แด่... ครูตั๊ก (อาจารย์ชนก สาคริก) ผู้เป็นที่รักและเคารพ ด้วยความระลึกถึงและอาลัยยิ่ง

ความทรงจำแรกของผมเกี่ยวกับ “ครูตั๊ก” (อาจารย์ชนก สาคริก) เริ่มต้นขึ้น ในช่วงปี ราว พ.ศ. 2522​ – 2523 ย้อนกลับไปตอนนั้น รุ่นพี่ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศคือ พี่ชัยพร จิรจิตโกศล (ผู้ล่วงลับ) ได้นำบทเพลง “ญวนรำพึง” มาบรรเลงที่ชมรมดนตรีไทยของโรงเรียน ท่วงทำนองที่แปลกหูและไพเราะจับใจในวันนั้น สร้างความประทับใจให้แก่ผมเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งได้ทราบจากพี่ชัยพรว่า ผู้ที่ประพันธ์ทำนองเพลงนี้ขึ้นมาก็คือ “ครูตั๊ก”

ในเวลานั้นผมยังไม่รู้จักชื่อจริงของครู จนกระทั่งได้มีโอกาสพูดคุยกับ อาจารย์บุญส่ง ธรรมวณิชย์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนดนตรีไทยที่โรงเรียน ผมได้แสดงความจำนงว่าอยากจะต่อเพลงในสายของ คุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งท่านเป็นบิดาของ อาจารย์คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งในช่วงเวลานั้นอาจารย์คุณหญิงชิ้นยังคงเดินทางมาต่อเพลงให้กับเด็กที่โรงเรียนด้วยตัวท่านเองในบางครั้ง อาจารย์บุญส่งจึงได้พาผมไปยังบ้านเลขที่ 47 ถนนเศษฐศิริเป็นครั้งแรก  ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่แห่งนั้นยังคงเปิดเป็นร้านอาหาร ไม่ได้เป็นมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะเช่นในปัจจุบัน ณ บ้านหลังนั้นเองทำให้ผมได้พบกับครูตั๊กเป็นครั้งแรก และได้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อต่อเพลง นับจากวันนั้น ต่อไปผมขอเรียกท่านว่า “ครูตั๊ก” ด้วยความเคารพรักและความคุ้นเคยในการบอกเล่าเรื่องราวถึงความทรงจำในวัยเยาว์ เพลงแรกที่ผมเข้าไปขอต่อจะเข้คือเพลง “อะแซหวุ่นกี้ เถา” ซึ่งครูตั๊กได้มอบหมายให้ศิษย์เอกของท่านคือ พี่สมศรี บรรยายกิจ (ซึ่งในภายหลังคือ อาจารย์ศศิรัตน์ บรรยายกิจ) เป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลงให้แก่ผม

ต่อมาเมื่อมีการประกวดแต่งเพลงไทยรางวัลพิณทองครั้งที่ 1 ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ เป็นคนดีดจะเข้สำรองในวงของอาจารย์คุณหญิงชิ้น ซึ่งท่านได้แต่งเพลง “ฟื้นฟูเพลงไทย เถา” เข้าร่วมประกวด ในขณะเดียวกัน ครูตั๊กเองก็ได้แต่ง เพลง “สุดอาลัย เถา” เพื่อส่งเข้าประกวดในรายการนี้ด้วยเช่นกัน  บรรยากาศในช่วงนั้นเต็มไปด้วยความคึกคักและเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้พบเจอเพื่อนพ้องในวัยไล่เลี่ยกันเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็น “หน่อง” (อาจารย์อานันท์ นาคคง) ซึ่งในตอนนั้นทำหน้าที่ เป็นมือโทน รำมะนา นิก (อาจารย์ชัยภัค ภัทรจินดา) รวมถึงได้พบกับหลาน ๆ ของครูตั๊ก ซึ่งเป็นรุ่นน้องของผม ได้แก่ “เอ้” (อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก) และ “เก๋” (คุณคมกฤช สาคริก) การได้พบปะเพื่อนพ้องต่างสถาบันในบ้านหลังนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันในนาม “วงดนตรีกอไผ่” ในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ผมยังได้รับความเมตตาจากญาติ ๆ ของครูตั๊กอีกหลายท่านที่บ้านหลังนี้ ทั้ง คุณตาพระมหาเทพ ฯ , อาจารย์บรรเลง สาคริก (คุณแม่ของครูตั๊ก) ที่ได้เมตตาต่อเพลงเดี่ยวจะเข้เพลงสำคัญ ๆ ให้แก่ผม รวมถึง ป้าอี๊ด (อาจารย์มาลินี สาคริก) อาติ๊ก (คุณนิคม สาคริก) อาอุ่ย (คุณบังอร สาคริก) พี่เป้า (คุณธัญญารัตน์ สาคริก) และญาติพี่น้องท่านอื่น ๆ ทุกคนความทรงจำเกี่ยวกับบ้านถนนเศรษฐศิริในยุคหลังนั้น อบอวลไปด้วยเสียงดนตรี ในช่วงเช้า ครูตั๊กจะเปิดบ้านสอนดนตรีไทย โดยเน้นการสอนขิมเป็นหลัก มีเครื่องสายอื่น ๆ บ้าง มีเด็ก ๆ มาเรียนกันอย่างเนืองแน่น ผมเองก็มีโอกาสได้เข้าไปช่วยเทียบเสียงขิมให้ครูอยู่ในบางครั้ง พอตกบ่าย หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนการสอน ก็จะเป็นเวลาซ้อมดนตรีกับเพื่อน ๆ และเมื่อครูตั๊กว่างเว้นจากภารกิจ ท่านมักจะชวนพวกเราทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นปิงปอง ปาลูกดอก เล่นสนุกเกอร์ เล่นกล หรือแม้กระทั่งการลงมือทำเครื่องดื่มค็อกเทลให้พวกเราได้ลิ้มลองกัน สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจและเป็นความทรงจำอันแสนอบอุ่นในวัยเด็กของผมอย่างมิอาจลืมเลือน

