สุดอาลัย ถึงครูตั๊ก ชนก สาคริก
พ.ศ. 2523 เป็นปีแรกที่ผมได้ก้าวเข้าสู่บ้านสาคริกและเริ่มทำความรู้จักกับครอบครัวดนตรีสำคัญนี้ ช่วงเวลานั้น ครูตั๊ก ชนก สาคริก กำลังประพันธ์เพลง สุดอาลัย เถา ส่วนคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ประพันธ์เพลง ฟื้นฟูเพลงไทย เถา และ โน้ตเก้าตัว เถา เพื่อส่งเข้าประกวดรางวัลพิณทองของธนาคารกสิกรไทย ผมได้เข้าไปร่วมเป็นมือกลองในวงเครื่องสายของครูตั๊ก ด้วยการแนะนำของอาจารย์บุญส่ง ธรรมวณิชย์ ศิษย์คุณหญิงชิ้น สำหรับผมแล้ว ชื่อของคุณหญิงชิ้นและคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นชื่อที่ได้ยินด้วยความเคารพมาโดยตลอดจากครูวัน อ่อนจันทร์ ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาดนตรีแก่ผม ในเวลานั้นผมเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปี ที่ได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้เข้าไปร่วมวงของครูตั๊ก รู้เพียงว่ามีความสุขกับการได้เล่นดนตรี ได้พบผู้คนใหม่ ๆ และได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ ที่ผู้ใหญ่รอบตัวต่างให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง
การประกวดในครั้งนั้น ผู้ประพันธ์ต้องจัดเตรียมวงดนตรีและนักร้องด้วยตนเอง ซ้อมกันเอง และนำผลงานขึ้นบรรเลงสดต่อหน้าคณะกรรมการ เพลงแต่ละเพลงมีโอกาสถูกฟังเพียงครั้งเดียวแล้วจึงตัดสิน ผลการประกวดไม่ได้เป็นไปตามที่หลายคนคาดหวัง แต่สิ่งที่ผมจำได้มากกว่าผลรางวัล คือช่วงเวลาของการซ้อม การพูดคุย และการได้เฝ้ามองผู้ใหญ่ทำงานร่วมกัน ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากครูตั๊กและคุณหญิงชิ้นตั้งแต่ ตอนนั้น ทั้งความละเอียดรอบคอบ ความรับผิดชอบ และวิธีคิดในการทำงาน หลายเรื่องไม่ได้อยู่ในบทเรียนดนตรี แต่ติดตัวผมมาจนทุกวันนี้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 ได้มีการก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ และจัดงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) งานครั้งนั้นทำให้ผมได้เห็น ครูตั๊กและคุณหญิงชิ้นในอีกบทบาทหนึ่ง คุณหญิงชิ้นเป็นศูนย์กลางของผู้คนมากมายที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ ทั้งนักดนตรีชั้นครู ศิลปิน และลูกศิษย์จากหลายสายหลายสำนัก ส่วนครูตั๊กทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ร่วมกับคุณป้ามาลินี สาคริก ในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ ผมยังจำความตื่นตาตื่นใจในครั้งนั้นได้ดี
เมื่อได้เห็นระบบโน้ตเก้าตัวของคุณหญิงชิ้นปรากฏอยู่ในรูปแบบคอมพิวเตอร์ที่ครูตั๊กออกแบบ ได้เห็นหนังสือและเอกสารที่จัดทำขึ้นอย่างสวยงามและได้เห็นครูตั๊กยืนควบคุมการบรรเลงขิมหมู่เพลงลาวแพนอยู่หน้าวง ภาพเหล่านี้แตกต่างจากครูผู้คุมวงเครื่องสายที่ผมคุ้นเคยในห้องซ้อมอย่างมาก งานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษยังทำให้ผมได้รู้จักผู้คนอีกจำนวนมากมาย หลายคนกลายเป็นเพื่อน พี่ น้อง และผู้ร่วมงานในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์บางอย่างที่เริ่มต้นจากงานครั้งนั้นดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
หลายปีต่อมา ผมได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นการประกวดดนตรีไทยรางวัลศรทอง ค่ายดนตรีไทย พิธีไหว้ครูดนตรีไทย การจัดการแสดง การจัดทำหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ และเว็บไซต์ดนตรีไทย ยิ่งได้ทำงานร่วมกันมากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองได้เป็น ลูกศิษย์ครูตั๊กในอีกหลายด้าน แม้จะไม่ได้ต่อเพลงกันตามธรรมเนียมครูดนตรีไทย แต่สิ่งที่ท่านถ่ายทอดให้ มีอยู่เต็มไปหมด ทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่นำมาช่วยงานดนตรีไทย สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจอยู่เสมอคือ ครูตั๊กไม่เคยหยุดเรียนรู้ และไม่เคยหยุดสอน หลายครั้งท่านสอนด้วยคำพูด หลายครั้งสอนด้วยการลงมือทำ และอีกหลายครั้งสอนโดยที่ตัวท่านเองอาจไม่รู้ตัว คนที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านมักได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คิดเสมอ
กว่าสี่ทศวรรษผ่านไป ผู้คนจำนวนมากที่เคยพบกันในวันนั้นต่างเดินไปตามเส้นทางชีวิตของตน บางท่านจากไปแล้ว บางท่านยังคงทำงานอยู่ในวงการดนตรีไทย แต่ทุกครั้งที่ผมนึกถึงบ้านสาคริก ผมยังนึกถึงครูตั๊กในภาพของคนทำงานดนตรีที่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่รักอยู่เสมอ แต่ละคนอาจมีความทรงจำ เกี่ยวกับครูตั๊กแตกต่างกันไป ส่วนผมนั้นยังคงจดจำความเมตตา คำแนะนำ และช่วงเวลาที่ได้ร่วมงานกับท่าน และครอบครัวสาคริกด้วยความระลึกถึงตลอดไป ขอกราบขอบพระคุณครูตั๊ก สำหรับความรู้ ความเมตตา และโอกาสมากมายที่ท่านมอบให้แก่เด็กชายคนหนึ่งเมื่อกว่าสี่สิบกว่าปีก่อน
ด้วยความเคารพรักอย่างสุดอาลัย
อานันท์ นาคคง
ศิลปินศิลปาธร
วันที่เขียนบทความ 6 มิ.ย. 2569
