มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) : ศิลปบรรเลง-สาคริก
โดย รองศาสตราจารย์ มธุรส วิสุทธกุล
หลายคนมีความสงสัยอยู่ในใจ ว่าเหตุใดผู้สืบทอดมรดกดนตรีไทยในนาม “มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)” อย่างเอาจริงเอาจังและมีชื่อเสียงปรากฏโดดเด่นในวงการดนตรีไทย จึงเป็นผู้ที่ใช้นามสกุล “ สาคริก” อยู่หลายคนทีเดียว เช่น อาจารย์มาลินี สาคริก คุณนิคม สาคริก อาจารย์ชนก สาคริก อาจารย์ธัญญารัตน์ สาคริก และอาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก เป็นต้น ทุกท่านที่กล่าวมาเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแกนนำ ผู้สืบทอดสำคัญดนตรีไทยสายตระกูลศิลปบรรเลง หรือกล่าวกันว่าสายบ้านบาตรของหลวงประดิษฐไพเราะ ผู้ดำเนินการในนามของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) สืบมาจนทุกวันนี้
เป็นโอกาสดียิ่งที่จะเล่าถึงที่มาที่ไปของการสืบทอดเจตนารมณ์อันแน่วแน่นี้ ในหนังสือที่ระลึกคุณูปการ ของอาจารย์ชนก สาคริก ราชบัณฑิตสาขาดนตรีไทย หรือครูตั๊ก ผู้เป็นที่รักยิ่งของลูกศิษย์ทุกรุ่น
ครูตั๊ก ผู้ทิ้งมรดกนวัตกรรมการสอนดนตรีไทย ด้วยความชำนาญในฝีมือบรรเลง และถ่ายทอดกลเม็ดเด็ดพรายอย่างไม่ปิดบังแก่ลูกศิษย์ ทุกคน ทุกรุ่น ให้เก่งกล้าสามารถด้วยความรัก เมตตา อ่อนโยน จริงใจ ด้วยเทคนิคการบรรเลง และการสอนอย่างเป็น “ผู้รู้จริง” อีกทั้งการปฏิบัติและ การถ่ายทอดดนตรีไทย ให้ “รู้สึก” ถึงความละเมียดละไม อย่างมีรสนิยม เข้าใจ และเข้าถึง “สุนทรีย์รส” ของดนตรีและ “อารมณ์” ของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง นอกจากการถ่ายทอดการสอนดนตรีแบบขนบประเพณี ที่สืบทอดต่อมาช้านานแล้ว อาจารย์ชนกหรือครูตั๊ก ยังคิดค้นกลวิธีการสอนดนตรีไทยด้วยคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีแนวใหม่ อันเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีผู้ใดคิดค้น นำเสนอ เผยแพร่เป็นเอกสาร ให้ปรากฏในวงการดนตรีไทย หรือการสอนดนตรีสากลใด ๆ มาก่อนเลย ผลงานทั้งหลายที่อาจารย์ชนก สืบทอดและเผยแพร่ดนตรีไทย มีคุณค่าคุณูปการเป็นที่ประจักษ์แก่ราชบัณฑิตยสภาแห่งชาติ สมควรแก่เกียรติยศ ของอาจารย์ชนก สาคริก ราชบัณฑิตสาขาดนตรีไทยอย่างสมศักดิ์ศรี
เบื้องหลังแรงบันดาลใจและการอุทิศตนเสียสละชีวิตการทำงานที่กำลังเจริญรุ่งเรือง ตำแหน่ง หน้าที่ในสาขาวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่อาจารย์ชนก สาคริก ได้ร่ำเรียนมา แต่ได้หักเหชีวิตอย่างฉับพลันมาเป็น ครูตั๊กผู้สืบทอดศิลปะดนตรีไทยนั้น มีที่มาที่สมศักดิ์ศรีและน่านับถือยิ่ง
“ครูตั๊กผู้รักษาสัจจะวาจา”
ประเด็นสำคัญของหัวเรื่องนี้มีที่มาที่ลึกซึ้งกินใจ ด้วยว่าเป็นพันธะสัญญา เป็นคำสัตย์ปฏิญาณ สัญญาใจที่ ครูตั๊กได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับป้าจิ้น หรือ ครูชิ้น/อาจารย์ชิ้น/คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง บุตรสาวคนโตของ คุณหลวงประดิษฐไพเราะ ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่ตั้งมั่นเข้มแข็งมาจนทุกวันนี้
