กราบครูตั๊กที่เคารพรัก
ในวันที่อ้วนได้เริ่มเรียนขิม ในปี พ.ศ. 2513 ตอนอายุ 14 ปี นั้น ยังอยู่ในความทรงจำมิลืมเลือน อ้วนได้ยินเสียงดนตรีไทยแว่วมา ขณะเดินผ่านห้องเรียนตึกอนุบาล โรงเรียนราชินีบน จึงแวะไปเกาะประตูห้องเรียนดู และได้เข้าไปขอสมัครเรียนด้วย อ้วนได้เก็บเงินค่าขนมเพื่อไปซื้อขิมในสมัยนั้น มีราคาถึง 1,300 บาท และได้ไปเริ่มเรียนขิมกับอาจารย์บรรเลง สาคริก (นางมหาเทพกษัตรสมุห) ในตอนเช้าวันเสาร์ที่โรงเรียนราชินีบน
ในเวลานั้น อาจารย์บรรเลงได้พาลูกชาย (อายุ 24 ปี) ที่ชื่อ “ครูตั๊ก” ที่เพิ่งเริ่มต่อเพลงจากคุณแม่ มาช่วยฝึกสอนด้วย ซึ่งในยุคนั้นครูตั๊กจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นครูผู้ชายที่เข้ามาสอนในโรงเรียนหญิงล้วน ครูตั๊กดูเหมือนจะค่อนข้างเขินในเวลาที่สอน การสอนขิมในสมัยนั้นต้องสอนเป็นรายตัวให้ทีละคนๆ แบบสด ๆ ไม่ใช้การอ่านโน้ตเพลง ต้องฝึกจำทำนองเพลงและทางเพลงให้ได้จากมือของครูที่คอยตีนำและให้เราตีตามให้ถูกต้อง ฝึกเพลงเป็นช่วง ๆ ถ้าผู้ใดมีความจำที่แม่นยำ ก็สามารถต่อเพลงได้ไวกว่าผู้อื่น หลังจากนั้นอีกไม่นาน ครูตั๊กก็เป็นครูสอนขิม (ตัวจริง) ที่มาสอนที่โรงเรียน แทนคุณแม่ของครูได้เป็นอย่างดี
อ้วนอาจยังไม่รู้ว่ากำลังได้รับสิ่งล้ำค่าเพียงใด แต่ต่อมาก็พบว่าครูตั๊กไม่ได้สอนเราแค่การบรรเลงดนตรีไทยเท่านั้น แต่ครูยังปลูกฝังคุณธรรมให้รู้จักความอดทน ความมีวินัย ความอ่อนน้อม และที่สำคัญคือครูสอนให้รักในศิลปวัฒนธรรมของความเป็นคนไทย ด้วยความเอาใจใส่ เสียสละ และปรารถนาดีจากครูอย่างจริงใจตลอดมา
ครูตั๊กมีเทคนิคต่าง ๆ ที่สนุกสนานในการถ่ายทอดดนตรีไทย และเปิดโอกาสการเรียนรู้ดนตรีไทยให้กว้างขวางมากขึ้น มีการพัฒนา ประดิษฐ์เครื่องมือใหม่ สำหรับเล่นดนตรีไทยให้ทันสมัย ในทุกปีที่อ้วนแวะมากราบครูตั๊กที่บ้าน ครูจะนำผลงานใหม่ ๆ มาให้ได้ชื่นชมตลอด อ้วนภูมิใจมากค่ะที่ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของของครูตั๊ก
ขอกราบขอบพระคุณ สำหรับความเมตตาที่ครูตั๊กได้มอบให้แก่ลูกศิษย์ ขออำนาจแห่งคุณความดีที่ครูตั๊กได้สะสมไว้ ได้โปรดนำให้ครูได้พักผ่อนอย่างสงบในสุคติภูมิที่งดงาม
ด้วยความเคารพรัก และอาลัยอย่างสุดหัวใจ 🖤
จาก อ้วน
สุภาภัศร (ลิ่มนรรัตน์) อัศวานนท์
ลูกศิษย์รุ่นแรกของครูตั๊ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513
วันที่เขียนบทความ 21 มิ.ย. 2569
