เมื่อเขียนถึงครูตั๊ก... 

ความคิดที่แวบเข้ามาในเสี้ยวแรกเมื่อเริ่มพิมพ์ นึกอะไรได้ไม่แจ่มชัดเท่ากับคำว่า “ครู” คำ ๆ นี้  คิดนับในใจได้ว่า จะมีคนไม่กี่คนเท่านั้น ที่ผมจะเรียกขานท่านว่า “ครู” ในความหมายว่าครูจริง ๆ อย่างเต็มแท้ในใจ ตลอดมาทุกครั้งทุกคราว

....ย้อนเวลากลับไปหลายสิบปีที่แล้ว  เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดหัวเมืองปักษ์ใต้ เข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อมาเรียนหนังสือต่อในชั้นมัธยมปลาย ด้วยที่โชคดีสอบติดโรงเรียนเตรียม ฯ นับตั้งแต่นั้น วิถีชีวิตก็แปรผันต้องกลายมาเป็นเด็กเมืองกรุง  ในเรื่องความมีฝีไม้ลายมือด้านดนตรีไทยที่ติดตัวมาแต่เดิม ก็พกพามาด้วยเต็มตัว เมื่อมีจังหวะโอกาสเมื่อไร ที่ใด ก็สำแดงเป็นใบแนะนำตัวในโลกใหม่ สังคมใหม่ที่ตัวเองได้มาร่วมอยู่ด้วยนั้น

ชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (ที่ตั้งอยู่ตรง “บ้านสาคริก” หรือ “เรือนบรรเลง” ในปัจจุบันนี้) เป็นสังคมกิจกรรมดนตรีแห่งกรุงเทพ ฯ ที่แรก ๆ ที่เด็กหนุ่มคนนี้ได้มีโอกาสเข้ามาสมัครร่วมเป็นสมาชิก และยืนยันได้ว่าเป็นสมาชิกรุ่นแรก ๆ ของชมรม (หมายเลขสมาชิก 101) 

ณ สถานที่นี้ ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ใหญ่หลายต่อหลายท่าน ในสายตระกูลของครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ หรือครูศร ศิลปบรรเลง ซึ่งเราทั้งหลายที่เป็นคนดนตรีไทยล้วนให้ความเคารพ และรู้จักนามของท่านเป็นอย่างดีก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่เหล่านั้น ทั้งคุณย่าบรรเลง (บรรเลง  สาคริก) ป้าอี๊ด (มาลินี สาคริก) อาติ๊ก (นิคม  สาคริก) ป้าอุ่ย (บังอร  สาคริก)  พี่เป้า (ธัญรัตน์ สาคริก)  ครูตั๊ก (ชนก สาคริก) และอีกหลายท่านในเวลานั้นที่มิได้เอ่ยนาม ณ ที่นี้ สารภาพว่าหลาย ๆ ท่านในความคิด ความรู้สึกช่วงแรก ๆ ที่ได้เจอ ผมคิดไปเองว่า ท่านคงดุ คงจะเจ้าระเบียบ หรือเป็นอะไรที่คงจะสนิทสนมได้ไม่ง่ายนัก แต่พอเวลาผ่านไป เราเติบโตขึ้น เข้าใจอะไรได้มากขึ้น  ก็จึงประจักษ์ได้ชัดเจนว่า ทุกท่านล้วนเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่น่าเคารพ น่าคบหาพึ่งพาอย่างสนิทใจ และก็ได้รับความกรุณาความเมตตาจากท่านในเรื่องต่าง ๆ เป็นอย่างมาก

“ครูตั๊ก” ผู้ใหญ่ในเพียงคนเดียวในบ้านสาคริกแห่งนี้ ที่ส่วนตัวผมจะขอเรียกคำนำหน้าว่า “ครู” มาตลอด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วผู้ใหญ่ในบ้านนี้แทบจะเป็นครู หรือมีความเป็นครูกันเกือบทั้งบ้าน คิดหาเหตุผลมาอธิบายว่าทำไม ก็พอจะนึกออกได้เลาเลาว่า เป็นเพราะภาพจำที่เห็นครูตั๊กมาตลอดตั้งแต่ต้นโดยส่วนใหญ่ จะเป็นภาพการสอนดนตรี ภาพลูกศิษย์รุ่นเล็กใหญ่มากมายที่ผลัดเปลี่ยนเวียนมาร่ำเรียนกันอยู่มิขาดสาย ภาพอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสารพัดที่ครูสรรหา บ้างก็คิดสร้างทำขึ้นก็เพื่อประโยชน์ในงานการสอนของครู เรียกได้ว่าครูเป็นครูด้วยหัวใจเต็มร้อย เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ  ส่วนตัวผม เด็กหนุ่มคนนั้น แม้ในการเรียนรู้ดนตรี โดยเฉพาะเครื่องดนตรีขิม จะมีต้นทุนต้นทางมาพื้นฐานในระดับหนึ่งมาก่อนเข้ากรุงเทพ ฯ แล้ว แต่ก็ดีใจและภูมิใจมากที่ได้มีเวลามีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์มาเรียนต่อยอด ต่อทางเพลงเดี่ยวบางเพลงอย่าง ทยอยเดี่ยว  แขกมอญ จากครูไว้ด้วย ทั้งจากที่ได้ต่อจากครูโดยตรง และบางส่วนที่สานต่อมาจากคุณย่าบรรเลง คุณแม่ของครูเอง  โอกาสข้างต้นนั้น นับเป็นวาสนาที่พิเศษสุดในช่วงเวลาหนึ่งที่เด็กหนุ่มต่างจังหวัดคนนี้ได้เรียนรู้เปิดโลกดนตรีไทยให้กว้างไกลมากขึ้น และถึงแม้เวลาผ่านมานานขนาดไหน ก็ไม่เคยลืมเลือนพระคุณของครูได้เลย

