ครูจากไปแต่คำสอนของครูยังเป็นสิ่งเตือนใจศิษย์ที่ใช้ได้ในทุกโอกาส

“ทำในสิ่งที่ควรทำ กับคนที่ควรทำ ในเวลาที่ควรทำ”
คำสอนของครูตั๊ก อาจารย์ชนก สาคริก
ครูจากไปแต่คำสอนของครูยังเป็นสิ่งเตือนใจศิษย์ที่ใช้ได้ในทุกโอกาส
30 มีนาคม 2569 ครูหลับ..พักให้สบายนะคะ
รำลึก 38 ปี กับ ความทรงจำ ครู-ศิษย์

ย้อนกลับไป เมื่อ 38 ปีก่อน ตอนอายุ 12 ปี เพิ่งเข้าเรียนสตรีวิทยา ม.1 ราว ๆ ปี พ.ศ. 2530/2531 มีการเรียนการสอนดนตรีไทยในโรงเรียน คุณพ่อสุรัติ วิชัยดิษฐ ได้พาลูกสาว “พลับพลึง” มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูตั๊ก ณ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ แถวๆย่านสามเสน... ยุคนั้นโกโบริและอังศุมาลินกำลังเป็นที่โด่งดัง จึงได้เลือกเรียน ขิม ตามกระแสนิยม

คุณพ่อสุรัติ ณ เวลานั้น เป็นผู้จัดการร้านศึกษาภัณฑ์ที่ถนนราชดำเนิน ซึ่งมีแผนกเครื่องดนตรี ขายอุปกรณ์เครื่องดนตรีต่าง ๆ มากมาย ท่านเคยรู้จักกับดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ จึงได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ที่มีการเรียนการสอนดนตรีไทยด้วย และคุณพ่อได้ซื้อขิมตัวแรกให้เป็นขิมกระเป๋ารุ่นที่ดร.อุทิศ พัฒนาไว้ หลังจากนั้นได้พามาสมัครเป็นสมาชิกชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะกับครูตั๊ก ซึ่งคุณพ่อก็จะพามาส่งเรียนแต่เช้าทุกวันเสาร์ แล้วคุณพ่อก็ไปทำงานต่อที่ศึกษาภัณฑ์ ช่วงแรก ๆ เรียนครึ่งวันเช้า คุณพ่อก็จะมารับช่วงพักเที่ยง

เรียนไปสักพักเริ่มมีเพื่อน มีแก๊งเด็ก ๆ ก็ไม่ยอมกลับ ขออยู่ต่อช่วงบ่าย จนได้เห็นพี่ ๆ รุ่นโต ซ้อมดนตรีบ่อย ๆ พี่สุธีร์ พี่นิภา พี่นิก พี่เอ้ พี่เก่ง ... ครูตั๊กก็จะเรียกเด็กมาเล่นดนตรีด้วย ใครเล่นอะไรได้ก็เล่นไป ... ต่อมา จึงได้มีโอกาสทดลองเล่นกู่เจิงแบบฉบับที่ครูตั๊กคิดค้นวิธีการบรรเลงเอง ช่วงต่อมาคุณพ่อเลยฝากไว้ที่มูลนิธิทั้งวันและมารับกลับตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ หลังเลิกงาน ทำให้บางวันได้อาศัยทานข้าวไข่เจียวบ้านครูตั๊กบ่อย ๆ บางวันก็เดินไปทานร้านตามสั่ง ที่หอพักด้านหลังบ้านครู หรือเดินไปทานที่โรงอาหารสหกรณ์ 