ประวัติของเรื่องนี้มีนัยยะสำคัญจึงจะขอคัดลอกบทความอำลาอาลัย “แด่คุณป้าและคุณครูผู้แสนประเสริฐ” ที่ครูตั๊กได้เขียนอุทิศมอบให้ป้าจิ้นในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2534 เป็นหลักฐานถึงมูลเหตุสำคัญที่ทำให้อาจารย์ชนก สาคริก ตกลงใจหักเหชีวิตมาทำหน้าที่ครูตั๊กผู้สืบทอด ศิลปะดนตรีไทยในสายของหลวงประดิษฐไพเราะคุณตาของท่าน เป็นผู้รักษาสัญญาดังสัจจะวาจา ที่รับปากไว้กับคุณหญิงชิ้นนับแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนสิ้นอายุขัย ไม่เคยผิดสัญญาแม้แต่สิ่งเดียว
มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มุ่งหมายที่จะอนุรักษ์เผยแพร่ดนตรีไทย มิให้เสื่อมสูญไป ยกย่องและเชิดชูผลงานของศิลปินทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นผู้ใด และเป็นแกนกลางในการประสานงานเพื่อให้ดนตรีไทยมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่คู่ชาติไทย คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ประธานมูลนิธิคนแรกได้อุทิศตนทุกวิถีทางเพื่อปลูกฝังค่านิยมและความรู้เรื่องดนตรีไทย ให้เกิดความรัก ชื่นชม และหวงแหนศิลปวัฒนธรรมของชาติ ในหมู่นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไป โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และไม่มุ่งหวังค่าตอบแทนใด ๆ
การที่สามารถก่อตั้งมูลนิธิฯ นี้สำเร็จสมเจตนารมณ์นั้น นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตประการหนึ่ง มูลนิธิฯ นี้ตั้งขึ้นในโอกาสฉลองอายุครบรอบ 100 ปี ของหลวงประดิษฐไพเราะ และประจวบกับเป็นปีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ด้วย นับเป็นการแสดงกตเวทิตาคุณต่อบิดา คุณหญิงชิ้นเน้นความสำคัญในเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อบิดา มารดา ครู อาจารย์ ผู้มีพระคุณ และเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่สุดของชีวิต คือ ปณิธานและเจตนารมณ์ ของ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ด้วยความห่วงใยและปริวิตกก่อนเสี่ยงชีวิตเข้ารับการผ่าตัดหัวใจในวัยชรา
คำมั่นสัญญาที่ท่านได้ขอจากหลานรักทั้งสอง อาจารย์มาลินี และอาจารย์ชนก สาคริก ให้รับปากว่าจะช่วยกันสืบทอดอุดมการณ์นี้ต่อไป คือเรื่องเล่าเป็นตำนานที่มาของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่อยากเล่าให้ฟัง ในโอกาสนี้จะขอยกคำไว้อาลัยที่อาจารย์ชนกเขียนอุทิศไว้ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ดังนี้
“ตั๊ก..ช่วยป้าหน่อยนะ..ช่วยกันสืบทอดวิชาของคุณตาเอาไว้...ป้าเสียดายกลัวว่าจะสูญไปเสีย” คำกล่าวของ “ป้าจิ้น” ประโยคนี้ยังแว่วอยู่ในความทรงจำของผมเสมอมา “ครับ” ผมตอบท่านไปเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะมีความสามารถสืบทอดวิชาดนตรีไทยต่อไปได้ดีเท่ากับที่ท่านตั้งความหวังเอาไว้หรือไม่ วันนั้นเป็นวันไหว้ครูดนตรีไทยที่ “บ้านบาตร” เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว (บ้านบาตรคือบ้านของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ศร ศิลปบรรเลง เลขที่ 135 ถนนบริพัตร)
