ยงเทียน บูชาครู
ปี พ.ศ. 2524 ได้มีการก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์คำนึงถึงท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ โดยบรรดาลูกหลานและศิษย์ได้จัดให้มีงานมหกรรมดนตรีเฉลิมฉลองขึ้น ในวันที่ 7-9 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ณ โรงละครแห่งชาติ ในงานนี้มีการแสดงดนตรีไทยมหาดุริยางค์ ซึ่งควบคุมฝึกซ้อมโดยอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร และมีการแสดงดนตรีอีกมากมายหลายรูปแบบ วงโกวเจ็งของผมก็มีโอกาสร่วมแสดงด้วยเช่นกัน
ในครั้งนี้ผมได้รวมนักดนตรีมาบรรเลงโกวเจ็งเพลงลาวเสี่ยงเทียน (เถา) ได้ถึง 14 คน โดยนักดนตรีแต่ละคนจะจุดเทียนตั้งไว้ที่ด้านหัวเจ็งด้วย โดยหรี่ไฟทั้งโรงละครให้มืดสลัวลง เมื่อบรรเลงเพลงลาวเสี่ยงเทียนภายใต้แสงเทียนด้วยกระแสเสียงอันไพเราะของโกวเจ็งในครั้งนั้นยิ่งทำให้ผู้ฟังตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้นอีก
ธัญญารัตน์ สาคริก หลานสาว ดีดโกวเจ็ง ในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ
หลังจากงานนั้นก็มีโอกาสไปออกแสดงทางสถานีโทรทัศน์อีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่ออกแสดง ก็มีคนสนใจตามมาเรียนดีดโกวเจ็งกันเป็นจำนวนมาก
โกวเจ็งที่ทำในเมืองไทย
เมื่อมีผู้นิยมมาเรียนดีดโกวเจ็งกับผมมากขึ้น ความต้องการซื้อโกวเจ็งก็มีมากขึ้นเช่นกัน ร้านของเถ้าแก่คุ้งนั้นขายเจ็งให้ลูกศิษย์ผมจนหมดร้าน ต้องสั่งเพิ่มเติมเข้ามาจากเมืองจีนอีกหลายรอบ แต่ช่วงเวลาการขนส่งโกวเจ็งเข้ามาเมืองไทยนั้นนานหลายเดือน จึงมีการคิดประดิษฐ์โกวเจ็งขึ้นโดยช่างดนตรีของไทยเป็นคนแรกคือ นายแพทย์สมชาย กาญจนสุต ซึ่งเป็นผู้ออกแบบขิมให้กับร้าน “สยามวาทิต” นั่นเอง คุณหมอสมชายนั้นเป็นน้องชายของเพื่อนพี่สาวของผม คืออาจารย์มาลินี สาคริก ดังนั้นผมจึงรู้จักคุ้นเคยกับคุณหมอสมชายเป็นอย่างดี
คุณหมอมาแวะคุยกับผมที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นโกวเจ็งของผม คุณหมอสมชายก็เกิดความสนใจ เพราะมีนิสัยของช่างอยู่แล้ว คุณหมอจึงวัดขนาดและสัดส่วนของโกวเจ็งตัวหนึ่งของเด็กที่มาเรียนกับผมไปทำเป็นต้นแบบ
โกวเจ็งตัวนั้นเป็นโกวเจ็งของมณฑล “กวางเจา” มีลักษณะเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายประดับประดามากนัก และเคลือบผิวหน้าเป็นมันด้วยแล็กเกอร์ ส่วนที่เป็นหัวเจ็งทำเป็นฝาเปิดปิดได้โดยมีสายยูยึดติดอยู่ คุณหมอจึงนำแบบไปลองทำดูบ้าง และในเวลาไม่นานนักก็สามารถทำออกมาได้เหมือนมากทีเดียว
โกวเจ็งที่คุณหมอสมชายทำออกมานั้นมีขนาดเล็กกว่าตัวต้นแบบ คุณหมอกล่าวว่า เพื่อให้สะดวกในการขนย้ายไปมา สายเจ็งใช้สายลวดสเตนเลสทั้งหมด จึงให้กระแสเสียงที่สดใสและค่อนข้างมีเสียงแหลมสูง
ต่อจากนั้นคุณหมอก็ทำโกวเจ็งออกมาจำหน่าย โดยทำหลายขนาดตามแต่ลูกค้าจะสั่ง ก็นับว่าเป็นโกวเจ็งที่ผลิตโดยคนไทยเป็นครั้งแรก และมีรูปร่างคล้ายคลึงกับโกวเจ็งของมณฑลกวางเจา โกวเจ็งที่ผมกล่าวถึงนี้มีจำหน่ายที่ร้าน “สยามวาทิต” ครับ ขิมที่ร้านนี้มีหลายแบบหลายขนาด ล้วนมีคุณภาพดีมากครับ
“แว่วเสียงขิม” สมทบทุนตั้งมูลนิธิฯ
ประมาณปี พ.ศ. 2524 ได้มีการเตรียมจัดงาน “มหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ “ร้อยปีเกิด” ของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) บุตรหลานญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ได้ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้น โดยจะต้องมีเงินทุนในการก่อตั้งมูลนิธิฯ อย่างน้อย 1 แสนบาท บุตรหลานญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ต่างร่วมกันบริจาคเงินสมทบเป็นจำนวนมากบ้างน้อยบ้าง
ผมเองตอนนั้นไม่สามารถจะร่วมบริจาคเป็นเงินก้อน จึงคิดว่าจะบริจาคเป็นเทปการบรรเลงขิมด้วยฝีมือของตนเอง คือตั้งใจว่าจะนำรายได้จากการขายเทปทั้งหมดร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ผมจึงเอาขิมตัวนี้ไปบรรเลงบันทึกเทปที่ห้องอัดเสียงของอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร โดยอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร กรุณาเป็นผู้บันทึกและปรับแต่งเสียงให้ และมีครูบาง หลวงสุนทร เป็นผู้บรรเลงโทน-รำมะนา คุณแม่ของผม (อาจารย์บรรเลง) บรรเลงฉิ่ง
งานบันทึกเสียง อัลบั้มแว่วเสียงขิม
ผมไปบันทึกเสียงการบรรเลงขิมไว้ 3 ชุด ก็พอดีถึงกำหนดจัดงาน ฯ ผมสามารถขายเทปได้มากกว่าสองพันตลับภายในช่วง 3 วันที่จัดงาน (7-9 สิงหาคม พ.ศ. 2524) ได้เงินเข้าสมทบมูลนิธิฯ ในนามของผมประมาณสี่หมื่นกว่าบาท นับว่าเป็นที่เลื่องลือเล่าขานกันมากในสมัยนั้น
ผู้ชมจำนวนมาก ที่เข้าชมงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ
กำเนิดของขิม 9 หย่อง
หลังจากงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ ในปี พ.ศ. 2524 ผมได้บันทึกเสียงการบรรเลงด้วยขิมตัวนี้อีก 3 ชุด รวมเป็น 6 ชุด ทุกชุดเป็นการบรรเลงเพลงด้วยขิมล้วน และผมเป็นผู้บรรเลงด้วยตนเองทั้งหมด แม้เมื่อเริ่มบันทึกเสียงของวงภุมรินชุดที่ 1-3 ก็ยังใช้ขิมตัวนี้บรรเลงด้วย
มีเรื่องแปลกคือ สถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 ซึ่งไปทำการถ่ายทอดการแสดงของวงมหาดุริยางค์ในปี พ.ศ. 2524 ได้นำเอาเทปขิมที่ผมบรรเลงด้วยขิมพิเศษตัวนี้ไปเปิดประกอบในรายการ “วันนี้วันพระ” เรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบันไม่เคยเว้นเลย เพียงแต่หมุนเวียนเปลี่ยนเพลงในแต่ละชุดไปเรื่อย ๆ เท่านั้น จากเหตุการณ์นี้เองที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นการชักนำให้มีการคิดประดิษฐ์ขิม 9 หย่อง ของร้านสยามวาทิตในเวลาต่อมา
ผู้เขียนกับนายแพทย์สมชาย กาญจนสุต และขิม 9 หย่องตัวแรก
เรื่องของเรื่องก็คือนายแพทย์สมชาย กาญจนสุต ได้ฟังเสียงขิมตัวนี้ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 จึงเกิดความสนใจ และบังเอิญพี่สาวของคุณหมอสมชายเป็นเพื่อนสนิทกับพี่สาวของผม (อาจารย์ มาลินี สาคริก) จึงมาขอดูขิมตัวนี้ที่บ้านของผมในเย็นวันหนึ่ง
หลังจากแนะนำตัวกันแล้วเราก็คุยกันถึงเรื่องขิมในแง่มุมต่าง ๆ หลายเรื่อง ผมได้นำเอาขิมพิเศษตัวนั้นมาให้คุณหมอสมชายดู คุณหมอได้พิจารณาขิมตัวนี้อย่างละเอียดและขอวัดส่วนสัดไปด้วย หลังจากวันนั้นคุณหมอสมชายก็แวะเวียนมาหาผมที่บ้านบ่อย ๆ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และคุยกันเรื่องการผลิตเครื่องดนตรีไทยชนิดอื่น ๆ
คุณหมอสมชายเล่าว่าตนเองก็เป็นผู้ที่บรรเลงขิมเหมือนกันสมัยที่เรียนอยู่เป็นนักเรียนแพทย์ และรู้สึกว่าขิมที่ผลิตมาใช้กันอยู่ในยุคนั้นยังไม่ค่อยจะมีคุณภาพมากเท่าที่ควร ประการแรกคือหมุดยึดสายจะคลายตัวง่าย ประการที่สองคุณภาพเสียงยังไม่ไพเราะเท่าที่ควร เมื่อคุณหมอได้ยินเสียงขิมตัวที่ผมบรรเลงมีเสียงละเอียดไพเราะ จึงคิดว่าน่าจะได้มีการวิจัยค้นคว้า เพื่อผลิตขิมรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าเดิม
ความจริงในช่วงนั้นคุณหมอสมชายก็ได้ผลิตขิมรุ่นใหม่ออกมาวางจำหน่ายอยู่แล้วโดยตั้งเป็นร้านชื่อ “สยามวาทิต” แต่ขิมที่ผลิตเป็นแบบ 7 หย่อง มีหมุดยึดสายเป็นแบบเกลียว ซึ่งทำให้สายขิมไม่คลายตัวง่ายเหมือนหมุดตอก แต่ยังใช้สายทองเหลืองขึงเหมือนเดิม
หลังจากได้มาเห็นขิมตัวที่ใช้สายสเตนเลสแล้ว คุณหมอก็เริ่มได้แนวคิดใหม่ เพราะแต่เดิมคิดว่าสายลวดสเตนเลสนั้นไม่เหมาะจะนำมาทำเป็นสายขิม เพราะให้ความกังวานไพเราะน้อยกว่าสายทองเหลือง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสายลวดเหล็กมีความตึงตัวสูงมากกว่าสายทองเหลือง หากไม่ขึงให้ตึงจนถึงระดับที่เหมาะสมแล้ว เสียงจะสู้สายทองเหลืองไม่ได้ ทั้งนี้เพราะขิมใช้ระดับเสียง “เพียงออ” ซึ่งมีระดับเสียงต่ำกว่าระดับความตึงตัวของสายลวดเหล็ก
ผู้เขียนกับขิม 9 หย่องตัวแรก
การที่ขิมสายลวดเหล็กของผมมีเสียงไพเราะก็เพราะว่าเทียบเสียงให้สูงขึ้นไปจากระดับเพียงอออีกระดับหนึ่ง ซึ่งเข้ากับระดับความตึงตัวของสายลวดเหล็กพอดี
ด้วยเหตุนี้คุณหมอสมชายจึงออกแบบขิมใหม่ให้มีความยาวมากกว่าเดิม เพื่อจะได้หมุนปรับความตึงของสายขิมได้มากขึ้น โดยที่ระดับเสียงยังคงอยู่ในระดับเสียงเพียงออเหมือนเดิม และเมื่อเพิ่มความยาวแล้วหากยังใช้ 7 หย่องอยู่เหมือนเดิมรูปร่างของขิมก็จะดูไม่สมส่วน ดังนั้นจึงเพิ่มความกว้างขึ้นให้ได้สัดส่วนกัน และยังได้ตำแหน่งของหย่องเพิ่มขึ้นอีก 2 อันด้วย ดังนั้นขิมรุ่นใหม่ที่ขึงด้วยสายสเตนเลสสตีล จึงเป็นขิมที่มี 9 หย่อง แต่สามารถบรรเลงในระดับของเสียงเพียงออได้ไพเราะน่าฟัง นอกจากนั้นคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของขิมรุ่นนี้ก็คือสายขิมจะไม่ขาดง่าย และมีเสียงละเอียดอ่อนไพเราะน่าฟังมากกว่าขิมสายทองเหลือง