การมาเรียนขิมที่มูลนิธิฯ สมัยก่อน นั่งเรียนโถงหน้าบ้านครู ปูเสื่อเหลือง นั่งเรียงกันเป็นแถว ครูใช้วิชชุบอร์ดกดโน้ตให้เด็ก ๆ ดู ตีขิมตาม เด็ก ๆ ต้องมีสมุดจดโน้ตขิมเอง ตีเส้นให้เรียบร้อย แบ่งห้องให้เท่า ๆ กัน 1 บรรทัดมี 8 ห้อง 1 ห้อง 4 จังหวะ จดให้เรียบร้อย ครูจะเขียนโน้ตให้บนกระดาน ให้เวลาจด แล้วต่อเพลง เล่นพร้อม ๆ กัน

จากเริ่มต้นเรียนขิม ผ่านไป 2-3 ปี ก็ขยับมาเรียนกู่เจิง (โกวเจ็ง)  กับครูตั๊ก ...  แต่พลับพลึงไม่ใช่เด็กที่มีฝีมือ รสมือทางขิม แค่พอเล่นได้ แต่ไปได้ดีกับกู่เจิง จึงกลายมาเป็นเครื่องดนตรีหลักที่เล่นกับวงดนตรีเครื่องสายผสมของมูลนิธิฯ ครูตั๊กได้ออกแบบกระบวนท่าการเล่นกู่เจิงแบบต่าง ๆ หากเรียนขิมได้ทางเพลงแล้ว การเล่นกู่เจิงฉบับครูตั๊กไม่ยากเลย มีดีดเก็บ กรอ กรีดแบบสายน้ำไหล ไหลเร็วไหลช้า ดีดคู่แปด ดีดควบ ...
ช่วงเช้าเรียนขิม ช่วงบ่ายก็เริ่มเรียนกู่เจิงต่อเพลงกับวงจริงจัง มีพี่ ๆ มาเล่นซอ ตีกลอง ตีฉิ่งเครื่องประกอบจังหวะให้

กู่เจิงตัวแรก ซื้อจากร้านขายเครื่องดนตรีจีนที่ถนนแปลงนาม เป็นเครื่องขนาดเล็ก 18 สาย เป็นสายสเตนเลสทั้งตัว ให้เสียงกังวานใส แหลม โชว์หน้าไม้สวยงาม ไม่มีแกะลวดลายใด ๆ ตัวที่สองซื้อที่ร้านนี้เหมือนกัน เป็นเครื่อง 21 สายขนาดมาตรฐาน ครึ่งหนึ่งเป็นสายหุ้มเส้นใหญ่ ครึ่งล่างเป็นสายสเตนเลส มีแกะไม้ติดประดับเป็นลายมังกรทอง เป็นกู่เจิงเน้นเสียงแหลมกังวานใส สไตล์แต้จิ๋ว ครูตั๊กมีเขียนถึงกู่เจิงตัวนี้เล่าไว้ในบันทึกกู่เจิงของครู

*ข้อมูลเกี่ยวกับกู่เจิงที่ครูตั๊กได้ทำการบันทึกไว้

ครูตั๊กเป็นนักเล่าเรื่องและผู้ที่ชอบบันทึก ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ หลายเรื่องราวที่ผ่านมาผ่านไป ตัวเราเองก็ลืมไปแล้ว แต่ครูตั๊กเก็บรายละเอียดไว้ให้หมด ครูตั๊กจำเรื่องราวของลูกศิษย์ได้ทุกคนและไม่เคยลืมลูกศิษย์เลยไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน

ขยับจากกู่เจิง ครูตั๊กก็ได้เครื่องสายตัวใหม่ "พิณพม่า" มาจากคุณแม่พี่ธี - ธีระนันท์ ประคองพันธุ์ ครูตั๊กเริ่มทดลองเล่น ออกแบบเพลงและท่าทางการดีดพิณ ให้เด็ก ๆ ได้ลองเอาไปเล่นเป็นวงเครื่องสายผสม ครูตั๊กได้ประพันธ์เพลงที่เหมาะกับการบรรเลงด้วยพิณพม่า ขึ้นมาใหม่ คือเพลงสายหมอกดอกเหมย ต่อมาได้มีการแต่งคำร้องประกอบการบรรเลงเพิ่มมาด้วย