หลังจากที่ได้ให้สัจจะวาจากับท่านแล้ว ผมจึงได้เริ่มเรียนรู้วิชาดนตรีไทยอย่างจริงจังยิ่งขึ้น โดยเรียนกับ “คุณแม่” (นางมหาเทพกษัตรสมุห บรรเลง สาคริก) และ “ป้าจิ้น” เป็นส่วนใหญ่ เมื่อมีความรู้ความสามารถพอสมควรแล้วท่านทั้งสองก็ได้กรุณานำผมไปช่วยท่านสอนดนตรีไทยตามที่ต่าง ๆ หลายแห่ง เพื่อให้มีประสบการณ์และความรู้ความชำนาญมากยิ่งขึ้น “ป้าจิ้น” มักจะย้ำสอนผมเสมอว่า “สิบรู้นั้นไม่สู้ชำนาญ เมื่อเรียนรู้แล้วต้องปฏิบัติให้ชำนาญด้วย” นอกจากท่านจะสอนให้ “รู้” และ “ปฏิบัติ” ได้แล้ว ท่านยังสอนให้ “รู้สึก” ด้วย โดยกล่าวว่าดนตรีไทยนั้นเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับรสนิยมและอารมณ์ของความรู้สึกของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง หากไม่เรียนรู้ถึงสิ่งเหล่านี้จะเป็นนักดนตรีหรือครูดนตรีที่ดีไม่ได้ ผมจดจำคำสอนของ “ป้าจิ้น” และ “คุณแม่” ไว้ในใจและถือเป็นหลักในการปฏิบัติตนเสมอมา พร้อมกันนั้นก็ได้รักษา “สัจจะ” ที่ได้ให้ไว้แก่ท่านในการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการดนตรีไทยให้แก่ศิษย์ของผมต่อไป และพบว่าประสบแต่ผลสำเร็จเป็นอย่างดียิ่งทั้งในงานอาชีพและชีวิตส่วนตัว ผลสำเร็จต่าง ๆ ที่ผมได้รับในชีวิตการเรียนและอาชีพการงานมาจนถึงบัดนี้นั้น กล่าวได้เต็มปากว่าส่วนหนึ่งมีผลมาจาก “คำสอน” ของ “ป้าจิ้น” โดยแท้
แม้ว่า “ป้าจิ้น” จะล่วงลับไปแล้ว แต่สัจจะที่ผมได้ให้ไว้กับท่านยังคงมีผลอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมมั่นใจว่าวิชาดนตรีไทยในสายตระกูลของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จะยังไม่สูญสิ้นไปโดยง่าย แต่จะต้องเจริญงอกงามผลิดอกออกช่อต่อไปสมดังเจตนารมณ์ของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะท่านเองเป็นผู้เพาะหว่าน “พืชพันธุ์ทางดนตรีไทย” เอาไว้มากมายนับอเนกอนันต์ ตัวผมเองก็เป็น “ต้นกล้า” ต้นหนึ่งที่ท่านได้กรุณาเพาะหว่านเอาไว้ ซึ่งบัดนี้อาจกล่าวได้ว่ากำลังผลิดอกออกช่อ จนสามารถสืบทอดต่อให้ลูกศิษย์จำนวนมากมายในชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะที่ป้าจิ้นเป็นอิฐก้อนแรกก่อตั้งไว้ ผมแน่ใจว่า “ป้าจิ้น” คงมีญาณวิถีที่จะหยั่งรู้และรับทราบในกิจกรรมทางดนตรีไทยที่ผมกำลังกระทำ ตามสัจจะที่ได้ให้ไว้ต่อท่าน เมื่อนานมาแล้ว และแน่ใจว่าดวงวิญญาณของท่านคงจะร่วมชื่นชมยินดีกับผมด้วย แม้ว่าคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นทั้ง “คุณป้า และ คุณครูผู้แสนประเสริฐ” ของผมจะจากไปสู่สุคติแล้วก็ตาม ผมขอให้สัจจะต่อดวงวิญญาณของท่าน ณ บัดนี้อีกครั้งหนึ่งว่า
“ผมจะรักษาสัจจะที่ได้เคยให้ไว้กับท่านเมื่อนานมาแล้วนั้นต่อไปตราบจนชั่วชีวิตของผมครับ”
เพื่อแสดงถึงความรักษาสัตย์ มุ่งมั่น แน่วแน่ ความบันดาลใจ และแรงกตัญญูต่อแผ่นดินและบรรพบุรุษที่ อาจารย์ชนก ได้กระทำตามคำพูดไว้นั้นทุกประการ