ตามที่ได้เขียนเล่ามานี้ จะเห็นว่าขิมตัวที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้น่าจะถือได้ว่าเป็น “ต้นกำเนิด” ของขิม 9 หย่อง ที่คุณหมอสมชาย กาญจนสุต เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นได้นะครับ เพราะเป็นขิมตัวแรกที่ใช้สายลวดเหล็กไม่ขึ้นสนิมแทนสายทองเหลือง และยังมีเสียงไพเราะน่าฟังกว่า คุณหมอสมชายได้นำเอาขิม 9 หย่องตัวแรกที่ทำ มามอบให้ผมเป็นของที่ระลึกด้วย ขิม 9 หย่องตัวนั้นก็มีเสียงไพเราะน่าฟังเช่นกัน และเป็นขิมที่ใช้บรรเลงเพลงในวงภุมรินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผมเก็บขิมพิเศษตัวเดิมไว้อย่างดี ไม่ได้นำออกมาบรรเลงอีก นอกจากในโอกาสพิเศษจริงเท่านั้นครับ
คิดระบบโน้ตแบบใหม่
ตอนที่ผมออกแบบคิดประดิษฐ์โน้ตขิมแบบใหม่นี้ จำได้ว่าเป็นช่วงที่ผมเริ่มเข้าทำงานที่การไฟฟ้านครหลวงในแผนกจัดหาต่างประเทศ ฝ่ายจัดซื้อและพัสดุได้ไม่นานนัก (ประมาณปี พ.ศ. 2513) ตอนกลางวันเขาให้พนักงานพัก 1 ชั่วโมง ใครจะไปไหนนอกที่ทำงานก็ได้ แต่บ่ายโมงต้องกลับเข้ามาทำงาน ผมเข้าไปทำงานใหม่ ๆ ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปเที่ยวที่ไหนดี ประกอบกับอากาศข้างนอกร้อนมากในตอนกลางวัน อยู่ในห้องทำงานเย็นสบายกว่า เพราะเขาเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหลังจากลงไปทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วผมก็มักจะกลับขึ้นมานั่งขีดเขียนออกแบบประดิษฐ์โน้ตขิมไปเรื่อย ๆ โดยพยายามออกแบบเครื่องหมายกำกับตัวโน้ตและเครื่องหมายต่าง ๆ ในการอ่านโน้ตให้เหมือนกับสัญลักษณ์บนแป้นพิมพ์ดีด จะได้สามารถใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์โน้ตขิมออกมาเก็บไว้เป็นต้นฉบับ ใครต้องการก็สามารถถ่ายเอกสารไปใช้ได้ทันที ไม่ต้องนั่งจดนั่งลอกกันเหมือนสมัยก่อน ๆ การจดนั้นบางทีก็จดขาดไปบ้างเกินไปบ้าง ทำให้บรรเลงเพลงขาด ๆ เกิน ๆ ถ้าถ่ายเอกสารจากต้นฉบับที่ตรวจถูกต้องสมบูรณ์แล้วจะได้ทำนองเพลงที่สมบูรณ์ถูกต้องทุกครั้ง นับว่าสะดวกกว่ามากทีเดียว
หนังสือวิธีเรียนขิมด้วยตนเอง ที่ใช้ระบบโน้ตแบบใหม่
ผมได้ทดลองนำเอาโน้ตขิมระบบใหม่ที่คิดขึ้นไปใช้สอนลูกศิษย์ที่เรียนขิม ปรากฏว่าได้ผลดีมาก เด็ก ๆ สามารถนำโน้ตขิมระบบนี้ไปศึกษาได้ด้วยตนเองที่บ้าน โดยสามารถถอดทำนองเพลงออกมาได้ถูกต้อง ทั้งเสียงดนตรีและตำแหน่งการใช้มือตีสายขิม ผลของการใช้โน้ตขิมมาช่วยในการสอนนั้น ทำให้สามารถสอนได้สะดวกรวดเร็วและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น แม้ว่าปัญหาในการเรียนการสอนน้อยลง แต่กลับเกิดปัญหาใหม่ที่ไม่ได้คาดคิดขึ้น คือเมื่อเด็ก ๆ เรียนได้เร็วขึ้นก็มีความต้องการโน้ตมากขึ้น เมื่อบวกกับจำนวนผู้เรียนขิมซึ่งมีมาก ก็ยิ่งต้องเสียเวลาและมีปัญหาในการพิมพ์ต้นฉบับโน้ตมากขึ้นตามไปด้วย เพราะการถ่ายสำเนาเอกสารเป็นจำนวนมากนั้นคุณภาพของเอกสารที่ได้จะไม่ค่อยดีนัก คือจะมีรอยดำ ๆ ตามขอบกระดาษมากบ้างน้อยบ้าง นอกจากนั้นการถ่ายเอกสารจำนวนมากก็มีค่าใช้จ่ายสูง ผมจึงต้องหันไปใช้วิธีการพิมพ์ต้นฉบับเป็นกระดาษไขสำหรับพิมพ์โรเนียว ซึ่งก็ไม่สามารถพิมพ์ได้รวดเร็วนัก เพราะถ้ามีการพิมพ์ผิดก็ต้องใช้น้ำยาทาเล็บทาอุดตรงตำแหน่งที่พิมพ์ผิด จากนั้นก็ต้องรอให้น้ำยาแห้งสนิท แล้วจึงปัดแคร่พิมพ์ย้อนกลับไปตรงตำแหน่งที่พิมพ์ผิดเพื่อพิมพ์ซ้ำใหม่ ถ้าเกิดพิมพ์ผิดอีกหรือพิมพ์ไม่ตรงตำแหน่งเดิม เวลาโรเนียวออกมาก็ดูไม่สวยงาม ปัญหาในการพิมพ์โน้ตจึงเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนั้น จนกระทั่งมาถึงยุค “คอมพิวเตอร์” นั่นแหละครับปัญหาเหล่านี้จึงหมดไป ต่อมาภายหลังโน้ตชนิดนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการเขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชื่อ “พิณผีเสื้อ” ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับการฝึกตีขิมด้วยโปรแกรม Windows และได้รับรางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์สาขาปรัชญาจากสภาวิจัยแห่งชาติในปี พ.ศ. 2540
ให้สัจจะ กับ “ป้าจิ้น”
ป้าจิ้น คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง
ก่อนที่จะมีการก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ได้ไม่นานนัก ป้าจิ้นเกิดป่วยเป็นโรคหัวใจ และจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ตอนแรกท่านไม่ยอมเข้าผ่าตัด โดยถามนายแพทย์ที่ตรวจรักษาว่าหากไม่ฝังเครื่องกระตุ้นดังกล่าวจะสามารถมีชีวิตอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2524 หรือไม่ เนื่องจากท่านตั้งใจเอาไว้แล้วว่าในปี พ.ศ. 2524 นั้นเป็นวาระครบรอบ “ร้อยปีเกิด” ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นคุณพ่อของท่าน ป้าจิ้นตั้งใจจะจัดงานเฉลิมฉลองและจัดตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์คำนึงถึงท่านครูฯ จากบรรดาลูกหลานและศิษย์ ทั้งยังหวังจะให้มูลนิธิซึ่งจัดตั้งใหม่นี้เป็นองค์กรที่จะดำเนินงานเผยแพร่ผลงานดนตรีไทยให้กับชาติบ้านเมืองสืบไป
ครั้นนายแพทย์ที่ตรวจรักษาบอกเป็นทำนองว่าหากท่านไม่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจกันเอาไว้ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้อยู่ถึงวันเวลาดังกล่าว ป้าจิ้นจึงยอมเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราชโดยดี
ในคืนก่อนที่ท่านจะได้รับการผ่าตัด ผมกับ “พี่อี๊ด” (มาลินี สาคริก) ลงเรือข้ามฟากไปเยี่ยม “ป้าจิ้น” ที่โรงพยาบาลศิริราช พอไปถึงท่านก็ดีใจเรียกผมกับ “พี่อี๊ด” เข้าไปหาแล้วบอกว่า…
เพื่อความไม่ประมาท ท่านขอฝากฝังดนตรีไทยของคุณตาไว้กับ “พี่อี๊ด” และผม ตลอดจนลูกหลานคนอื่น ๆ รวมทั้งลูกศิษย์ทุกคน ให้ช่วยกันสละแรงกายแรงใจและทุนทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิของคุณตาขึ้นให้ได้ และให้ช่วยกันธำรงรักษาดนตรีไทยไว้สืบไปให้เต็มกำลัง
ปรากฏว่าหลังจากผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแล้ว “ป้าจิ้น” ก็กลับมามีสุขภาพดีเหมือนเดิม และได้ดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้นสำเร็จสมดังเจตนารมณ์ของท่าน และด้วยเหตุที่เห็นความตั้งใจอันแรงกล้าของป้าจิ้น ผมไม่อาจละทิ้งสัจจะที่ให้กับท่านไว้ในคืนนั้นได้ จึงเต็มใจและตั้งใจทำหน้าที่สืบทอดดนตรีไทยต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ความสามารถ…
จากหนึ่งสู่ร้อยพัน “ขิมหมู่ลาวแพน” มหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ
การบรรเลงขิมหมู่ เพลงลาวแพน ในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ
ในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 เป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีเกิด ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดตั้ง มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้น พร้อมทั้งจัดการบรรเลงดนตรีวงมหาดุริยางค์ขึ้น ณ โรงละครแห่งชาติ ในช่วงวันที่ 7-9 สิงหาคม พ.ศ. 2524 การบรรเลงครั้งนั้นมีชุดการแสดงพิเศษแทรกอยู่หลายชุด มีชุดการบรรเลงขิมหมู่เพลงลาวแพนอยู่ด้วยชุดหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากตอนที่ประชุมปรึกษาหารือกันนั้น อาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร ซึ่งเป็นผู้อำนวยเพลงวงมหาดุริยางค์ต้องการให้มีการบรรเลงขิมหมู่สลับกับวงมหาดุริยางค์ โดยอยากจะให้นำเพลงลาวแพน ทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ มาบรรเลง และมอบหมายให้ผมเป็นผู้อำนวยเพลงและควบคุมการฝึกซ้อมในชุดนี้
ผู้เขียนควบคุมวงขิมหมู่ เพลงลาวแพน ในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ
ตอนแรกผมลังเลที่จะรับฝึกซ้อมการบรรเลงชุดนี้โดยอยากจะให้คุณแม่ผมเป็นผู้ควบคุมฝึกซ้อมด้วยตนเองแต่คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นคุณป้าของผมกล่าวว่า “ลาวแพนทางนี้มีคนได้น้อย ควรนำออกมาเผยแพร่เพื่อจะได้ไม่สูญหายไป อีกประการหนึ่งคุณแม่ผมอายุมากแล้วไม่สะดวกจะมาควบคุมการฝึกซ้อม” ผมจึงต้องรับเป็นผู้อำนวยเพลงการบรรเลงขิมหมู่ในครั้งนั้น
ผมมีเวลาฝึกซ้อมนักดนตรีชุดนี้ก่อนที่จะบรรเลงจริงประมาณ 3 เดือน ปัญหาแรกคือต้องแจ้งข่าวไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ประสงค์จะส่งเด็กนักเรียนเข้าร่วมบรรเลง เมื่อทราบแล้วก็ต้องจัดส่งคนไปต่อเพลงลาวแพนปูพื้นไว้ก่อน การใช้โน้ตนั้นทำได้เพียงบางสถาบัน เนื่องจากโน้ตขิมที่ผมใช้เป็นโน้ตที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ไม่เหมือนโน้ตที่สถาบันเหล่านั้นใช้ ผมจึงขอให้ลูกศิษย์ที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งแยกย้ายกันไปสอนเพลงลาวแพนให้กับสถาบันต่าง ๆ ที่ประสงค์จะส่งนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 1 เดือน มีผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 60 คน