ช่วงที่เรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ถึง 2540 เป็นช่วงที่เพลงของวงภุมริม ที่รุ่นพี่ ๆ ได้บรรเลงไว้กำลังดังเป็นที่นิยม ครูจึงได้ประพันธ์เพลง ทำเพลงเพิ่ม พลับพลึงจึงได้มีโอกาสเป็นรุ่นต่อมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกวงภุมริม ได้ไปอัดเสียงภุมริน 5 ที่ห้องอัดเสียงแฮนด์แอคมี และห้องอัดแถว ๆ ถนนศรีอยุธยา นอกจากนี้ครูตั๊กยังได้พาสมาชิกรุ่นนี้ไปออกรายการหลายที่ ทั้งอัดรายการโทรทัศน์ ช่อง 5 ช่อง 7 ออกงานการแสดงที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย งานแสดงที่พระราชนิเวศน์ มฤคทายวัน และอีกหลาย ๆ รายการ

เรียนมาหลายปี พอโตถึงระดับมัธยม จนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ... ครูตั๊กก็จะเริ่มถ่ายทอดวิธีการสอนคน การเรียนรู้คน การดูคน  “ให้ฝึกดูว่าผู้เรียน เขาเรียนรู้แบบไหน แต่ละคนมีวิธีเรียนไม่เหมือนกัน บางคนต้องต่อทีละท่อนสั้น ๆ บางคนต้องตีให้ดูซ้ำ ๆ บางคนต้องเขียนโน้ต บางคนนอยเสียงต่อเพลงทีเดียวได้ บางคนต่อรอบเดียวจบ บางคนต้องทวนซ้ำ ๆช้า ๆ หลายรอบ ... ครูสอนให้ฝึกสังเกตผู้รับ แล้วให้หาวิธีสอนให้เหมาะกับผู้รับ” ครูตั๊กก็จะเริ่มให้ไปต่อเพลงให้น้อง ๆ รุ่นใหม่

สิ่งที่ครูสอนเหล่านี้ การฟังให้เป็น มีมารยาท การเข้าสังคม ความรับผิดชอบ ความอดทน การฝึกซ้อม การดูแลเครื่องดนตรี เป็นเสมือน ต้นกำเนิดเราที่สร้างให้เป็นเราในวันนี้ มันฝังอยู่ในตัว ทำให้เราดูคนเป็น อ่านคนออก จนได้นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในการเติบโตในหน้าที่การงาน การบริหารจัดการคนในองค์กร และการเข้าไปอยู่ในสังคมต่อ ๆ ไป

ช่วงหลังจากปี 2541 ก็ต้องร่ำลาจากครูไปเรียนต่อต่างประเทศทำให้พลับพลึงห่างหายไปจากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ แม้ว่าภายหลังที่สำเร็จการศึกษากลับมาไทยแล้ว ก็ยิ่งห่างหายจากแวดวงดนตรีไทยไปเลย ด้วยหน้าที่การงานและการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ ทำให้ไม่ได้มีโอกาสแวะมาทักทายครูเลย
ความผูกพันครอบครัวเรา กับ ครอบครัวครูตั๊กเป็นเสมือนดั่งญาติ ดังที่ครูกล่าวไว้ “หากมีวาสนาต่อกันเดี๋ยวก็ได้พบกัน” หากจะย้อนความสัมพันธ์ไปก่อนหน้า คุณแม่อู๊ด กมลทิพย์ วิชัยดิษฐ หรือ คุณแม่ของพลับพลึง ก็เป็นเพื่อนกับ ป้าอี๊ด สมัยเรียนจุฬาด้วยกัน เป็นเพื่อนแข่งเน็ตบอลกัน จวบจนมูลนิธิจะเริ่มขยับขยายสร้างตึก คุณแม่ก็ได้มีช่วยสนับสนุนทุนในช่วงต้นนิดหน่อย .... จนช่วงหลังที่พาแจ๊สกลับมาเรียน คุณตาสุรัติ ก็ยังคงสั่งไว้ว่า เวลามาเรียน จ่ายค่าเรียนค่าสมาชิกให้ครูด้วยนะ ห้ามเรียนฟรี เพราะที่ผ่านมาครูไม่เคยเก็บค่าเรียนเลย 🙏🙏🙏

