กราบเท้าครูตั๊กที่เคารพรักยิ่ง


กราบเท้าครูตั๊กที่เคารพรักยิ่ง
ขอกราบลา สุดอาลัย ใจหายนัก
โอ้ครูตั๊ก มาด่วนจาก พรากแล้วหนอ
เสียงของครู เพลงของครู ยังอยู่คลอ
เราเฝ้ารอ เสียงฝีเท้า ก้าวออกมา
จากไปแล้ว ไปลับ ไม่กลับอีก
ศิษย์กางปีก บินโดดเดี่ยว เหลียวมองหา
ทิ้งไว้เพียง ความทรงจำ อันล้ำค่า
ขอสัญญา จะเดินตาม ความฝันครู
ชีวิตท่าน ทุกนาทีมีแต่ให้
แม้นเสียใจ แม้นเคยเจ็บ เก็บงำอยู่
อภัยให้ ตื้นตันหนา น้ำตาพรู
เป็นศิษย์ครู คือโชคใหญ่ ในชีวิต
ไม่แต่เพียง ชี้ทาง สว่างให้
ทิ้งหัวใจ ทิ้งคุณค่า เมตตาศิษย์
ทั้งเนื้องาน ให้สานต่อ ก่อความคิด
เมื่อจุดติด ได้พลัง ล้นถั่งมา
เหนื่อยมามาก ครูที่รัก ได้พักแล้ว
คงเพริศแพร้ว พบพานญาติ ที่ปรารถนา
มานับนิ้วแล้วก็ตกใจเอาการ หากจำไม่ผิด มีโอกาสเข้ามาเป็นศิษย์ครูตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ราว ๆ นั้น มาบัดนี้ก็เกือบห้าสิบปี มันเกินครึ่งค่อนชีวิตคนเราเลยทีเดียว บ้านสาคริกและต่อมาเรือนบรรเลงเป็นบ้านทางจิตวิญญาณของศิษย์และของใครอีกหลาย ๆ คน เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงเวลาในระหว่างทศวรรษ 2520-2530 คือช่วงเวลาแห่งความสุขยิ่ง ได้มีโอกาสเรียนรู้ เบ่งบาน เติบโต ช่วยงานดนตรีของครู ตามครูไปช่วยสอนในหลายที่ ตามไปออกงานหลายแห่ง ได้เป็นส่วนหนึ่งของภุมรินยุคแรก สนุกกับประสบการณ์เล็ก ๆ ในห้องอัดเสียง สนุกที่ได้วิ่งไปมาข้างหลังม่านในโรงละครในงานมหกรรมดนตรีหลายครั้ง ตื่นเต้นยินดีที่มีส่วนร่วมเล่นในวงขนาดใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใด ครูสอนปรัชญาการใช้ชีวิตด้วยการทำให้ดู.. ใช้ดนตรีเป็นเข็มทิศชีวิต.. ใช้ดนตรีสอนเรื่องค่าของคน.. ใช้ดนตรีเพื่อให้ค้นพบพลังและความงดงามในตัวเราเอง.. ยิ่งเพราะมิได้มีอาชีพทางดนตรี.. กลับทำให้รู้สึกว่า.. ช่วงเวลาไม่นานนักที่ได้คลุกคลีกับดนตรีนั้นได้หล่อหลอมความคิด ความรู้สึก และรสนิยมชีวิตอย่างลึกซึ้ง มันลับเหลาให้ความรู้สึกของเราละเอียดและแหลมคมขึ้น ไม่ว่าเราจะเผชิญบททดสอบของชีวิตที่หนักหน่วงอย่างไร.. เสียงดนตรีมักกลับมาปลุกปลอบหัวใจและดึงเราให้กลับมาหาสมดุลชีวิตได้เสมอ.. ครูท่านก็ดำเนินชีวิตเยี่ยงนั้นเช่นกัน
เมื่อศิษย์เก่าไม่กี่คนรวมตัวก่อตั้งวงคืนรัง ครูชอบแซวว่า น่าจะเป็นตายรังนะ ก็ใช่ค่ะครู ถูกเผงเลยค่ะ ไม่ว่าจะโบยบินไปถึงไหนต่อไหน ไกลแค่ไหน นานแค่ไหน รู้ตัวว่าต้องวกกลับมาที่นี่ รู้ว่าครูยังคอยให้ศิษย์กลับมาหา แม้นนับจากวันนี้ จะเหลือแต่เพียงเงาของครูก็ตาม แต่ความเป็นครูยังคงสถิตอยู่ในทุกอณู ทุกซอกทุกมุมของบ้านสุดที่รักของครูหลังนี้ โดยเฉพาะห้องสอนที่ครูใช้ประจำ คนใกล้ตัวรู้ดีว่า ครูติดบ้านแค่ไหน ไม่ค่อยยอมไปไหนมาไหน ครูหายใจเข้าออกเป็นเรื่องการสอนและการคิดค้นอะไรใหม่ ๆ เพื่อการสอนเสมอ ครูไม่เคยลืมสัจจะที่เคยให้ไว้กับคุณป้าจิ้นของครู และก็ได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อรักษาสัจจะนั้น… แม้นกระทั่งถึงยามที่ลมหายใจรวยรินอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ครูก็ยังคงคิดถึงสัจจะนั้นไม่คลาย... สัจจะแห่งการส่งไม้ต่อเพื่อรักษามรดกดนตรี… ครูขา.. ไม่ต้องห่วงนะคะ.. สัจจะนั้นได้ถูกส่งต่อให้ครูพี่เอ้แล้ว พี่เอ้เขายังมีคุณป้าอี๊ดและพี่เป้าเป็นกองหนุนที่หนักแน่น.. ขอให้ครูหลับให้สบายนะคะ..เล่นดนตรีกับคุณป้า คุณแม่ และคุณตาของครูให้สนุกบนนู้นนะคะ.. ข้างล่างทางนี้เส้นทางเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว.. ลูกศิษย์หลานศิษย์ของครูคงจะได้ช่วยกันส่งต่อและรักษามรดกอันล้ำค่านี้ต่อไปอีกนานเท่านานค่ะ

ปณิธานครู เปล่งประกาย ฉายโชติช่วง
เป็นผลพวง การบ่มเพาะ เสนาะสนาน..
เห็นในรอยยิ้มพริ้มเบิกบาน..
เห็นในจิตวิญญาน ของผู้คน..
เห็นในเรื่องเล่า เร้ารู้สึก..
เสียงดนตรีปลุกสำนึก ลึกทุกหน..
ศิษย์บ้านบาตร ญาติดนตรี ศรีมงคล
บุญจึงดลเกื้อหนุนกัน มั่นตลอดไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล
ลูกศิษย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เข้ามาพร้อมกับพี่สุธีร์ จันทร์ไทย และพี่ศศิรัตน์ บรรยายกิจ
วันที่เขียนบทความ 30 มี.ค. 2569 และ 10 พ.ค. 2569