: “ท่านครู” ทำทางเดี่ยวเพลงลาวแพน บรรเลงโดยวงขิมหมู่ให้กับนักเรียนโรงเรียนนาฏดุริยางค์ (วิทยาลัยนาฏศิลป) บรรเลงใน ปี พ.ศ. 2477 อีก 47 ปีต่อมา “อาตั๊ก” ได้นำเพลงลาวแพนทางนี้มาบรรเลงที่เดิมอีกครั้งในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ 100 ปี หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
กราบลา “ป้าจิ้น”
หลังจากก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แล้ว ป้าจิ้นก็มีความสบายใจมากขึ้น เพราะถือว่าได้วางรากฐานการเผยแพร่ผลงานดนตรีของคุณตาไว้เป็นปึกแผ่นพอสมควรแล้ว ต่อไปท่านก็คงหวังให้ลูกหลาน ญาติมิตร และ บรรดาศิษย์ทั้งหลายช่วยกันทำงานให้ดนตรีไทยมีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป
ป้าจิ้นล้มป่วยลงอีกครั้งด้วยโรคเส้นโลหิตตีบจนมีอาการเป็นอัมพาตอยู่นานพอสมควร และจากไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ขณะที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ กำลังดำเนินการประกวดบรรเลงดนตรีไทย “รางวัลศรทอง” อยู่พอดี พวกเราทั้งหมดในกองการประกวดและนักเรียนผู้เข้าร่วมการประกวดทุกคนได้ยืนสงบนิ่งไว้อาลัยแด่ท่านอยู่ชั่วขณะจิตหนึ่ง ณ เวทีการประกวดนั่นเอง สิริรวมอายุของท่านตอนนั้นได้ 82 ปี
ป้าจิ้น คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมป้าจิ้นเป็นครั้งสุดท้ายในห้องไอซียูที่โรงพยาบาลสยาม และเห็นท่านอยู่ในสภาพนอนตะแคงนิ่งเฉย แต่ลืมตาจ้องมองตรงออกมาดูไร้วี่แววความรู้สึกใด ๆ ผมเข้าไปกราบท่านที่เตียง และอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานให้แก่ท่าน และให้สัจจะในใจกับท่านอีกครั้งในวันนั้น ว่าผมจะทำหน้าที่สืบทอดดนตรีไทยให้ดำรงคงอยู่ต่อไปจน สุดความสามารถ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อป้าจิ้นเสียชีวิตแล้ว ดวงวิญญาณของท่านจะต้องไปสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์แน่นอน อันเนื่องมาจากผลของคุณงามความดีทั้งหลายที่ท่านได้ทำมาแล้วตลอดทั้งชีวิต ภาระหนักในการสืบทอดดนตรีไทยที่ท่านได้ทำมาชั่วชีวิตคงต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราซึ่งเป็นลูกหลานและลูกศิษย์จะทำแทนสืบไป
จากพนักงานการไฟฟ้า...มาเป็นครูดนตรี
บรรยากาศการทำงานที่การไฟฟ้านครหลวง ด้านหน้าขวา ชนก สาคริก
“พี่แอ๊” ผศ.เพียงเพ็ญ พานิชพัฒน์ เขียนถึง ชนก สาคริก
“ในช่วงเวลาที่ตั๊กทำงานก็จะขับรถออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้ามาก และทำงานเต็มที่ วันเสาร์ก็ช่วยคุณแม่สอนดนตรี ในที่สุดตั๊กก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกที่การไฟฟ้า วันหนึ่งตั๊กบอกคุณแม่กับพี่ ๆ ว่าตั๊กอยากออกจากงานคุณแม่จะอนุญาตไหม ทุกคนอึ้งกันไปหมด คุณแม่ถามว่าทำไมอยากจะออก ทั้ง ๆ ที่ทำงานก็ก้าวหน้าอย่างดี ได้เลื่อนตำแหน่งตั้งแต่อายุยังน้อย คำตอบก็คือไม่อยากเป็นหัวหน้า ไม่มีความสุข เพราะเมื่อเป็นหัวหน้าก็มีคนมาวุ่นวายด้วย เช่น อยากได้ 2 ขั้น ก็ต้องเป็นคนเลือกเสนอให้ลูกน้องต้องตัดสินเรื่องต่าง ๆ ตั๊กไม่ชอบ ถามว่าออกจากงานแล้วจะทำอะไร ตั๊กบอกจะสอนดนตรีอย่างเดียว อยากมีเวลาเป็นของตัวเอง
ในที่สุดคุณแม่ก็ยอม ตั๊กหันมาถามพี่ว่า ตั๊กห่วงอยู่อย่างเดียวว่าถ้าตั๊กเจ็บป่วยพี่แอ๊จะช่วยดูแลไหม พี่ตอบตกลง ที่จริงการทำงานการไฟฟ้านั้น สวัสดิการดีมาก แต่เมื่อตั๊กตัดสินใจแล้วทุกคนก็สนับสนุน ตั๊กมีความสุขที่ได้สอนดนตรี ได้อยู่กับเด็ก ๆ ได้ทุ่มเทจริงจัง…”
“เรือนบรรเลง”
“เรือนคุณพระนาย” มองเห็นโลกกว้างไกลและชัดเจนขึ้นผ่านทางจอภาพโทรทัศน์ขาวดำ ภาพประวัติศาสตร์ของนักบินอวกาศสหรัฐขณะที่ลงไปเหยียบผิวพื้นดวงจันทร์ก็ปรากฏอยู่บนเรือนหลังนี้เช่นกัน ไม่นานต่อมามันก็ได้เห็นสีสันอันสวยงามผ่านทางจอโทรทัศน์สีแทนภาพขาวดำ ตัวบ้านได้รับการติดตั้งตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์ เครื่องโทรสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้สารพัดสารพันที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้น
อาจจะกล่าวได้เต็มปากว่าเรือนไทยหลังนี้ได้สัมผัสรับรู้ความเป็นไปของบุคคลผู้อยู่อาศัยและได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ มามากมายนานร่วม 70 กว่าปีแล้ว และหน้าที่สำคัญอันดับท้ายสุด คือการเป็นอาคารที่ให้กำเนิดที่ทำงานของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบัน เป็นฐานหลักของคณะบุคคลซึ่งใช้อาศัยทำงานเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาศิลปการดนตรีของชาติไทยให้ดำรงคงอยู่สืบไป นับว่าเรือนไทยหลังนี้ได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติมาเป็นอเนกอนันต์
เรือนบรรเลงก่อนก“รบูรณะ
เมื่อมีการเริ่มก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นหลังใหม่ขึ้น ณ บริเวณพื้นที่ด้านหน้าของ “เรือนคุณพระนาย” ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2549 เรือนไทยหลังนี้ดูเหมือนจะพยายามอดทนทำหน้าที่ให้การพำนักพักพิงครอบครัวของผมเป็นครั้งสุดท้าย คล้ายจะเป็นการบอกลากลาย ๆ ว่าคงใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของอาคารไม้สักเก่า ๆ โทรม ๆ หลังนี้แล้ว เพราะคิดกันว่าเมื่อสร้างอาคารหลังใหม่เสร็จ จะทำการรื้อถอนเรือนไทยหลังเก่านี้ทิ้ง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถแทน
แต่เรื่องราวในโลกนี้มีความผันแปรซับซ้อนไม่แน่นอนสุดที่จะคาดเดา เรื่องจึงกลับกลายเป็นว่าแทนที่เรือนไทยหลังนี้จะได้พักผ่อนเสียที หลังจากทำหน้าที่อย่างทรหดอดทนมายาวนานและถูกรื้อถอนทำลายทิ้งไป
เรือนหลังนี้กลับได้รับการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงเพื่อรักษาเอาไว้ ให้อยู่ในสภาพเหมือนเดิมเกือบจะทุกประการ แล้วเปลี่ยนนามเป็น “เรือนบรรเลง” ตามชื่อของคุณแม่ของผม เพื่อใช้เป็นฐานทำงานให้กับศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป โดยรับความสนับสนุนจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ “เรือนบรรเลง” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 โดยถือเอาวันงานฉลองวาระอายุครบ 72 ปี ของพี่สาวผมคือ อาจารย์มาลินี สาคริก ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เกิดและเติบโตมาในเรือนหลังนี้เป็นปฐมฤกษ์
เรือนบรรเลงในปัจจุบัน
วันนี้ “เรือนบรรเลง” ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เคียงข้างอาคาร 4 ชั้นหลังใหม่ของตระกูล “สาคริก” ซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบันของกลุ่มบุคคลเดิมที่เคยอาศัยพำนักพักพิงอยู่บน “เรือนคุณพระนาย” และผมรู้สึกว่าเรือนหลังนี้น่าจะดูเด่นเป็นสง่าสวยงามยิ่งกว่าในสมัยเริ่มแรกเสียอีก เพราะเป็นเรือนไทยสมัยเก่าเพียงหลังเดียวในละแวกย่านนี้ เป็นสถานที่สำหรับใช้ทำกิจกรรมในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยทุกแขนง
“เรือนบรรเลง” ก็คือ “เรือนคุณพระนาย” ในอดีตซึ่งถือกำเนิดใหม่ในรูปลักษณ์อันสวยงามแข็งแรง และคงจะดำรงอยู่ยืนนานยิ่งไปกว่าชีวิตของผมแน่นอน
ก่อนนี้ผมเคยคิดในใจเล่น ๆ ว่าเมื่อสร้างบ้านใหม่เสร็จแล้ว คงจะต้องเป็นฝ่ายบอกลาบ้านหลังเก่าเสียที แต่เดี๋ยวนี้คงจะกลับเป็นตรงกันข้ามเสียแล้วละครับ เพราะเรือนบรรเลงคงจะต้องเป็นฝ่ายบอกลาผมเสียเป็นแน่แท้เมื่อวาระนั้นมาถึง...คุณพ่อและคุณแม่ท่านจากไปก่อนที่จะได้ทันเห็นบ้านหลังใหม่ ตอนนี้ท่านคงจะดีใจและเป็นสุขใจที่เห็นบ้านเก่าและบ้านใหม่อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงและตั้งอยู่เคียงข้างกันอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังเป็นทั้งสถานที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไปด้วยในตัว
แปดสิบปีคุณหญิงชิ้น… “ภุมริน” บินมา
งานฉลองวาระครบ 80 ปีของ “ป้าจิ้น” จัดขึ้นตอนเย็นของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ณ สโมสรนายทหารอากาศบางซื่อ นอกจากจะมีการจัดเลี้ยงอาหารเย็นแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการแสดงเครื่องดนตรีคู่มือของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ด้วย อาทิเช่นฆ้องวงใหญ่ชื่อ “แม่ทองดำ” ปี่ชวาพระราชทานทำด้วยงาทั้งเลา ซึ่งมีรอยแตกชำรุดอันเนื่องมาจากการที่สมเด็จวังบูรพาเคยทรงใช้ปี่เลานี้ฟาดศีรษะของจางวางศรจนลำโพงปี่แตก ด้วยเหตุที่พยายามหลีกเลี่ยงการประชันระนาดเอกครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง โทนประดับมุก สลักตัวหนังสือเป็นนามสกุลศิลปบรรเลงอันวิจิตร ไม้ตีระนาดซึ่งก้านทำด้วยทองแดงหนักสิบบาท ที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ใช้สำหรับฝึกไล่ฝีมือ รวมทั้งซอด้วง ซออู้ และซอสามสาย ซึ่งทำด้วยงาประดับมุกทั้งชุด เป็นต้น