จากปี พ.ศ. 2540 ถึง 2560 ... 20 กว่าปีที่ชีวิตดำเนินไป จึงได้มีโอกาสกลับมาตามหาครูเมื่อปี 2560 ... วาสนาพาไป จากยุคคอมโบราณจอเขียว ถึงยุคไอทีในมือถือ ทำให้หาครูเจอบนในโลกอินเตอร์เน็ต

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 โหมโรง เดอะ มิวสิคัล 
ได้มีโอกาส พาลูกสาว “น้องแจ๊ส” ไปดูโหมโรง
“ความประทับใจ ความงดงาม และความอิ่มเอม”

“เสียงไกล ๆ เสียงนั้นเสียงหนึ่งที่นำฉันมา
ราวจะกระซิบว่า ให้ฉันก้าวเดินไปตามหัวใจ
เสียงกังวาน หวานแว่วดังแผ่วละมุนละไม
เป็นเสียงจากที่ใดหรือ จากข้างในช่างไพเราะเกินจะเอ่ย”
“เป็นเสียงที่พาให้ได้มาพบพาน
ความสุขและความชื่นบาน 
ได้เจอรักแท้อันเป็นนิรันดร์
เป็นเสียงที่พาผ่านคืนอันร้าวราน
ก้าวข้ามความทรมาน ปล่อยความทุกข์ให้มลายไป
ปลอบประโลมชี้ทางชีวิตทุกครา”
“เป็นเสียงจากที่ใดหรือ จากข้างในช่างไพเราะเกินจะเอ่ย”

ฟังคลิปที่คุณอาร์มเล่าที่มาเพลงนี้ในรายการคุณโต๋ ว่า ผู้ประพันธ์ เสียงนั้นเสียงหนึ่ง คุณประภาส เขียนเพลงนี้มาจากประสบการณ์จริง ที่ได้ยินเสียงไกล มาทางฝัน

ฟังเพลงจาก “โหมโรง” แล้วก็คิดถึงตัวเอง  “หรือ ... ครู (บนฟ้า) จะมาทักทาย หรือครูมาตาม” 8 ปีก่อน (ปี พ.ศ. 2560 หลังจากละทิ้ง ห่างหายจากดนตรีไทย...ไปกว่า 20 ปี) วันหนึ่ง ทำครัวอยู่ที่บ้าน ได้ยินเสียงระนาด ที่ไพเราะมาก ท่วงทำนองชัดมาก จนต้องเดินตามหาต้นเสียง เปิดประตูบ้านเช็คข้างนอก ห้องข้าง ๆ เพื่อนบ้านเปิดเพลงไหม..คำตอบ คือ “ไม่มี” เดินไปถามคุณพ่อเปิดเพลงไหม...ก็ “ไม่ได้เปิด ไม่มีเสียงใด ๆ” แต่พอเดินกลับเข้ามาในครัว ...เสียงระนาด ก็ดังมาต่อจากท่อนเมื่อกี้ ... เป็นเสียงที่เพราะมาก คลีน ชัดเจน ทางเพลงครู