“ครอบครัวสาคริก” ลูกหลานของอาจารย์บรรเลง ศิลปบรรเลง สาคริก (รองประธานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ผู้เป็นคุณแม่ ของอาจารย์มาลินี (ลูกสาวคนโต) คุณนิคม (บุตรชายคนที่ 2) และอาจารย์ชนก สาคริก (ลูกชายคนสุดท้อง) และท่านเป็นคุณย่าของอาจารย์เป้า ธัญญารัตน์ อาจารย์เอ้ อัษฎาวุธ และ คุณเก๋ คมกริช สาคริก ทั้งหมดนี้ช่วยกันดำเนินการบริหารงานกิจกรรมของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ สืบทอดเจตนารมณ์ของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง บุตรสาวคนโต และ อาจารย์บรรเลง คือน้องสาวคนรอง ผู้มีคุณูปการ คือมอบ “บ้านสาคริก” บ้านของท่าน ให้เป็นที่ตั้งของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ด้วยความเห็นชอบของท่านเจ้าของบ้าน ผู้เป็นสามีของอาจารย์บรรเลง คือพระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก ผู้เป็นต้นเค้าของทายาทสกุลสาคริกทุกคนของบ้านนี้)
มูลนิธิฯ ของตระกูลศิลปบรรเลง จึงมีสมาชิกนามสกุล “สาคริก” ลูก ๆ หลาน ๆ ของ อาจารย์บรรเลง สาคริก อุทิศตนตามสัจจะวาจา ที่ให้ไว้กับคุณหญิงชิ้น ร่วมใจกันบริหารกิจการของมูลนิธิฯ รุ่งเรื่องมีชื่อเสียงในแวดวงดนตรีไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับนับถือแก่สังคมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเรื่อยมา จนถึงทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่าพี่น้องลูกหลานของคุณตาหลวงประดิษฐไพเราะนั้นรักใคร่ปรองดองผูกพันกันแน่นแฟ้น เมื่อสมรสไม่ว่าจะใช้นามสกุลใด ก็มีปณิธานสืบทอดเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะรักษามรดกของตระกูล อนุรักษ์ และเผยแพร่ผลงานดนตรีไทยที่คุณตาหลวงประดิษฐไพเราะได้รังสรรค์ไว้ ให้ยืนยงเป็นมรดกของชาติไทยสืบไปชั่วกาลนาน
พื่อยืนยันถึงคุณธรรมของอาจารย์ชนกต่อคำปฏิญาณรักษาคำพูด จึงมุ่งมั่นแน่วแน่ก่อเกิดความบันดาลใจ แรงกตัญญูต่อบรรพบุรุษและแผ่นดินจะสืบทอดศิลปะวัฒนธรรมดนตรีประจำชาติมิให้สูญไป
อาจารย์ชนกได้กระทำตามคำพูดที่สัญญาไว้นั้นทุกประการ
เนื้อร้องเพลง "ร่มโพธิ์แก้ว"
อาจารย์ชนก สาคริก แต่งเนื้อร้องไว้อาลัยแด่ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 เลือกเพลงและใส่ทำนองร้องโดย อาจารย์บรรเลง (ศิลปบรรเลง) สาคริก บรรเลงในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงชิ้น ฯ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2534 บรรเลงด้วยวง “เครื่องสายประสม พิณพม่า” โดยนักดนตรีจากชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นับเป็นครั้งแรกที่พิณพม่าได้มีการนำมาบรรเลงต่อหน้าสาธารณชน
เนื้อร้องเพลง “ร่มโพธิ์แก้ว”
(ทำนองเพลง “ธรณีร้องไห้”)
(เที่ยว 1) โอ้ว่าอนิจจาร่มโพธิ์แก้ว โค่นลงแล้วตามวาระอายุขัย
(เที่ยว 2) ฝูงนกกาเคยพำนักพักกายใจ แต่นี้ไปไร้ที่จะพึ่งพา
(เที่ยว 3) คุณหญิงชิ้น ฯ เปรียบประดุจดั่งโพธิ์แก้ว จากไปแล้วได้แต่คร่ำครวญหา
(เที่ยว 4) เคยอบอุ่นใกล้ชิดทุกเวลา ไม่นึกว่าท่านจะด่วนจากจร
(ทำนองเพลง “ช้าโหย”)
(เที่ยว 1) ศิษย์ทั้งหลายต่างสำนึกในพระคุณ ที่ท่านเคยเกื้อหนุนและสั่งสอน