แต่ที่เด่นที่สุดในงานนิทรรศการครั้งนั้นเป็นผืนระนาดเอกคู่มือของจางวางศร จำนวน 4 ผืนชื่อจำปา ทับทิม แม่ลาย และย.ท. ซึ่งเป็นผืนระนาดที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ เช่น ผืนที่ชื่อจำปานั้นทำด้วยไม้ไผ่มีเสียงหวานไพเราะเป็นพิเศษ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ สลักด้วยลายมือของท่านเองไว้ที่ข้างใต้ลูกระนาดว่า “รักคู่มือ” หรือผืนที่ชื่อว่าทับทิมนั้นทำด้วยไม้ชิงชันออกสีแดงเข้ม เสียงสดใสแกร่งกร้าวเหมาะสำหรับเอาไว้ตีประชัน เป็นต้น เครื่องดนตรีเหล่านี้ตามปกติจะถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ได้ถูกนำออกมา แสดงเผยแพร่ให้ผู้สนใจชมเป็นครั้งแรกในวาระงานฉลองครบ 80 ปี ของคุณหญิงชิ้นครั้งนั้น
สำหรับการบรรเลงดนตรีในวันนั้น มีวงดนตรีไทยไปร่วมบรรเลงเพื่อแสดงมุทิตาจิตแด่คุณหญิงชิ้น ฯ เป็นจำนวนมาก ทุกคนต่างก็นำเอาของขวัญที่ทราบว่าท่านชื่นชอบไปมอบให้ เท่าที่จำได้มีนักดนตรีทุกเพศทุกวัยไปบรรเลงกันคับคั่ง ตั้งแต่คณาจารย์ดนตรีผู้สูงวัยไปจนถึงเด็ก ๆ นักดนตรีรุ่นใหม่ สร้างรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความสุขใจให้แก่ป้าจิ้นตลอดทั้งงาน
การบรรเลงเดี่ยวขิม 2 ตัว เพลงลาวแพน
แต่สิ่งที่ได้สร้างความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นแก่ป้าจิ้นคือการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จไปทรงขับร้องและบรรเลงดนตรีไทยในงานครั้งนี้ด้วยเป็นการส่วนพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่เหล่าบรรดานักดนตรีไทยทุกคนอย่างหาที่สุดมิได้ วันนั้นจึงเป็นงานฉลองวาระอายุครบ 80 ปี ที่ผมเชื่อว่าป้าจิ้นคงมีความสุขใจเป็นที่สุด
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงขับร้องและบรรเลงดนตรีไทยร่วมกับครูอาวุโส
มีปรากฏการณ์สำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากงานฉลองในครั้งนั้น คือในวันนั้น ผมได้นำวงเครื่องสายผสมพิเศษวงหนึ่งไปขับกล่อมบรรเลงให้ป้าจิ้นฟัง คือวงเครื่องสายผสม “พิณโกวเจ็ง” เป็นการนำเอาพิณโบราณของจีนไปร่วมบรรเลงกับเครื่องดนตรีไทย คือซอด้วง ซออู้ ขลุ่ยเพียงออ และ ขิม โดยขับร้องบรรเลงเพลง ตับภุมริน
วงเครื่องสายผสมโกวเจ็ง บรรเลงเพลงตับภุมริน
ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งโดยท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ซึ่งกรุณาไปทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานวันนั้น ได้นำเอาเรื่องราวการบรรเลงของวงเครื่องสายผสมพิเศษวงนี้ไปเล่าในรายการครอบจักรวาลถึง 2 วัน ติดต่อกัน
ปรากฏว่าตลอดทั้งอาทิตย์หลังจากนั้น มีผู้ฟังสนใจโทรศัพท์มาถามกันมาก ผมจึงปรึกษากับ คุณชัยพร จิรจิตโกศล ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทแฮนด์แอคมีซัพพลาย จำกัด โดยนำเอานักดนตรีไปทดลองบรรเลงเพลงไทยบันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียงของคุณไพบูลย์ ศุภวารี ปรากฏว่าเพลงไทยที่บรรเลงด้วยพิณโกวเจ็งมีความไพเราะน่าฟังแปลกหูมาก จนคุณไพบูลย์ ศุภวารีเชิญไปพบเพื่อปรึกษากันในการจะทำเป็นแผ่นซีดีเพลงออกวางจำหน่าย
แต่เนื่องจากในยุคนั้นซีดีเพลงเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก จึงไม่ได้ตกลงทำเป็นแผ่นซีดีกับไพบูลย์สตูดิโอ บริษัท แฮนด์แอคมีซัพพลาย จำกัด จึงดำเนินการจัดทำเป็นเทปคาสเซ็ตออกเผยแพร่เอง โดยตั้งชื่อวงดนตรีนี้ว่า “วงภุมริน” เนื่องจากเครื่องดนตรีนี้เด่นดังขึ้นมาเพราะเพลงตับภุมรินซึ่งบรรเลงในงานฉลอง 80 ปี ของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง นั่นเอง
“เครื่องสายผสมพิณพม่า” อาลัย “ป้าจิ้น”
ผมได้มีโอกาสเห็นตัวจริงของพิณพม่าที่เรียกว่าซองก็อกหรือซองกั้กนี้เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2530 โดยคุณพัชรี ประคองพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของลูกศิษย์ผมคนหนึ่งได้นำเอาพิณพม่ามาให้ที่บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เธอเล่าว่าได้มาจากเพื่อนชาวต่างประเทศคนหนึ่งซึ่งไปทำงานอยู่ที่ประเทศพม่า เธอไม่มีความรู้ว่าพิณชนิดนี้เล่นอย่างไร และเห็นว่าขณะนั้นผมได้นำเอาพิณจีน (โกวเจ็ง) มาดีดเพลงไทยได้ไพเราะและเป็นที่นิยมกัน จึงได้นำเอาพิณพม่าตัวนั้นมามอบให้เพื่อค้นคว้าหาวิธีดีดเพลงไทยแบบเดียวกับพิณจีนบ้าง
ผมทดลองดีดพิณพม่าเป็นเพลงไทย ได้แล้วก็เริ่มสอนลูกศิษย์ที่สนใจให้ดีดพิณพม่าบ้าง โดยสั่งซื้อพิณพม่าจากจังหวัดแม่สอดซึ่งอยู่ติดชายแดนพม่า และเลือกสั่งเฉพาะรุ่นที่มีลูกบิดสายเท่านั้น พิณพม่ารุ่นนั้นฝีมือการประดิษฐ์ยังไม่ค่อยดีนัก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเป็นสินค้าเกรดสองที่นำมาขายให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งมักจะซื้อเอาไปเป็นเครื่องประดับบ้านเพราะเห็นว่ารูปร่าง สวยแปลกตาดี แต่ไม่สามารถจะดีดเป็นเพลงได้เนื่องจากไม่มีลูกบิดปรับสายบ้าง ลูกบิดไม่สามารถหมุนได้บ้าง หรือเกลียวลูกบิดเป็นสนิมบ้าง ดังนั้นจึงต้องเสี่ยงดวงสั่งซื้อหรือไม่ก็ต้องลงทุนเดินทางไปเลือกซื้อเองที่จังหวัดแม่สอด มีเด็กนักเรียนของผมซื้อพิณพม่ามาฝึกกันหลายคน รวมทั้งลูกสาวคนโตของคุณพัชรี ประคองพันธุ์ ที่ชื่อ ธีรนันท์ ประคองพันธุ์ ด้วย
ผมเริ่มฝึกลูกศิษย์ให้ดีดพิณพม่าไปได้ไม่นานนัก ก็มีเหตุน่าเศร้าสลดใจเกิดขึ้นกับครอบครัวของผมคือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นคุณป้าของผมได้ถึงแก่กรรม และตั้งศพพร้อมทั้งทำพิธีสวดที่วัดเทพศิรินทร์ฯ ผมจึงนำวงดนตรีไทยผสมพิณพม่าไปร่วมบรรเลงในงานสวดศพด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการนำพิณพม่าออกบรรเลงเป็นครั้งแรก โดยบรรเลงเพลงธรณีร้องไห้และช้าโหย มีคนสนใจเสียงพิณพม่ากันมาก ชมว่าไพเราะนุ่มนวลน่าฟัง นักข่าวสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ซึ่งไปถ่ายข่าวที่งานศพยังถ่ายภาพวงดนตรีพิณพม่านี้ไปออกอากาศด้วย
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้นำเอาพิณพม่ามาบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีไทย คือซอด้วง ซออู้ และเรียกว่า “วงเครื่องสายผสมพิณพม่า”
วงเครื่องสายผสมพิณพม่า บันทึกเสียงเพลงช้าโหยและธรณีร้องไห้ รำลึกถึงคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ในงานพระราชทานเพลิงศพ
“วิชชุบอร์ด” แรกเริ่มการใช้เทคโนโลยีสอนดนตรีไทย
วิชชุบอร์ดกระเป๋าหิ้ว
ก่อนที่จะเล่าถึงเรื่องการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการสอนดนตรีไทย ผมอยากจะขอเล่าถึงการคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยสอนขิมที่เรียกว่า “วิชชุบอร์ด” เสียก่อน คือเมื่อมีเด็กมาเรียนตีขิมกับผมมากขึ้น การสอนจึงต้องสอนรวม ๆ กันไปคราวละหลายสิบคน ตามปกติการสอนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีดำเนินทำนองนั้น ครูมักจะบรรเลงให้ดูก่อนแล้วจึงให้ศิษย์ทำตาม วิธีนี้ใช้ได้ผลดีถ้าสอนเพียงไม่กี่คน แต่ถ้าสอนคราวละหลายสิบคนจะเป็นการเหลือวิสัยที่ครูจะไปนั่งตีให้ดูทีละคน ๆ ดังนั้นครูจึงต้องอาศัยวิธีเขียนโน้ตให้ดูบนกระดานแล้วให้ศิษย์ตีตาม แต่ก็ยังไม่วายเกิดปัญหาอยู่ดี ทั้งนี้เพราะแต่ละคนก็ต่างจิตต่างใจและมีความสามารถไม่เท่าเทียมกัน บางคนอ่านโน้ตแล้วสามารถบรรเลงได้ บางคนไม่ชอบอ่านโน้ต ชอบดูครูบรรเลงให้ดูมากกว่า ดังนั้นการสอนด้วยการเขียนโน้ตจึงได้ผลแต่เพียงบางส่วน
ผมเข้าใจปัญหานี้ดีจึงได้ออกแบบคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยสอนตีขิมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า “วิชชุบอร์ด” เป็นอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้สอนตีขิมได้คราวละหลาย ๆ สิบคน หลักการคือฝังหลอดไฟฟ้าขนาดเล็กไว้บนแผ่นกระดาน โดยเรียงเป็น 3 แถว แถวละ 7 หลอด เหมือนลักษณะของตำแหน่งสายขิมที่จะตี จากนั้นก็ต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน ให้สามารถใช้นิ้วมือควบคุมการปิดเปิดหลอดไฟได้ทีละ 1 หรือ 2 หลอดตามแต่ต้องการ แผงสวิตช์ใช้ระบบ “กดติดปล่อยดับ” คือเมื่อกดนิ้วค้างไว้หลอดไฟจะสว่างตลอด ถ้าปล่อยนิ้วหลอดไฟจึงจะดับ ตัวสวิตช์นั้นมี 21 ตัว และจัดเรียงให้เหมือนกับแผนภูมิของสายขิม ด้วยวิธีนี้ครูเพียงแต่ใช้นิ้วมือกดปุ่มสวิตช์ บังคับให้หลอดไฟเปิดตามตำแหน่งที่ต้องการจะให้ศิษย์ตีสายขิม ศิษย์ทุกคนก็จะสามารถตีตามได้อย่างถูกต้อง เพราะมองเห็นภาพตำแหน่งที่ครูต้องการให้ตีบนสายขิมได้ชัดเจนเหมือนกันหมด
แม้ว่าผมจะเป็นคนออกความคิดในการประดิษฐ์เครื่องวิชชุบอร์ด แต่ถ้าปราศจากความช่วยเหลือของ คุณบัณฑิต เงินวิจิตร ซึ่งเป็นผู้ปกครองของลูกศิษย์ขิมของผมคนหนึ่งแล้ว อุปกรณ์ชิ้นนี้คงไม่สามารถสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้