เมื่อตอนปี พ.ศ. 2560 น้องแจ๊ส อยู่อนุบาล 1 รุ่งอรุณ ทำให้แม่ได้มีโอกาสกลับมาพบเจอดนตรีไทย ได้มีโอกาสแวะฟังครูเอกเล่นซอไพเราะจับใจ จนตามไปเข้าวงผู้ปกครองของรุ่งอรุณได้รื้อฟื้นการตีขิมหลังห่างหายผ่านไป 20 ปี ครั้งหนึ่ง เคยมีเหตุการณ์ที่เรือนดนตรีไทยรุ่งอรุณ มีอยู่ 2-3 ครั้งที่ได้ยินเสียงซอหวานไพเราะจับใจ จนต้องเดินตามขึ้นเรือนไปฟังแต่ก็หาตัวผู้บรรเลงไม่ได้ หลังจากเหตุการณ์ ได้ยินเสียงระนาดที่บ้าน เลยได้คิดว่าครูคงจะมาตามหรือมาเยี่ยมบ้านแล้วหละ  ควรต้องกลับมาไหว้ครูจริงจัง ... จึงรีบตามหาเพื่อแวะมาทักทายหาครูตั๊ก ค้นหาในเฟซบุ๊ก จนเจอ “ชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ”  ดีใจเหลือเกิน ... ในที่สุดก็หาครูตั๊กเจอ หลังจากขาดการติดต่อกับครูไปกว่า 20 ปี รีบนัดหมายพาแจ๊สไปสวัสดีครูตั๊กครั้งแรก 2 กันยายน พ.ศ. 2560 (แต่มาไม่ทันงานไหว้ครูมูลนิธิฯ) ปีนั้นเลยได้ขอตามครูเป้ รุ่งอรุณไปงานไหว้ครู ที่บ้านอัมพวาแทนตอนช่วงปลายปี ได้อธิษฐานฝากตัว บอกครูว่า “หนูมาแล้วค่ะ หนูจะไม่ทอดทิ้งดนตรีไทยอีก” ตั้งแต่เล็ก ๆ สมัยที่ไปไหว้ครูมูลนิธิ ไม่รู้ว่าต้องอธิษฐานอะไรบ้าง ก็จะพูดให้สัจจะวาจาในพิธีไปว่า “หนูจะไม่ทอดทิ้งดนตรีไทย” ในทุกๆครั้งที่ไปงานไหว้ครู … ครูคงแวะมาเตือน

หลังจากนั้น จึงได้เริ่มแวะเวียนมาที่มูลนิธิฯ บ่อยขึ้น พาแจ๊สไปดูเด็ก ๆ เรียนดนตรีไทยกับครูตั๊ก ได้พบพี่ ๆ วงคืนรัง ที่ชักชวนให้พลับพลึงกลับมาร่วมงานมูลนิธิฯ ต่าง ๆ ขอบคุณพี่ยาย พี่สุธีร์ พี่นิภา พี่สังเวียน พี่ตุ๊ก ที่ชักชวนกลับมา ให้โอกาสได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคืนรัง 

แจ๊สก็เลยมีโอกาสตามแม่ไปเล่นที่มูลนิธิฯ เวลาแม่ไปซ้อมเพลง เพื่อเตรียมงานให้ครูตั๊ก ป้าอี๊ด 
น้องแจ๊สไปมูลนิธิตั้งแต่ อ.1 วิ่งเล่นอย่างเดียว...ไม่เรียนค่ะ ทั้งที่ครูตั๊กรับเป็นลูกศิษย์จับมือตีขิมแล้ว ให้เข้าแก๊งลูกลิงกับพี่ ๆ ครูบอกว่าหน่วยก้านดี เมื่อไหร่จะเรียน แต่แจ๊สก็ไม่ยอมเรียน วิ่งเล่นอย่างเดียวกับพี่ ๆ สนุกมาก มามูลนิธิตั้งแต่เช้า กลับบ้าน 6 โมงเย็น

*อารมณ์ขันของครูตั๊ก น้องแจ๊สรำสนุกอย่างเมามันส์ระหว่างปี่พาทย์บรรเลงในงานไหว้ครู