ครูตั๊กเป็นผู้ที่มีความทันสมัยและไม่ถือเนื้อถือตัว ท่านเป็นผู้ริเริ่ม “โกวเจ็ง ”(กู่เจิง) มาผสมผสานบรรเลงร่วมกับวงเครื่องสายผสมขิม เกิดเป็นมิติเสียงใหม่ ๆ ให้แก่วงการดนตรีไทย นอกเหนือจากนั้น ท่านยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ช่วยสอนดนตรีไทยที่ล้ำยุคมากในขณะนั้น เช่น การนำเครื่องจังหวะไทย และ วิชชุบอร์ด มาใช้ประกอบการสอน ผมยังจำได้ดีถึงโอกาสอันมีค่าที่ได้ร่วมบันทึกเสียงผลงานเพลงของท่านไว้หลายบทเพลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นท่วงทำนองที่ อ่อนหวานไพเราะจับใจ โดยบันทึกเสียงกันที่ห้องอัดแฮนด์แอคมีซัพพลายของพี่ชัยพร ในช่วงเวลาดังกล่าวที่ผมว่า ครูตั๊กตัดสินใจลาออกจากงานประจำในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เพื่อมาทุ่มเทสอนดนตรีไทยอย่างเต็มตัว เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงประดิษฐไพเราะ ผู้เป็นคุณตาของท่าน ยิ่งทำให้ผมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและประทับใจในตัวครูมากยิ่งขึ้นไปอีก  ในช่วงที่ผมศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย  ผมก็ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นครูช่วยสอนที่บ้านหลังนี้ (ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ) 

หลังจากที่ผมเรียนจบและออกไปทำงานประจำ ในเส้นทางนักดนตรีอาชีพ แม้เวลาจะน้อยลง แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมก็มักจะแวะเวียนกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อยู่เสมอ ทุกครั้งที่มาหา  ครูตั๊กจะบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังเสมอว่าท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่ และคำพูดหนึ่งที่ครูมักจะกล่าวกับผมอยู่เสมอก็คือ...

“จงเป็นครูนะประสาร...”

ในวันนั้น ผมอาจจะยังไม่เข้าใจในความหมายของคำพูดนั้นอย่างลึกซึ้งนัก แต่ในวันนี้ วันที่วันเวลาและประสบการณ์ได้หล่อหลอมผม ผมเข้าใจคำสั่งสอนของครูอย่างถ่องแท้แล้วครับ ขอบพระคุณครูตั๊กเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูได้มอบให้ ทั้งความรู้เชิงดนตรี  มุมมองการดำเนินชีวิต คติคำสอน และการเปิดโลกทัศน์ทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ท้ายที่สุดนี้ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดดลบันดาลดวงวิญญาณของครูตั๊กสู่สุคติในสัมปรายภพ มีความสุขสงบในดินแดนอันเป็นทิพย์ชั่วนิรันดร์

ด้วยความเคารพรักและอาลัยยิ่ง
ประสาร วงศ์วิโรจน์รักษ์
วันที่เขียนบทความ 5 มิ.ย. 2569