คุณบันฑิต เงินวิจิตร เป็นวิศวกรและชอบประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ เมื่อทราบว่าผมต้องการสร้างเครื่องมือไฟฟ้าชิ้นหนึ่งเพื่อมาใช้ในการสอนตีขิม จึงได้นำความคิดของผมไปประดิษฐ์เป็นรูปร่างวิชชุบอร์ดขึ้นมาจริง ๆ
วิชชุบอร์ดเครื่องแรกเป็นแผ่นกระดานไวต์บอร์ดที่ติดตั้งอยู่บนขาตั้งกรอบโครงเหล็ก บริเวณด้านขวามือเจาะฝังหลอดไฟไว้ตามแผนภูมิของสายขิม ส่วนบริเวณด้านซ้ายเป็นแผ่นไว้ต์บอร์ด ซึ่งสามารถใช้เขียนโน้ตประกอบได้ แผงสวิตช์นั้นคุณบันฑิต เงินวิจิตร ออกแบบและทำเองทั้งหมด รวมทั้งการถักสายไฟให้ติดกันเป็นแผงเรียบร้อยและยาวออกมาประมาณ 2 เมตร เพื่อให้ผู้ใช้สามารถถือเดินไปมาได้โดยไม่ต้องยืนกดปุ่มอยู่กับที่
วิชชุบอร์ดเครื่องแรก ใช้สอนดนตรีที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ
หลังจากได้เครื่องวิชชุบอร์ดเครื่องแรกแล้ว ผมก็ใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้สอนตีขิมที่ชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ผลเป็นอย่างดียิ่งตลอดมา จนเมื่อผมปรารภกับ คุณบันฑิต เงินวิจิตรว่าน่าจะย่อส่วนเครื่องวิชชุบอร์ดให้มีขนาดเล็กลง โดยทำเป็นกระเป๋าสำหรับหิ้วไปมาได้ จะได้นำติดตัวไปสอนยังที่ต่าง ๆ ได้ด้วย คุณบันฑิตจึงได้สร้างเครื่องวิชชุบอร์ด “เครื่องที่ 2” ขึ้นมาโดยทำเป็นรูปกระเป๋าเดินทางมีฝาปิดเปิดได้ แถมยังมีเครื่องขยายเสียงติดตั้งไว้ภายในด้วย นับว่ามีความสะดวกและได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือคุณบัณฑิต เงินวิจิตรไม่ยอมรับเงินค่าใช้จ่ายในการประดิษฐ์เครื่องวิชชุบอร์ดทั้ง 2 เครื่องจากผม โดยอ้างว่าขอบริจาคให้เป็นสมบัติของชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ปัจจุบันนี้ แม้ว่า คุณบัณฑิต เงินวิจิตร จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลงานและฝีมือของท่านยังคงอำนวยประโยชน์ให้กับงานสอนดนตรีไทยของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตลอดมา
เริ่มใช้คอมพิวเตอร์กับงานสอนดนตรีไทย
เมื่อถึงยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย ผมก็เริ่มติดตามศึกษาหาความรู้ในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยตระเวนไปดูตามร้านที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ คอมพิวเตอร์รุ่นแรก ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมกันในยุคนั้นคือคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Apple ผมลงทุนซื้อมาใช้ 1 เครื่อง โดยใช้สำหรับพิมพ์ต้นฉบับโน้ตดนตรีไทยต่าง ๆ เช่นโน้ตซอด้วง โน้ตซออู้ โน้ตจะเข้ และโน้ตขิม เนื่องจากคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Apple ในยุคนั้นยังไม่มีศักยภาพในงานประเภทกราฟิกและระบบเสียงดนตรีเท่าใดนัก จอภาพก็เป็นเพียงจอสีเขียวซึ่งยังไม่มีความละเอียดมากนัก ระบบเสียงก็เป็นเพียงสัญญาณเสียงแข็ง ๆ ส่วนมากจะเน้นในเรื่องการเล่นเกมง่าย ๆ และการใช้งานในเรื่องพิมพ์เอกสาร การจัดเก็บฐานข้อมูลและงานด้านการคำนวณมากกว่า อย่างไรก็ดีไม่น่าเชื่อว่าเจ้าสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีรูปร่างเป็นกล่องสี่เหลี่ยมนี้จะสามารถปฏิวัติงานพิมพ์ และปลดเปลื้องภาระให้กับเครื่องพิมพ์ดีดได้อย่างแทบจะสิ้นเชิงทีเดียว เพราะใช้งานสะดวกรวดเร็วและได้งานที่มีคุณภาพสูงกว่าเครื่องพิมพ์ดีดมากมายหลายเท่า
ซอฟต์แวร์ที่ผมใช้พิมพ์โน้ตในตอนนั้นชื่อ Magic Windows เป็นซอฟต์แวร์ภาษาอังกฤษ (ตอนนั้นยังไม่มีซอฟต์แวร์ภาษาไทย) สามารถนำมาใช้เขียนโน้ตเพลงไทยได้ เพราะโน้ตที่ผมใช้นั้นเป็นระบบโน้ตตัวเลขจึงสามารถพิมพ์ได้ทันที เพียงแต่ต้องพิมพ์ชื่อเพลงเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น การพิมพ์โน้ตด้วยคอมพิวเตอร์มีความสะดวกรวดเร็วมาก สามารถพิมพ์บันทึกและตรวจแก้ได้ง่าย ๆ ทำให้การรวบรวมจัดพิมพ์ต้นฉบับโน้ตเพลงดำเนินไปได้ด้วยดี แต่การใช้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ในการสอนดนตรีไทยตอนนั้นยังคงเป็นเพียงการพิมพ์บันทึกโน้ตเท่านั้น
กิติยศ สาคริก สาธิตการใช้ซอฟต์แวร์สอนดนตรีไทย
อย่างไรก็ดีการที่ได้มีโอกาสใช้งานคอมพิวเตอร์และได้เรียนรู้ศักยภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรก ๆ มีส่วนช่วยให้ผมเกิดจินตนาการ และมองเห็นลู่ทางในการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการสอนดนตรีไทยในเวลาต่อมา
ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง ก็ได้มีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานกราฟิก โดยต่อเชื่อมกับจอภาพโทรทัศน์ขาวดำหรือโทรทัศน์สีแทนจอภาพ Monitor สีเขียว ๆ รวมทั้งมีการพัฒนาระบบเสียงให้ไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น ทำให้ภาพและเสียงที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์มีความสวยงามและมีระบบเสียงไพเราะน่าฟังขึ้นมาก แต่ที่น่าสนใจก็คือมีการพัฒนาคำสั่งงานในระบบคอมพิวเตอร์ให้ง่ายขึ้น จนผู้ใช้สามารถเขียนโปรแกรมใช้งานหรือสร้างภาพกราฟิกตามจินตนาการของตนเองได้ ภาษาที่นิยมใช้กันในตอนนั้น คือภาษา “เบสิค” (Basic) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้รูปแบบคำเหมือนกับคำศัพท์ในภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ และมีผู้แข่งขันกันผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ออกมาสู่ตลาดมากมายหลายยี่ห้อ ผมได้ลองซื้อมาใช้ศึกษาหาความรู้ดูเครื่องหนึ่ง เป็นเครื่องที่ผลิตจากประเทศอังกฤษยี่ห้อ Zinclair เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นนี้เป็นเครื่องขนาดเล็ก สามารถเขียนคำสั่งงานด้วยภาษา Basic ได้ แต่ต้องต่อเชื่อมเพื่อแสดงภาพทางจอโทรทัศน์ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ Zinclair นี้เองที่ทำให้ผมได้เริ่มเรียนรู้การใช้คำสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยภาษา Basic เป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี อุปกรณ์ Hardware คอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก มีเครื่องที่เรียกว่า Home Computer และเครื่องสำหรับเล่นเกม เช่น Nintendo ซึ่งสามารถแสดงภาพกราฟิกได้ค่อนข้างละเอียดอ่อนสวยงาม และสามารถแสดงเสียงดนตรีได้อย่างไพเราะสมจริงยิ่งขึ้น จึงมีการเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ สำหรับใช้งานขึ้นมากมาย รวมทั้งซอฟต์แวร์เกมด้วย ผมไปเดินดูเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เด็ก ๆ นิยมเล่นเกมกัน และเห็นว่าเกมเหล่านั้นสามารถแสดงภาพกราฟิกได้สวยงามและมีเสียงดนตรีไพเราะ น่าจะนำมาลองเขียนเป็นซอฟต์แวร์สำหรับเรียนดนตรีไทยเช่นการตีขิมบ้าง
ขณะที่กำลังคิดสองจิตสองใจว่าจะซื้อเครื่อง Home Computer ชนิดที่สามารถเขียนโปรแกรมคำสั่งตามจินตนาการของเราเองมาลองเขียนโปรแกรมดูสักเครื่องหนึ่งดีหรือไม่นั้น พอดีมีผู้ขายคอมพิวเตอร์คนหนึ่งเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจคือเขาต้องการแลกเครื่อง Home Computer ชนิดที่ผมต้องการกับเครื่อง Printer เก่าที่ผมมีอยู่ เนื่องจากเขาต้องการให้ผมได้ลองใช้เครื่องรุ่นใหม่เครื่องนั้น และเขาเองก็ต้องการเครื่อง Printer ยี่ห้อที่ผมมีอยู่พอดี บังเอิญตอนนั้นผมกำลังต้องการเปลี่ยนเครื่อง Printer ของผมเป็นรุ่นใหม่ จึงตัดสินใจตกลงแลกเปลี่ยนกับเขา ผู้ที่ขายคอมพิวเตอร์คนนั้นก็คือ คุณยงยศ พรตปกรณ์ ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท “คอมพิวเทค” และยังดำเนินงานขายเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน
เครื่อง Home Computer ที่ผมได้มาตอนนั้นเป็นเครื่องจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้มาตรฐานของ MSX เป็นเครื่องระบบ 8 บิต ซึ่งแสดงผลผ่านทางจอภาพโทรทัศน์สี แต่ต้องบันทึกข้อมูลด้วยระบบเทปคาสเซ็ท ซึ่ง Load และ Save ข้อมูลได้ค่อนข้างช้า ทำให้การเขียนซอฟต์แวร์ไม่ค่อยสะดวกนัก และเกือบจะทำให้ผมเลิกความพยายามที่จะเขียนซอฟต์แวร์สอนตีขิม
แต่จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรือเทวดาท่านช่วยดลบันดาลก็ไม่อาจทราบได้ บังเอิญมีลูกศิษย์ขิมของผมคนหนึ่ง คือคุณพันทิพย์ เฟื่องอารมณ์ ซึ่งตอนนั้นทำงานอยู่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ของการบินไทย ได้ซื้อคอมพิวเตอร์ MSX 8 Bit รุ่น 728 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่มี Disk Drive ขนาด 3 นิ้วครึ่งอยู่ในตัว และสามารถใช้คำสั่งภาษา Basic ของบริษัท Microsoft ได้ มามอบให้ผม 1 เครื่อง ราคาประมาณ 1 หมื่น 6 พันบาท เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าหาวิธีเขียนซอฟต์แวร์สำหรับฝึกเรียนตีขิม เพราะเธอเห็นประโยชน์ในงานที่ผมกำลังทำอยู่ ผมรู้สึกขอบคุณในกุศลเจตนาของเธอ จึงเขียนฉลากปิดไว้ที่ใต้ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์โดยระบุวันเดือนปีและชื่อผู้ซื้อบริจาคไว้ด้วย วันนั้นคือวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2530 เหตุการณ์นี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นอันสำคัญ ซึ่งจะโน้มนำให้เกิดซอฟต์แวร์สำหรับฝึกเรียนตีขิมด้วยคอมพิวเตอร์หรือ “ซอฟต์แวร์พิณผีเสื้อ” ในเวลาต่อมา