ครูตั๊กไม่เคยบังคับ เด็ก ๆ จะได้เรียนก็ต่อเมื่อสมัครใจ อยากเรียนเองเท่านั้น ห้ามพ่อแม่บังคับมาเรียนครูตั๊กบอกว่า เป็นคำครู บ้านนี้ห้ามโฆษณาเชิญชวน หากใครมี “วาสนา” ต่อกันเขาก็จะได้มาพบเจอ มีโอกาสเป็นศิษย์-ครูกัน ใครไม่มีวาสนาต่อกัน อยู่ได้แป๊บเดียวเดี๋ยวเขาก็จากไปเอง เรียนดนตรีบ้านนี้ ห้ามบังคับ ผู้เรียนต้องสมัครใจ ต้องขวนขวายขยันฝึกซ้อมเอง ครูบอกเสมอว่า พรสวรรค์ ไม่เท่ากับพรแสวง แต่ถ้าใครมีทั้งคู่ก็ยิ่งดี

หลังจากนั้น แม่แวะมามูลนิธิฯ เพื่อฝึกซ้อมการแสดง และงานไหว้ครูเรื่อย ๆ ทุกปี แจ๊สก็จะมีโอกาสได้มาวิ่งเล่นด้วยเสมอ เป็นของเล่นของครูตั๊ก ให้ครูได้โชว์มายากล สนุกสนาน 2 ปีกว่า ๆ แต่แจ๊สก็ยังไม่ยอมเรียนเครื่องใด ๆ จนช่วงโควิดระบาด ทำให้เราต้องเว้นระยะห่าง ไม่สามารถแวะเวียนมามูลนิธิได้อีก เก็บตัวอยู่บ้าน 2 ปี ช่วง ปลายอนุบาล 3 จนถึง ป. 2 

ซึ่งช่วงที่เรียนออนไลน์อยู่บ้าน ก็ได้มีโอกาสชักชวนแจ๊สให้เริ่มหัดตีขิม เพลงช้าง เพลงมาตรฐาน 4142 4542 ... จนจบเพลง ตีได้หลายเพลง ส่งให้ครูตั๊กดู ครูก็ส่งโน้ตส่งคลิปมาให้ดู ... ครูบอกว่าหน่วยก้านดี รสมือดี แต่แจ๊สก็ยังไม่ยอมเรียนดนตรี จน ป. 3 โควิดซาลง ได้กลับมาใช้ชีวิต new normal แวะมาหาครูตั๊กบ้าง ครูผอมลงไปเยอะเลย แจ๊สลองสมัครทริป ศรทองสัญจรอยุธยา จึงได้เริ่มกลับมาใกล้ชิดกับแก๊งพี่ ๆ ... ได้มีโอกาสแวะเวียนมามูลนิธิบ่อยขึ้น และแม่ก็เริ่มกลับมาซ้อมงานไหว้ครูมูลนิธิฯ 

จนแจ๊สขึ้น ป.4 (ผ่านไปเกือบ 6 ปี)  ... เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 แจ๊สก็บอกว่าหนูจะเรียนขิม และได้ไปเข้าพิธีงานไหว้ครูมูลนิธิฯ บอกกับครูตั๊กว่าจะเรียนขิม     ครูตั๊กเลยให้ลองต่อเพลงประกวดศรทองในปีนั้นเลย “เพลงลาวเฉียง” และแจ๊สก็ยอมส่งคลิปลงแข่งศรทองครั้งแรก ... ใช้เวลาเรียน ฝึกซ้อมอัดคลิปประกวด รวม 22 วัน ... ผ่านเข้ารอบแรกศรทอง และได้ขึ้นเวที ศรทอง 2566 เป็นครั้งแรกแบบเป็นทางการ เป็นที่แปลกใจของทุกคน ขอบพระคุณครูตั๊กที้ให้โอกาสแจ๊ส เหมือนที่เคยให้โอกาสดี ๆ กับหนูมาตลอดค่ะ ทำให้แจ๊สได้มีประสบการณ์ที่ดีมากในการขึ้นเวที เห็นความมุ่งมั่นจริงจังที่อยากทำให้ได้  ถึงแม้จะตกรอบในปีนั้นแต่แจ๊สก็ไม่เสียใจแต่กลับรู้สึกภูมิใจมาก ๆ ที่มาได้ถึงขนาดนี้ ไปเล่าประสบการณ์ในการขึ้นเวทีให้เพื่อน ๆ และคุณครูที่โรงเรียนฟัง จนได้มีโอกาสต่อเนื่องไปบรรเลงขิมโชว์ที่งานโรงเรียนอีกหลายครา