ครูตั๊กมิได้สอนเพียงแต่วิชาดนตรีอย่างเดียวเท่านั้น ใครที่เคยใกล้ชิด เคยร่ำเรียน โดยเฉพาะลูกศิษย์วัยเยาว์ อายุยังน้อยอยู่ในวัยซุกซน ไปจนวัยรุ่น วัยห้าว วัยห่าม ก็คงทราบดีว่า ครูจะเข้มงวดกวดขันกิริยามารยาทไปจนถึงข้อปฏิบัติตัวต่าง ๆ ที่คนจะเป็นนักดนตรีพึงรู้ พึงกระทำ หรือพึงละเว้น ความรู้โลก ความรู้ธรรม หลายประการ ครูตั๊กเน้นย้ำให้ได้คิด ได้ตระหนักรู้ และปฏิบัติ เพื่อจะเป็นนักดนตรี คนดนตรีที่ดีพร้อม มิใช่แต่จะเก่งอย่างเดียว  จำได้ว่าเรื่องคำสอน คำเตือนต่าง ๆ เหล่านี้ ครูได้รับการกำชับสั่งสอนมาจากครูชิ้น  ศิลปบรรเลง มาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องสำคัญในความเป็นครูของครูตั๊กที่ต้องจดจำบันทึกเอาไว้  

เกี่ยวกับเรื่องวงดนตรี หรือเสียงดนตรีของครูตั๊ก ย้อนไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ครูตั๊กเป็นนักดนตรีไทยอีกท่านหนึ่งที่ได้ริเริ่มนำเอาเครื่องดนตรีต่างสัญชาติบางชิ้นมาบรรเลงเพลงไทยในแบบของไทย โดยที่เราคุ้นเคยกันดีและมีการบันทึกเสียงเป็นผลงานมาแล้วหลายชุด คืองานเพลงวงภุมริน ซึ่งหัวใจสำคัญหลักของวง คือ การนำเอา “กู่เจิง” หรือพิณจีนมาบรรเลงเพลงไทย เกิดเป็นเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในอีกรูปแบบของเพลงไทยประยุกต์หรือร่วมสมัย ในบรรยากาศและลีลาที่หวาน ผ่อนคลาย กล่อมเกลาให้จิตใจสงบนิ่ง และเยือกเย็น ขอสารภาพว่านี่เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ เป็นอีกหนึ่งครูของใจ ของความคิด ที่ได้จุดประกายให้ผมเกิดความมุ่งมั่นที่จะคิดสร้างงาน สร้างเสียงดนตรีในแบบของตัวเอง ภายหลังจากที่วงภุมรินได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว ในช่วงเวลาต่อมาภายหลังจากนั้น

ในความจริงว่า วันนี้ครูไม่อยู่แล้ว ก็พยายามคิดเหมือนอย่างที่คนอื่น ๆ ซึ่งเรารู้จัก รัก และผูกพัน แต่ได้ล่วงหน้าจากเราไปก่อนว่า อุปมาเหมือนครูย้ายที่อยู่ไปอยู่ในอีกที่หนึ่งที่ไกลแสนไกลมาก และจะไม่กลับมาง่าย ๆ คงจะมีโอกาสเดียวแค่เราเท่านั้น ที่วันหนึ่ง ถึงเวลาเหมาะสม คงได้เดินทางไป ณ ที่นั้น  และแล้วอาจจะได้เจอกันอีก ถ้าโชคดี....

ผมหวังว่า ผมคงโชคดีนะครับครู        
ชัยภัค ภัทรจินดา
ศิลปินศิลปาธร
วันที่เขียนบทความ 4 มิ.ย. 2569