กำเนิดซอฟต์แวร์สำหรับฝึกตีขิมบนเครื่อง 8 Bit
ขณะนั้นหลานชาย “กิติยศ สาคริก” กำลังเรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเรียนสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ และมีความสนใจในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมและกิติยศจึงช่วยกันออกแบบเขียนซอฟต์แวร์สำหรับฝึกตีขิมขึ้น โดยผมเป็นคนให้ข้อมูลในเรื่องดนตรี และออกแบบวาดภาพกราฟิกต่าง ๆ ส่วนกิติยศออกแบบและเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Basic
เราใช้เวลาในการเขียนซอฟต์แวร์นานประมาณปีกว่า จึงได้ซอฟต์แวร์สำหรับสอนตีขิมออกมาเป็นตัวแรก โดยให้โปรแกรมสร้างภาพขิมในมุมมองของผู้เรียนขึ้นในจอภาพ และมีจุดกลมเล็ก ๆ 2 จุด คือสีเขียวและสีแดงแทนตำแหน่งของปลายไม้ขิม เมื่อสั่งให้บรรเลง จุดทั้งสองจะเคลื่อนที่ไปตามสายขิมในภาพ พร้อมทั้งมีเสียงดนตรีดังออกมาด้วย แต่เป็นเสียงที่ยังไม่เหมือนเสียงขิมนัก คือเป็นเสียงคล้ายกับ “ระนาดไฟฟ้า” ดังติ๊งต่องติ๊งตองไปตามทำนองเพลงเท่านั้น และเนื่องจากเครื่อง Home Computer ใช้โทรทัศน์เป็นจอภาพ ดังนั้นจึงสามารถบันทึกภาพและเสียงดนตรีจากจอลงไปในแถบวิดีทัศน์ แล้วนำไปเล่นบนเครื่องวิดีโอเทปเพื่อศึกษาวิธีการตีขิมได้ด้วยตนเอง
ซอฟต์แวร์ฝึกตีขิมนี้ทำหน้าที่เหมือนกับการใช้วิชชุบอร์ดแต่ดีกว่า คือผู้เรียนสามารถมองเห็นภาพการบรรเลงขิม และได้ยินเสียงไปพร้อม ๆ กัน และที่ดีที่สุดคือครูไม่จำเป็นต้องยืนกดปุ่มเพื่อแสดงวิธีตีเหมือนการใช้วิชชุบอร์ด แต่สามารถโปรแกรมวิธีตีไว้ล่วงหน้า แล้วให้ศิษย์มาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อดูวิธีตีเอาเอง หรือนำแถบวีดิทัศน์ไปศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน นับว่าเป็นความสำเร็จที่น่าพึงพอใจในระดับหนึ่ง จนมีรายการโทรทัศน์มาขอถ่ายทำการเรียนการสอนดนตรีไทยด้วยระบบคอมพิวเตอร์นี้หลายรายการด้วยกัน อาทิเช่นรายการตามไปดู ชีพจรลงเท้า คนไทยวันนี้ ความรู้คือประทีป โลกล้ำยุค ฯลฯ
อนาคตการเรียนการสอนดนตรีไทยด้วยระบบคอมพิวเตอร์ดูท่าจะสดใสมีชีวิตชีวา และอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้เรียนได้เต็มที่ แต่แล้วจู่ ๆ อนาคตนั้นก็ดับวูบลงเฉย ๆ ด้วยสาเหตุที่ว่าเครื่อง Home Computer ที่สามารถเขียนโปรแกรมได้ด้วยภาษา Basic ในตลาดเมืองไทยไม่เป็นที่นิยมกันนัก เนื่องจากมีราคาแพงกว่าเครื่องที่เด็ก ๆ ใช้เล่นเกมมาก แม้ว่าจะมีซอฟต์แวร์สำหรับเรียนดนตรีไทยที่ผมและกิติยศช่วยกันเขียนขึ้นมา เช่นโปรแกรมสอนตีขิม สอนตีระนาดเอก สอนตีฆ้อง และสอนซอด้วง ซออู้ แต่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะสามารถ Run ซอฟต์แวร์เหล่านี้ได้ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่กิติยศจบการศึกษา และเข้าทำงานที่บริษัททีวี Thomson Thailand ใหม่ ๆ จึงไม่มีเวลาว่างที่จะมาช่วยเขียนโปรแกรมร่วมกับผมเหมือนแต่ก่อน บวกกับสถานการณ์ของตลาดคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยตอนนั้น ส่วนใหญ่พากันเปลี่ยนไปใช้เครื่อง PC ของระบบ IBM กันหมด มาตรฐานรหัสและภาษาคำสั่งงานของระบบคอมพิวเตอร์ PC นั้น เป็นระบบที่แตกต่างไปจากระบบที่ผมเขียนซอฟต์แวร์โดยสิ้นเชิง ถ้าจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ PC ในการแสดงผลแล้ว จำเป็นต้องเริ่มต้นเขียนซอฟต์แวร์กันใหม่ทั้งหมด นอกจากนั้นระบบเครื่อง PC ในตอนนั้นยังไม่มีศักยภาพในการแสดงผลทางกราฟิกและเสียงดนตรีได้ดีเท่ากับเครื่อง Home Computer เพราะเน้นการทำงานในเชิงธุรกิจมากกว่างานทางด้านกราฟิกและเสียงดนตรี จึงเป็นอันว่างานค้นคว้าและเขียนซอฟต์แวร์ดนตรีไทยของผมจำเป็นต้องสะดุดหยุดลงแต่เพียงแค่นั้น
เมื่อคอมพิวเตอร์เข้าสู่ยุค Windows
การเขียนซอฟต์แวร์ฝึกเรียนตีขิมของผมชะงักงันต่อเนื่องกันยาวนานหลายปี จนกระทั่งถึงยุคที่คอมพิวเตอร์ PC ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้าน Hardware และ Software ให้มีศักยภาพในการแสดงผลทางด้านกราฟิกได้ดีขึ้นโดยราคาถูกลง พร้อมกันนั้นได้เกิดปรากฏการณ์อันสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์” ของวงการซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ที่ทำให้คนธรรมดาทั่วไปซึ่งไม่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการกระดิกเพียงปลายนิ้วมือเท่านั้น ซอฟต์แวร์ที่น่ามหัศจรรย์นั้นก็คือ “Microsoft Windows” หรือที่นิยมเรียกกันย่อ ๆ ว่า “Windows” นั่นเอง
Windows เป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นการใช้งานทางด้านกราฟิก ภาพในโปรแกรมมีความละเอียดสูงและมีสีสันสวยงาม การใช้งานก็ง่าย ๆ โดยมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เม้าส์” (Mouse) ซึ่งสามารถใช้มือบังคับเลื่อนไปมาเพื่อเลื่อนตัวชี้ในจอภาพไปเลือกกดคำสั่งที่ต้องการ นอกจากนั้นยังใช้วิธีนำเสนอบนภาพด้วยระบบ “กรอบคำสั่ง” หรือ “หน้าต่าง” ที่สามารถยืดหด เปิดปิดหรือทับซ้อนกันได้อีกมากมายหลายกรอบ ทำให้สามารถตรวจสอบและทำงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กันได้อย่างสะดวกง่ายดาย จึงเรียกว่า Windows ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเสมือนหน้าต่างวิเศษที่ใช้มองการทำงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน
โดยเหตุที่โปรแกรม Windows เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายและมีศักยภาพในการแสดงผลทางด้านกราฟิกพร้อมทั้งเสียงดนตรีได้อย่างสมจริง คนทั่วไปจึงนิยมใช้งานโปรแกรม Windows กันมาก แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ยังรู้จักโปรแกรม Windows เช่นกัน ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่น่าจะเริ่มเขียนซอฟต์แวร์ฝึกเรียนตีขิมใหม่ โดยให้ทำงานร่วมกับระบบโปรแกรม Windows แต่ยังมีปัญหาสำคัญประการหนึ่งซึ่งขัดขวางอยู่ ปัญหานั้นก็คือทั้งผมและกิติยศยังไม่มีความรู้พอที่จะเขียนซอฟต์แวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ PC หรือระบบของ Windows จึงจำเป็นต้องหาโปรแกรมเมอร์สักคนหนึ่งมาช่วยในงานนี้
ผมเคยลองไปพูดคุยกับโปรแกรมเมอร์ที่ประจำอยู่ตามร้านขายเครื่องคอมพิวเตอร์หลายคน แต่ไม่มีใครสนใจจะเขียนซอฟต์แวร์ทางด้านดนตรีไทย เพราะมองว่าตลาดทางด้านนี้แคบ ส่วนใหญ่ชอบเขียนซอฟต์แวร์เกมหรือซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานด้านต่าง ๆ เนื่องจากขายได้ดีกว่า ผมจึงได้คิดว่ามุมมองของคนเรานั้นแตกต่างกัน โปรแกรมเมอร์เหล่านั้นมองเฉพาะในแง่ธุรกิจและผลประโยชน์ก่อน ส่วนพวกเราซึ่งเป็นนักดนตรีไทยมองในด้านการรักษาวัฒนธรรมก่อน และเนื่องจากการเขียนซอฟต์แวร์ดนตรีไทยเป็นงานทางด้านอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งหวังผลในเรื่องการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้แพร่หลายออกไป มากกว่าที่จะหวังผลในเรื่องกำไร จึงดูเหมือนว่าความหวังของผมในการที่จะเขียนซอฟต์แวร์สำหรับฝึกเรียนดนตรีไทยในระบบคอมพิวเตอร์ PC และระบบโปรแกรม Windows คงไม่สำเร็จสมดังหวังเสียแล้ว
พบโปรแกรมเมอร์มือดี จึงเกิดซอฟต์แวร์ “ประดิษฐไพเราะ”
ซอฟต์แวร์ประดิษฐไพเราะ
อย่างไรก็ดีกิติยศก็รับปากว่าจะลองเริ่มต้นเขียนซอฟต์แวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ PC ดูใหม่ โดยเริ่มงานเขียนโปรแกรมสำหรับฝึกเรียนสีซอก่อน เนื่องจากเป็นโปรแกรมซึ่งไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก เนื่องจากโน้ตดนตรีไทยที่ผมใช้นั้นเป็นโน้ตตัวเลข 1 ถึง 9 ซึ่งตรงกับตัวเลขบนคีย์บอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์พอดี ระบบโน้ตเลข 9 ตัวนี้คิดโดย ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และใช้สอนสืบต่อกันมานานแล้ว โน้ตขิมที่ผมคิดประดิษฐ์เป็นเลข 7 ตัวก็ดัดแปลงมาจากโน้ตระบบเลข 9 ตัวนี้เช่นเดียวกัน