เมื่อได้ฟัง โหมโรง เดอะ มิวสิคอล เพลงเสียงนั้นเสียงหนึ่ง จึงรู้สึกขนลุกทุกที ... ดั่ง ครูเข้ามาอยู่ในใจ … หรือ วิธีนี้เองที่ครู (บนฟ้า) มาตาม (ดลใจ) มาเยี่ยมบ้าน (แต่จริงๆ วันนั้น ... ครูอาจจะมาตามแจ๊ส...มิใช่ตามแม่ใช่ไหมคะ 😅 ) 

ถึงวันนั้น แจ๊สจะตกรอบศรทอง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ แม่บอกครูว่า ส่งแจ๊สถึงมือครู (บนฟ้า) แล้วนะคะ หลังจากนี้ต้องให้เขาเลือกทางเดินเอง ครูตั๊ก ถามว่า จะสู้ต่อไหม ... ถ้าแจ๊สจะสู้ครูจะฝึกให้ ครูบอกว่า มีแค้นต้องชำระ ผ่านมาอีก 2 ปี ก็ยังลงแข่ง ส่งคลิปศรทองอีก (แต่ก็ตกรอบอีก) แต่แจ๊สก็ไม่ได้เสียใจ บอกว่า หนูเน้นมีส่วนร่วมค่ะ ชอบไปมูลนิธิฯ เพื่อเน้นการเข้าสังคม เป้าหมาย หนูไม่ได้อยากแข่ง แต่อยากมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนค่ายศรทอง 

ช่วงที่ผ่านมา แจ๊สขอมาเรียนที่มูลนิธิอย่างสม่ำเสมอ เพราะถูกใจและติดใจเพื่อน ๆ พี่ ๆ ครูผู้ช่วยครูตั๊ก 

น่าจะเป็นความรู้สึกที่ผูกพันเหมือนแม่สมัยเด็ก ๆ ที่มามูลนิธิฯ ... ที่แห่งนี้ คือบ้านอีกหลัง คือเซฟโซน ที่จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ที่มีครู มีพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ รออยู่เสมอ

มีหลายครั้งที่แจ๊สดื้อบ้าง ซนบ้าง ไม่เชื่อฟังบ้าง ครูตั๊กก็จะดุ สั่งสอน ครูจะพูดเสมอว่า “เพราะเป็นลูกศิษย์ ครูจึงดุ ครูจึงสอน” หลาย ๆ ครั้ง ครูไม่ได้ดุแจ๊สตรง ๆ (อาจจะเพราะยังเด็ก) แต่ครูเรียกแม่ไปดุแทน ว่าทำไมไม่สอนลูก เพราะแม่ก็เป็นลูกศิษย์ครูตั๊ก ครูจึงสอนบทเรียนชีวิตให้สม่ำเสมอ ครูบอกว่า “เด็ก ๆ เมื่อโตแล้ว ก็ต้องสอนกาละ เทศะ ทำอะไรให้เหมาะให้ควร”

ครูจะสอนแจ๊สเสมอ “ให้รู้จักฟัง” “ฟังให้เป็น” จะทำอะไรต้องฟังเป็นก่อน ทำอะไรเอาแต่ใจ ก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ เล่นดนตรีต้องหัดฟังจังหวะ กลองฉิ่ง จึงจะเล่นร่วมกันได้ จึงจะเกิดความไพเราะ

