ถึงครูตั๊ก
หนูเจอคุณครูครั้งแรกตอนอนุบาล โดยที่จำความไม่ได้ เพราะโดนบังคับให้ไปเรียนขิมที่ชมรมของธนาคารออมสิน ในตอนนั้นหนูยังไม่รู้จักตัวเลขเลย จบที่ร้องไห้และไม่ขอตีขิมอีกตลอดชีวิต

ต่อมาตอนป.2 อยู่ ๆ หนูก็อยากเล่นดนตรีไทยขึ้นมา คุณแม่เลยให้ไปลองเรียนที่ชมรมของธนาคารออมสิน โดยหนูขอคุณครูตั๊กเรียน “ฉิ่ง” แต่คุณครูบอกว่าจะตีฉิ่งได้ต้องรู้เพลง สุดท้ายก็ต้องเรียนเพลงจากขิม หลังจากนั้นก็ได้ไปเรียนที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ไปดูดีดเรือนบรรเลง ไปงานเลี้ยงปีใหม่ ได้ของขวัญที่ 1 เป็นเฮลิคอปเตอร์จากคุณครู
และสิ่งที่เปลี่ยนที่เปลี่ยนความสามารถหนูคือการประกวดดนตรีไทยศรทอง ทั้งที่หนูเป็นเด็กใหม่ แต่ก็อยากลองดู คุณครูก็ไม่ลดละ ฝึกฝน ทำให้หนูเข้ารอบ และได้กินข้าวผัดกะเพราปลาหมึกทุกเย็น ในรอบชิงชนะเลิศหนูไม่สบาย แต่หนูก็ขอครูมาซ้อม คุณครูบอกว่า “เลือดนักสู้คนสุพรรณ” ในตอนประกวดนั้นหนูได้ลำดับที่ 11 คุณครูบอกว่า “เป็นหัวสุนัขก็ดีกว่าหางเสือ”
ช่วงเย็นในตอนประถม ก็จะไปช่วยคุณครูสอนที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่พอขึ้นมัธยม หนูก็ไม่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนอีกเลย นอกจากแวะไปเล่นดนตรีที่ธนาคารออมสิน คุณครูมักจะพูดว่า “เจอกันเมื่อชาติต้องการ”
พอหนูเรียนปริญญาโท ได้ฝันว่าครูตั๊กตามหนูกลับมา คุณครูบอกว่า “มาช่วยครูขับเรือหน่อย” หนูก็มีจังหวะกลับไปเรียน กลับไปช่วยคุณครูแบบเหมาะเจาะ เพราะทำงานวิจัยเสร็จเกือบหมดแล้ว คงเป็นชะตาฟ้าลิขิตแบบที่คุณครูชอบพูด คุณครูตั๊กตัวจริง จึงขอสัมภาษณ์ว่าทำไมถึงกลับมา พอหนูเล่าเรื่องความฝัน คุณครูก็บอก “ไม่ใช่ครูนะ คงเป็นครูบาอาจารย์”
หลังจากนั้นหนูก็สอบเข้าธนาคารออมสิน ยิ่งมีโอกาสได้ดูแลช่วยเหลือตอบแทนคุณครู
คุณครูจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้สอนเด็ก ๆ ตอนนี้ถึงคราที่คุณครูจะพักและให้พวกหนูได้ช่วยคุณครูสืบสานดนตรีไทยต่อไป หนูขอเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงที่ช่วยให้ดนตรีไทย และสิ่งที่คุณครูสร้างมาได้สืบสานต่อยอดต่อไป
ขอให้คุณครูช่วยเป็นกำลังใจและเป็นแสงสว่างที่ปกป้องคุ้มครองพวกเราด้วยนะคะ
ครูตั๊ก
ครูผู้สร้างวิชา
ครูผู้สร้างคน
ครูผู้ประดิษฐ์
ครูผู้ประพันธ์
ครูนักปรัชญา
คุณครูไม่หายไปไหน คุณครูและวิชาคุณครูจะอยู่ในตัวศิษย์และถูกสืบสานต่อไป ไม่สูญหาย
รักและเคารพ
ปฐมาภรณ์ พุฒซ้อน (น้ำฝน)
ลูกศิษย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 (ช่วงประถมศึกษาปีที่ 2)
วันที่เขียนบทความ 11 เม.ย. 2569