กิติยศเริ่มเขียนซอฟต์แวร์ไปได้ไม่นานนัก ก็โทรศัพท์มาบอกข่าวดีกับผมว่าเขาหา “โปรแกรมเมอร์” มาช่วยเขียนซอฟต์แวร์ได้แล้ว พร้อมกับส่งไฟล์ตัวอย่างมาให้ดูทาง Modem ผมลอง RUN ดูแล้วรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก ที่เห็นภาพตัวโน้ตพร้อมทั้งเสียงดนตรีปรากฏออกมาจากจอภาพคอมพิวเตอร์ PC เหมือนอย่างที่จินตนาการเอาไว้ แม้ว่าจะยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์นักก็ตาม ผมถามกิติยศว่าไปติดต่อโปรแกรมเมอร์จากที่ไหนและเขาคิดค่าเขียนซอฟต์แวร์แพงหรือเปล่า คำตอบของกิติยศทำให้ผมรู้สึกแปลกใจในความบังเอิญที่มาประจวบเหมาะกันพอดี คือโปรแกรมเมอร์ที่มาช่วยเขียนซอฟต์แวร์โน้ตซอด้วงซออู้ให้นั้นเป็นวิศวกรซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกับกิติยศนั่นเอง โดยมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าของกิติยศ และทำงานอยู่โต๊ะใกล้ ๆ กัน
โปรแกรมเมอร์ท่านนี้ก็คือ คุณสิทธิศักดิ์ เสกอมรเลิศสกุล เรียนจบมาทางด้านวิศวะอิเล็กทรอนิกส์แต่ศึกษาคอมพิวเตอร์เป็นงาอดิเรก
ทีมงานผู้ผลิตซอฟต์แวร์ดนตรีไทย จากซ้าย สิทธิศักดิ์ เสกอมรเลิศสกุล ผู้เขียน และกิติยศ สาคริก
กิติยศเล่าถึงสาเหตุที่คุณสิทธิศักดิ์ได้เข้ามาช่วยเขียนซอฟต์แวร์ให้ดังนี้ คือเมื่อกิติยศรับปากว่าจะไปช่วยเขียนซอฟต์แวร์บนเครื่อง PC ให้ผมนั้น กิติยศใช้เวลาว่างตอนกลางวันในที่ทำงาน นั่งทำงานเขียนโปรแกรมอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ คุณสิทธิศักดิ์สังเกตเห็น จึงถามกิติยศว่าเขียนซอฟต์แวร์อะไร กิติยศก็เล่าให้ฟัง คุณสิทธิศักดิ์นั้นเป็นผู้ที่สนใจและชอบเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว จึงลงมือช่วยเขียนให้พอเป็นตัวอย่างดังที่กิติยศส่งมาให้ผมดู ผมจึงบอกให้กิติยศเชิญคุณสิทธิศักดิ์มาพบผมที่บ้าน เราจึงได้มีโอกาสรู้จักกัน ผมได้บอกเล่าความประสงค์ของผม ในการที่จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอนดนตรีไทย เพื่อให้มีความสะดวกสบายและมีความน่าสนใจมากขึ้น เป็นการช่วยอนุรักษ์และพัฒนาศิลปการดนตรีไทยให้ธำรงคงอยู่สืบไป
คุณสิทธิศักดิ์นั่งฟังผมเงียบ ๆ จนจบ แล้วจึงบอกว่ายินดีจะช่วยทำงานนี้ให้บรรลุผลตามที่ผมต้องการ โดยไม่รับค่าจ้างเขียนซอฟต์แวร์แต่อย่างใดทั้งสิ้น
คุณสิทธิศักดิ์เล่าว่าตนเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องดนตรีไทย และไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ทำงานอยู่ที่บริษัททอมสันไทยแลนด์จำกัด และต้องเดินทางไปร่วมประชุมกับตัวแทนบริษัททอมสันจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในการประชุมครั้งนั้นมีงานเลื้ยง ซึ่งผู้แทนจากทุกทวีปจะต้องร่วมกันแสดงศิลปวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มของตนให้แก่ตัวแทนในทวีปอื่น ๆ ชม คุณสิทธิศักดิ์อยู่ในกลุ่มของตัวแทนบริษัททอมสันในประเทศในเซ้าอีสท์เอเซีย ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศในย่านนั้น เช่นฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปิน สิงคโปร์ และไทย จึงต้องปรึกษาหารือกันว่าจะจัดแสดงศิลปของชาติใดดี เพราะต้องเป็นศิลปะการแสดงที่ทุกคนในกลุ่มสามารถแสดงร่วมกันได้ด้วย
ที่ประชุมปรึกษากันแล้วในที่สุดตกลงให้แสดงรำวงแบบไทย เพราะสมาชิกทุกคนในกลุ่มรู้จักดี และสามารถรำกันได้ทุกคน จึงเป็นอันว่ากลุ่มตัวแทนจากประเทศในเซ้าอีสท์เอเซียเสนอการแสดงรำวงของประเทศไทย ปรากฏว่าได้รับความสนใจและความชื่นชมจากสมาชิกในทวีปอื่น ๆ เป็นอย่างมาก
คุณสิทธิศักดิ์เล่าว่าตอนนั้นเพิ่งรู้สึกภาคภูมิ และตระหนักในความงดงามและความไพเราะของดนตรีไทย จึงตั้งใจที่จะช่วยเขียนซอฟต์แวร์ดนตรีไทยให้แก่ผมโดยไม่คิดค่าตอบแทนแต่อย่างใดทั้งสิ้น
หลังจากนั้นตัวผมเอง คุณสิทธิศักดิ์ และกิติยศ จึงร่วมมือกันเป็นทีมงานที่เขียนซอฟต์แวร์ดนตรีไทยตัวแรกออกมาจนเป็นผลสำเร็จ คือซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า “ประดิษฐไพเราะ” (ตั้งตามชื่อของ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ศร ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นผู้คิดโน้ตระบบเลข 9 ตัว)
ซอฟต์แวร์ประดิษฐไพเราะเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถแสดงภาพตัวโน้ตพร้อมทั้งเสียงดนตรีและเสียงฉิ่งให้ปรากฏบนจอภาพได้อย่างสวยงามและไพเราะสมจริง ทั้งยังสามารถเขียนบันทึกทำนองเพลงได้ง่าย ๆ คือพิมพ์ตัวโน้ตด้วยโปรแกรม CU-Writer แล้วบันทึกไว้ในไฟล์โดยใช้สกุล *.NIN โปรแกรมประดิษฐไพเราะจะอ่านข้อมูลเพลงนั้นแล้วแสดงเป็นภาพตัวโน้ตกราฟิกและเสียงดนตรีทันที
โปรแกรมประดิษฐไพเราะ
โปรแกรมประดิษฐไพเราะเป็นโปรแกรมที่ทำงานในระบบ DOS แต่ออกแบบให้มีวิธีใช้งานในระบบ Pulldown Menu จึงทำให้ใช้ง่ายและเป็นที่นิยมกันทั่วไป ผู้ที่เรียนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด เครื่องสี และเครื่องเป่า สามารถนำไปใช้เรียนได้ทันที แต่สำหรับผู้ที่เรียนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี เช่นขิม ระนาด และ ฆ้อง คงต้องใช้จินตนาการมากสักหน่อย เพราะโน้ตแบบนี้ไม่ได้แสดงวิธีใช้มือซ้าย-ขวาให้เห็น คงมีเฉพาะตัวโน้ตและเสียงดนตรีเท่านั้น
เริ่มรู้จักโปรแกรม Windows
ในระยะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ PC พัฒนามาจนถึงรุ่น 386 นั้น โปรแกรม Windows ก็เริ่มปรากฏโฉมออกมาสู่ท้องตลาดเกือบจะพร้อม ๆ กัน โปรแกรม Windows เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายและมีภาพกราฟิกสีสันสวยงาม จึงกลายเป็นโปรแกรมยอดฮิตของคนทั่วไป ใคร ๆ ก็พากันใช้แต่โปรแกรม Windows ยอดขายคอมพิวเตอร์ PC จึงพรวดพราดขึ้นสูงจนแทบจะผลิตไม่ทันขาย เมื่อผู้ผลิตขายได้จำนวนมาก ก็สามารถลดราคาจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ต่ำลง ซึ่งก็มีผลทำให้มีผู้ซื้อหาไปใช้กันมากยิ่งขึ้นไปอีก และโน้มนำให้มีการเขียนซอฟต์แวร์ที่ใช้งานในระบบ Windows ออกมามากขึ้น
ผมเองได้มีโอกาสสัมผัสกับการทำงานของระบบโปรแกรม Windows ด้วยเหตุบังเอิญอีกเช่นกัน คือมีเพื่อนของหลานชายผมคนหนึ่งชื่อ ณัฐชัย บุณยะประภัศร เขาต้องการจะขายเครื่องคอมพิวเตอร์ PC รุ่น 386 ที่มีโปรแกรม Windows ติดตั้งอยู่ ในราคาค่อนข้างถูก เพื่อเปลี่ยนไปซื้อเครื่องรุ่น 486 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่มีความเร็วสูงกว่า จึงมาเสนอขายผม แต่ตอนนั้นผมไม่ค่อยสนใจเพราะเห็นว่าเครื่อง PC นั้นออกแบบมาในด้านการทำงานเชิงธุรกิจ ไม่ได้เน้นการแสดงผลทางด้านกราฟิกและผมยังไม่รู้จักโปรแกรม Windows เพียงแต่เคยได้ยินเขาพูดกันเท่านั้น จึงนึกว่าคงจะเหมือนกับเครื่องรุ่น 286 ซึ่งเป็นจอภาพสีเขียว ๆ ที่ใช้ทำงานบัญชีหรืองานทางด้านฐานข้อมูลเท่านั้น ณัฐชัยจึงยกเครื่องคอมพิวเตอร์ 386 ของเขามาให้ผมทดลองใช้ดูก่อนหากพอใจค่อยซื้อ ผมจึงมีโอกาสได้ลองเล่นโปรแกรม Windows เป็นครั้งแรก
เมื่อทดลองเล่นไปได้สักพักหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจและประทับใจในความสามารถของโปรแกรม Windows เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโปรแกรม Paint Brush ซึ่งเป็นโปรแกรมหนึ่งในหลาย ๆ โปรแกรมของระบบ Windows เพราะเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เราสร้างภาพกราฟิกสวย ๆ ตามจินตนาการของเราได้อย่างง่าย ๆ
ผมลองวาดภาพอะไรต่ออะไรดูหลายภาพรวมทั้งภาพขิม ซึ่งก็ดูสวยงามพอใช้ได้ ผมมองไปมองมา ทันทีนั้นก็รู้สึกแว่บขึ้นมาในใจว่าถ้าหากเราวาดภาพขิมในมุมมองของผู้บรรเลงให้ค่อนข้างสมจริง แล้วเขียนคำสั่งโปรแกรมสักชุดหนึ่ง ซึ่งบังคับให้มีจุด 2 จุดเคลื่อนไหวไปตามสายขิมในภาพ พร้อมทั้งมีเสียงดนตรีประกอบเหมือนอย่างที่เคยเขียนไว้ในเครื่องโฮมคอมพิวเตอร์ 8 Bit ก็จะสามารถนำมาใช้สอนตีขิมได้อย่างสะดวกสบาย เพราะภาพในระบบโปรแกรม Windows นั้นมีความละเอียดสูงจึงได้ภาพที่คมชัดสวยงาม และที่สำคัญคือมีผู้นิยมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ PC แบบนี้กันมากมายทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องขาดเครื่องที่จะ Run โปรแกรมขิมเหมือนเช่นที่เคยเกิดมาแล้วกับเครื่อง 8 Bit
กำเนิดพิณผีเสื้อ
ผมไม่ได้ซื้อเครื่องรุ่น 386 ของณัฐชัย แต่ตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องรุ่นใหม่ในขณะนั้น คือรุ่น 486 SX มาชุดหนึ่ง พร้อมกับโปรแกรม Windows แล้วลงมือศึกษาอย่างจริงจังกับกิติยศ จนกระทั่งได้พบกับคุณสิทธิศักดิ์ดังที่ได้เล่าไปแล้ว ผมได้ให้ข้อมูลคุณสิทธิศักดิ์และกิติยศในเรื่องระบบโน้ตขิมที่ผมคิดประดิษฐ์ขึ้น รวมทั้งข้อมูลในการตีขิมทั้งหมด เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบเขียนซอฟต์แวร์สำหรับฝึกเรียนตีขิมบนโปรแกรม Windows ให้ได้ผลสมจริงมากที่สุด
ทีมงานของเราช่วยกันเขียนซอฟต์แวร์ฝึกตีขิมนี้ประมาณ 1 ปี จึงสำเร็จเป็นรูปธรรมออกมาสมดังจินตนาการของผมที่เคยฝันเอาไว้เป็นเวลานานมาแล้ว เราตกลงตั้งชื่อซอฟต์แวร์ฝึกตีขิมบนโปรแกรม Windows นี้ว่า “พิณผีเสื้อ” ซึ่งแปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Butterfly Harp” โดยผมได้ออกแบบและวาดภาพประกอบทุกภาพในโปรแกรมนี้ด้วยตนเองทั้งหมด รวมทั้งเป็นผู้บันทึกทำนองเพลงขิมจำนวน 30 เพลง