(เที่ยว 2) ขออำนาจพระรัตนตรัยประทานพร ดังคำข้าว่าวอนจากดวงใจ
(เที่ยว 3) ขอท่านจงเป็นสุขสงบเถิด ศิษย์จะเทอดงานดนตรีให้ยิ่งใหญ่
(เที่ยว 4) ชาติเราจะไม่ไร้เสียงดนตรีไทย คงขับกล่อมต่อไปชั่วกาลนาน
... “ดนตรีไทยต้องไม่ตาย
ผลงานของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ต้องคงอยู่ไม่เสื่อมสูญไป”
มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นสำเร็จ เมื่อพ.ศ. 2524 จากวันนั้นถึงวันนี้ 45ปี แล้ว
มูลนิธิฯ มีผลงานมากมายเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นที่ปรากฏเปลี่ยนผ่านกาลเวลาที่เหมือนเนิ่นนาน แต่จุดเริ่มต้น ของความเป็นมาย้อนไปในประวัติศาสตร์ยาวนานกว่านั้นนัก
ณ วันนี้ถ้าไม่มี มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ถ้าไม่มีคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ไม่มีอาจารย์บรรเลง ศิลปบรรเลง สาคริก และหลานร่วมใจ คือ อาจารย์มาลินี และอาจารย์ชนก สาคริก อีกทั้งลูกหลาน ศิลปบรรเลงทุกคน ตลอดจนครูดนตรีไทยสายบ้านบาตร ลูกศิษย์ลูกหาของคุณหญิงชิ้น ฯ ที่ท่านเพียรปลูกฝังฝากความรู้รักศิลปะดนตรีไทยไว้อย่างไม่ย่อท้อ อีกทั้งผู้ที่เห็นคุณค่าของ ดนตรีไทยทุกองค์กรทุกฝ่ายที่ให้ความสนับสนุน ร่วมเป็นพลังใจให้ก่อตั้ง “มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)” ได้สำเร็จขึ้นมาในครั้งนั้นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ป่านนี้ก็คงไม่มีการสืบทอดมรดกดนตรีไทย ในสายของหลวงประดิษฐไพเราะให้สืบค้นภูมิปัญญาของท่านอย่างเป็นวิชาการ ถ้าไม่มีกำลังสำคัญ ที่จะช่วยกันเผยแพร่กิตติคุณของท่านครูต่อสาธารณชน อย่างเช่น อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก และอาจารย์อานันท์ นาคคง มาช่วยกันบันทึกเรื่องราวในหนังสือ “หลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ดุริยกวี แห่งลุ่มเจ้าพระยา” ที่จุด ประกายความสนใจให้คุณอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ และผู้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” อันแปลกใหม่ท้าทาย ให้สำนึกถึงรากเหง้าของของเราชาวไทย ไม่มีประชาชนคนไทยคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชมภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคมไทย เป็นกระแสที่กระตุ้นเตือนสะกิดใจทำให้ผู้คนตื่นตัวรักษามรดก ภูมิปัญญาของเราชาวไทย ไม่มีสื่อต่าง ๆ ตลอดจนบุคคลสำคัญในสังคมให้ความสนใจดนตรีไทยดังเช่นที่ปรากฏ อย่างพลิกความคาดหมาย จนทำให้เยาวชนทั้งประเทศตื่นตัวร่วมกันสืบทอดศิลปะของชาติ สนใจเรียนรู้ดนตรีไทย ฝึกหัดการเล่นระนาดเอกและเครื่องดนตรีอื่น ๆ พลิกโฉมดนตรีไทยดังเช่นทุกวันนี้ที่คนรุ่นใหม่ตระหนักรู้เรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญช่วงหนึ่งของชาติ ความรู้เรื่องดนตรีไทยที่อาจจะเสื่อมสูญจนลบเลือนไปในสายลมตามกาลเวลาก็จะเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก
รองศาสตราจารย์มธุรส วิสุทธกุล
วันที่เขียนบทความ 16 มิ.ย. 2569