คำครู ที่ครูพูดเสมอ ๆ “ทำสิ่งที่ควรทำ ในเวลาทำที่ควรทำ กับคนที่ควรทำ” ให้รู้ตนอยู่เสมอ เวลาทำอะไร ฝึกจิต สมาธิ เช่น การตีขิมเล่นดนตรี ต้องรู้ตัวอยู่เสมอ เล่นถึงท่อนไหน จังหวะไหน รอบที่เท่าไหร่แล้ว กลับต้นตอนไหน หากไม่รู้ตัวก็จะหลง ๆ ลืม ๆ เล่นวนไปมาไม่จบสักที 

ครูตั๊กจะใช้ของเล่น มายากล ช่วยฝึกเด็ก ๆ ให้เข้าใจเรื่องทักษะ การประสานกันของมือ ตา และสมาธิ 

ครูตั๊ก เคยพูดลอย ๆ ตอนนั่งคุยกันออกมาว่า “มีแต่คนรู้จักครูตั๊ก แต่ไม่เห็นมีใครรู้จักอาจารย์ชนกเลย” 
พลับพลึง ก็ตอบครูไปว่า “ก็เพราะครูเป็นครูไง ครูไม่ใช่อาจารย์ที่ให้แค่ความรู้  แต่ครูตั๊ก คือ ครู คือ “คุรุ” ผู้สอนวิชาชีวิตด้วยไง ครูผู้ให้”

*บทความสอนศิษย์ของครูตั๊ก ในงานไหว้ครูปี 2562

2-3 ปีที่ผ่านมา แวะไปหาครูตั๊ก พาแจ๊สไปเรียนเกือบทุกสัปดาห์ ทำให้ความผูกพันอันยาวนานกลับมายิ่งแน่นแฟ้น ทุกสัปดาห์ ก็จะคุ้นเคยกับการไปฟังครูตั๊กบ่นแจ๊ส ซื้อขนมไปฝากครูตั๊ก ชักชวนครูนั่งคุย ครูยังมีไอเดียอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ มาเล่ามาชวนคิดสม่ำเสมอ

จนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ครูไม่สบาย เข้าโรงพยาบาล ก็ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยม ไปเล่นกู่เจิงเพลงลาวดวงเดือนให้ครูฟัง เพื่อขออนุญาตครูไปเล่นในงานแสดงคอนเสิร์ตกู่เจิงครู-ศิษย์ของครูหลี่หยาง

ครูตั๊กนอนฟังบนเตียง แล้วครูก็ร้องโน้ตไปด้วยอย่างแม่นยำขณะที่เล่นลาวดวงเดือนให้ครูฟัง 
ปลายกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ครูตั๊กได้กลับบ้าน 

ต้นมีนาคม ดีใจมากที่ทุกวันอาทิตย์แวะไปเรียนได้กลับไปเจอครูที่ครัวบรรเลง

จนครูกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง …

29 มีนาคม พ.ศ. 2569 18:30 น. ได้มีโอกาสแวะไปกราบ จับมือครูตั๊ก (ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย) มือครูเย็นเหลือเกินแต่ก็เป็นความอบอุ่นใจที่ได้จับมือครูอีกครั้ง

พาแจ๊สไปกราบครู กระซิบบอกครูว่า “หนูแวะมาหาแล้วค่ะครู หนูจะไม่ทอดทิ้งดนตรีไทย ครูพักให้สบายนะคะ แล้วเราค่อยพบกันใหม่ค่ะ” 

ครูจะอยู่ในใจเสมอค่ะ 
กราบลา ครูตั๊ก 
พลับพลึง - สุมนทิพย์ วิชัยดิษฐ และ น้องแจ๊ส - วรมน รัตนวิจิตราศิลป์
ลูกศิษย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530
วันที่เขียนบทความ 28 พ.ค. 2569