ซอฟต์แวร์การเรียนขิมสาย พิณผีเสื้อ
เมนูการเขียนคำสั่งของซอฟต์แวร์พิณผีเสื้อ
จากผลของความพยายามติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะผลิต “สื่อที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสักอย่างหนึ่ง” มาใช้ในการเรียนสอนดนตรีไทย แม้ว่าตลอดระยะเวลาอันยาวนานนั้นผมจะได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ตลอดจน กำลังทรัพย์ ไปมากมาย ก็นับว่าได้ผลคุ้มค่าเพราะสามารถผลิตสื่อดังกล่าวนั้นได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะอุปมาก็เหมือนกับการพายเรือวกเวียนมาตามลำคลองเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยว ยอกย้อน และยาวไกล จนกระทั่งมาถึงปากอ่าวแลเห็นท้องทะเลกว้างอยู่รำไรแล้ว ต่อไปนี้การเดินเรือก็คงจะสะดวกราบรื่นยิ่งขึ้น เพราะได้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มาแล้ว นั่นหมายถึงเราสามารถจะผลิตซอฟต์แวร์ดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ ออกมาได้จนครบทุกประเภท เพื่อให้การเรียนการสอนดนตรีไทยแพร่หลายกว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น นับเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยรักษาศิลปะการดนตรีไทยให้ดำรงคงอยู่สืบไปชั่วกาลนาน สมดังที่คุณตาของผมคือท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และคุณป้าของผมคือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ได้ตั้งเจตนารมณ์และฝากฝังเรื่องนี้ไว้กับบรรดาลูกหลานและศิษย์ทุกคนของท่าน
อ่านหนังสือ...ฟังหนังสือ
“อาตั๊ก” ชอบอ่านหนังสือหลายประเภท เช่นนิยายกำลังภายใน นิยายอวกาศ “สตาร์เทรค” เรื่องลี้ลับ มนุษย์ต่างดาว มายากล พระ ธรรมะ เป็นต้น
ในช่วงหนึ่ง “อาตั๊ก” จะใช้เวลาเล่าเรื่องต่าง ๆ จากหนังสือหรือประสบการณ์ที่สะสมมา บันทึกลงเทปคาสเซ็ตเป็นชุด ๆ เช่นเดินทางไกลกับไซอิ๋ว หลวงพ่อฟ้าเลื่อม นครลับแล การเรียนธรรมะด้วยภาพ (23 ตลับ) ทฤษฎีภายในดนตรีไทย (10 ตลับ) แต่ละเรื่องมีความยาวหลายชั่วโมงมีผู้สนใจขอยืมไปฟังจำนวนมาก รวมถึงได้บันทึกเสียงบรรยายเผยแพร่ทางศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ในรายการ “เบญจรสดนตรีไทย” และทางวิทยุจุฬาฯ เรื่อง “อุปมาอุปไมยในธรรมะ” รวม 26 ครั้ง อีกด้วย
ปกหนังสือ 108 อุปมา-อุปไมย เล่ม 1 เขียนโดย ชนก สาคริก
บันทึกช่วยจำ
“อาตั๊ก” ชอบตีปิงปอง แทงสนุกเกอร์ (โต๊ะเล็ก) ลูกศิษย์ในช่วงเวลาหนึ่งจะเป็นคู่ต่อกรอยู่เสมอ
“อาตั๊ก” ชอบดูโทรทัศน์ ภาพยนตร์ มากกว่าการบรรเลงดนตรีหรือคอนเสิร์ต ที่โปรดปรานคือ แนวสอบสวน ลึกลับ สงคราม แฟนตาซี มนุษย์ต่างดาว ถ้าเป็นกีฬาก็จะชอบดูการแข่งขันสนุกเกอร์
“อาตั๊ก” ชอบเล่นหมากรุก ศึกษาอย่างจริงจัง มีตำราหมากกลแบบต่าง ๆ ฝึกฝนแข่งกับคอมพิวเตอร์ และได้แนะนำให้ ครูเสนาะ หลวงสุนทร (ศิลปินแห่งชาติ) ศิษย์ระนาดท่านครูได้ทดลองเล่นด้วย
“อาตั๊ก” จะบูชาพระเครื่องคล้องคอเป็นประจำ ทั้งพระนางพญา 25 พุทธศตวรรษ ที่มิเคยขาดคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ รุ่น 1 ที่ได้รับจาก “หลวงพ่อสด” มากับมือ
“อาตั๊ก” มีรถยนต์ซูบารุสีเหลืองคันเล็กจิ๋ว ใช้ขับไปทำงานที่ “ไฟฟ้าวัดเลียบ” จนกระทั่งมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนจึงไม่ขับรถอีก
“อาตั๊ก” ชอบทำอาหาร มีอุปกรณ์ทำครัวอยู่ในห้องส่วนตัวครบครัน ที่อร่อยมาก ๆ เช่นสตูถั่ว หูฉลามเทียม สุกี้ญี่ปุ่น เป็นต้น
“อาตั๊ก” มีร้านอาหารประจำหลายร้าน เช่นพงหลี มิ่งหลี หยาดฟ้าภัตตาคาร ไล้กี่ แชงกรีลา มะยอดผัก โจ๊กบุญรวม เกาเหลานายอ้วน (ราชวัตร) เป็นต้น โดยเฉพาะที่ร้านนายอ้วน “อาตั๊ก” จะขอซื้อเฉพาะน้ำซุปกลับมาทำสตูอยู่เป็นประจำ
พ.ศ. 2512 “อาตั๊ก” ตั้งชื่อเล่นให้หลานชาย ด.ช.อัษฎาวุธ สาคริก อีกชื่อหนึ่งว่า “กิมโกย ตุ๊กลิบ” แปลว่า “ไก่ทองยืนขาเดียว” อันเป็นท่ามวยในนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่ง
ร้านตัดผมประจำของ “อาตั๊ก” ชื่อร้าน “สิโรตม์” อยู่แถวราชวัตร ใกล้ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อบิ๊กสุ ร้านนี้เป็นที่พบปะของนายทหารระดับสูงมากมาย เช่นจอมพลประภาส จารุเสถียร เคยเป็นเซฟเฮาส์ในช่วงการปฏิวัติ ผู้ชายครอบครัว “สาคริก” จากบ้านบางซื่อ ตัดผมที่นี่ทุกคน
“อาตั๊ก” จะมีร้านประจำที่ไปซื้อของเล่น และอุปกรณ์มายากลอยู่ 2 ร้าน คือที่สะพานเหล็ก และ เซ็นทรัลสีลม และมักจะชอบซื้อหนังสือมายากลของ ไฉน แสงทองสุข มาศึกษา
ในห้องนอนของอาตั๊กมักจะมีเครื่องดนตรีอยู่ 2 ชิ้น คือ ซอด้วงคันเล็ก ๆ และขิมจิ๋ว เพื่อไว้ท่องทวนเพลงเวลาแต่งหรือบันทึกโน้ต
เวลาออกงาน ไปประชุมหรือควบคุมวงดนตรีไปแสดงนอกสถานที่ “อาตั๊ก” จะชอบใส่เสื้อซาฟารี ตัวเก่งเสมอ เพราะมีกระเป๋าเยอะ สามารถใส่อุปกรณ์ที่อาตั๊กชอบติดตัวได้จำนวนมาก เช่นกระเป๋าสตางค์ ที่เทียบขิม ไฟฉาย อุปกรณ์เล่นกล และอื่น ๆ ภายหลังมีกระเป๋าสะพายเล็ก ๆ เพิ่มเติมอีกหนึ่งใบ
ก่อนที่จะเป็นมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ พื้นที่ของ “บ้านบางซื่อ” ตรงนี้เคยเป็นร้านอาหารชื่อ “โชติรส” ในช่วงเวลาบ่ายหรือเสาร์อาทิตย์ที่ไม่มีลูกค้า “อาตั๊ก” จะใช้พื้นที่นี้สอนดนตรีไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
“อาตั๊ก” เรียบเรียงเพลงเขมรไทรโยคเพื่อบรรเลงในงาน “100 ปี เขมรไทรโยค” ณ โรงละครแห่งชาติ (พ.ศ. 2531) โดยมีการบรรเลงขิมสายหมู่ร่วมกับวงกู่เจิง โดยผู้บรรเลงขิม 1 คน จะบรรเลงขิม 2 ตัว ในงานนี้ได้ มีการออกแบบเครื่องแบบของวงชมรมฯ และใช้เป็นครั้งแรก
“ล่องน่าน” อัลบั้มที่ 4 ของวงภุมริน (พ.ศ. 2533) ในความควบคุมของ “อาตั๊ก” ได้เปิดพื้นที่ให้ศิลปินหนุ่ม “นิค” ชัยภัค ภัทรจินดา นำเสนอเพลงไทยประสมเครื่องดนตรีไฟฟ้าในเพลงเต่าเห่ อยู่ในอัลบั้มของวงภุมริน ก่อนที่ ชัยภัค จะเรียบเรียงเพลงไทยร่วมสมัยออกจำหน่ายในอัลบั้มชื่อ “เบญจรงค์” ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
“อาตั๊ก” มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจัดประกวดดนตรีไทยเพื่อความมั่นคง ต่อเนื่องมายัง การประกวดดนตรีไทยศรทอง โดยจะอยู่เบื้องหลังในการทำทะเบียน ทำคะแนน “อาตั๊ก” ได้คิดค้นการให้คะแนนของคณะกรรมการขึ้นใหม่ เรียกว่าระบบ “ความคิดเห็น” ซึ่งกลายเป็นระบบการให้คะแนนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการประกวดดนตรีไทยในปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2524 ทายาท ศิษย์ของ “ท่านครูฯ” และกรมศิลปากร ได้ร่วมกันจัดงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ 100 ปี หลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ขึ้น พร้อมการก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ “อาตั๊ก” ได้เริ่มต้นการสร้าง “ชมรมดนตรีไทยฯ” เพื่อบริหารจัดการการเรียนการสอนดนตรี และได้สอนดนตรีมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี
“อาตั๊ก” จัดทำการสอบเกรดดนตรีไทย ให้สมาชิกชมรมฯ ได้ทดสอบความสามารถ มีการสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงการกิจกรรมทดสอบความสามารถที่ใช้ชื่อว่า “แววดนตรี” (พ.ศ. 2542)
“เก๋” คมกริช สาคริก หลานชาย เปิดโรงเรียนดนตรีที่ซอยทองหล่อ สุขุมวิท “อาตั๊ก” เดินทางโดยรถไฟฟ้าไปสอนให้มิเคยขาดต่อเนื่องหลายปี
“อาตั๊ก” ชอบนั่งรถไฟฟ้า กิจวัตรประจำวันยามว่างคือการเดินทางคนเดียว ไปชอปปิ้งซื้อของอร่อยที่ สยามพารากอน
“อาตั๊ก” มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการทางวิชาการดนตรีมากมาย โดยเฉพาะของทบวงมหาวิทยาลัย ที่มีภารกิจจัดทำเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพดนตรีไทยและรหัสทะเบียนเพลงไทยต่อเนื่องมาหลายสิบปี รวมถึงราชบัณฑิตยสภาที่ตีพิมพ์เผยแพร่สารานุกรมด้านดนตรีอีกหลายเล่ม
ปี พ.ศ. 2544 “อาตั๊ก” จัดทำรายการโทรทัศน์ชื่อรายการ ”บัญชรดนตรี” เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 โดย “อาตั๊ก” เป็นผู้เขียนสคริปต์ กำกับ บรรยาย สาธิต จัดนักดนตรีด้วยตนเอง
ในช่วงเวลาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต สื่อทางโทรทัศน์ทุกช่องได้เลือกเพลงเพื่อเปิดในช่วงเวลาสำคัญต่อเนื่อง เพลงนั้นคือ โหมโรงปฐมดุสิต ของวงภุมริน ในความควบคุมของ “อาตั๊ก”
ปี พ.ศ. 2569 หลังจากที่ “อาตั๊ก” พักผ่อนนิรันดร์ เริ่มภารกิจสำรวจ รวบรวมผลงานของ “อาตั๊ก” ที่เก็บกระจายอยู่ในฮาร์ดดิสก์หลายก้อน เพื่อจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล “อ.ชนก สาคริก” พบไฟล์งานต่าง ๆ ที่ “อาตั๊ก” เซฟไว้ มีมากกว่า 3 แสนไฟล์
คำสุดท้ายที่ “อาตั๊ก” กล่าวไว้คือ “ฝากชมรมฯ ด้วยนะ”
ครับอาตั๊ก เอ้ “กิมโกย ตุ๊กลิ๊บ” อัษฎาวุธ สาคริก 9 มิ.ย. 2569