เคล็ดลับในการฝึกเรียนดนตรีไทย

บรรยายโดย อาจารย์ชนก สาคริก 
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตสำนักศิลปกรรม 
ประเภทวิจิตรศิลป์ สาขาดุริยางคกรรม
วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2544

 

การเรียนรู้ศาสตร์ใด ๆ ให้มีผลสำเร็จลุล่วงไปโดยรวดเร็วนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับสติปัญญาและความพากเพียรของผู้เรียนแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง สิ่งนั้นเรียกว่า “เคล็ดลับ”  

เคล็ดลับหมายถึง “ข้อควรรู้” หรือ “วิธีการ” ที่นำมาใช้ปฏิบัติ เพื่อให้การเรียนรู้ศาสตร์นั้น ๆ มีผลสำเร็จรวดเร็วและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เคล็ดลับในการฝึกเรียนดนตรีไทยทั้ง 18 ประการที่ผู้เขียนนำมาเสนอในบทความนี้เป็นการวิเคราะห์และรวบรวมมาจากคำสอนของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นทั้งนักดนตรีและครูดนตรีซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป จุดมุ่งหมายในการรวบรวมเคล็ดลับเหล่านี้มาเขียนเป็นบทความนั้น เพราะต้องการบันทึกไว้สำหรับเป็นแนวทางในการฝึกปฏิบัติของนักดนตรีรุ่นหลัง

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นั้น เป็นผู้ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในตนเองถึง 3 ประการคือ 
    1) เป็นนักดนตรีที่มีฝีมือยอดเยี่ยมในยุคสมัยของท่าน 
    2) เป็นผู้ที่แต่งเพลงอันไพเราะไว้มากมาย จนได้รับราชทินนามว่า “ประดิษฐไพเราะ”
    3) เป็นครูที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นที่เคารพรักของบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่ง

คุณลักษณะที่ดีเยี่ยมทั้ง 3 ประการนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพรสวรรค์ของท่านเอง แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากแนวการปฏิบัติตนของท่านในขณะที่ฝึกเรียนวิชาดนตรีไทย สำหรับส่วนที่เป็นพรสวรรค์นั้นเป็นเรื่องของ “คุณสมบัติเฉพาะตน” คงไม่อาจลอกเลียนหรือฝึกฝนให้เหมือนกันได้ แต่ส่วนที่เป็นแนวความรู้ในการฝึกปฏิบัติตนนั้นสามารถจะศึกษาและนำมาปฏิบัติให้เกิดผลได้ ผู้เขียนจึงเห็นว่าเคล็ดลับทั้ง 18 ข้อนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รวบรวมนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ 

เคล็ดลับทั้ง 18 ข้อดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 บทคือ

  • บทที่ 1    เรียกว่า “เมื่อมี 3 ดี ดนตรีจึงไพเราะ”
  • บทที่ 2    เรียกว่า “รู้จักฟังเสียง 5 ชนิด”
  • บทที่ 3    เรียกว่า “ฝึกความแม่นยำ 5 ประการ”
  • บทที่ 4    เรียกว่า “เรียนรู้มนต์เพลง 5 ข้อ”

เมื่อรวมทั้ง 4 บทเข้าด้วยกันแล้ว จึงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ 18 ประการดังต่อไปนี้


บทที่ 1 “เมื่อมี 3 ดี ดนตรีจึงไพเราะ”

ผู้ที่เรียนดนตรีไทยแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเริ่มต้นเรียนโดยมองข้ามเรื่องสำคัญ 3 ประการ คือ เครื่องดนตรีดี ฝึกฝีมือให้ดี และเสาะหาครูดี 


เรื่องสำคัญทั้ง 3 ประการนี้ เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการเรียนดนตรีให้ได้ผลดี ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เรียกว่า “3 ดี” คือประการแรกผู้เรียนดนตรีควรจะซื้อหาเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดีมาไว้เป็นสมบัติของตน เครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดีนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเครื่องดนตรีที่สวยงามและมีราคาแพงเสมอไป สิ่งที่สำคัญคือ “เสียง” ของเครื่องดนตรีนั้นมีความไพเราะน่าฟังหรือไม่ แม้รูปร่างจะไม่สวยงามแต่เสียงดีก็ควรเลือกเอาเสียงดีไว้ก่อน ข้อสำคัญต้องรู้ว่าเสียงดีนั้นคืออย่างไร ถ้าไม่รู้ก็ขอให้ครูหรือผู้ที่เขาชำนาญในการบรรเลงเครื่องดนตรีนั้นช่วยแนะนำให้ก่อนที่จะซื้อ ไม่ควรจะฟังคำพูดของคนขายเพียงอย่างเดียวเพราะเขาก็ต้องว่าสินค้าของเขาดีทั้งนั้น บางคนเลือกซื้อเครื่องดนตรีราคาถูก ๆ 
เพราะคิดว่าเอาไว้ฝึกเท่านั้นไม่ต้องใช้ของดีนักก็ได้ ครั้นพอมีฝีมือขึ้นมาก็จะเริ่มรู้สึกว่าเครื่องดนตรีชิ้นนั้นเสียงไม่ไพเราะเท่าที่ควร จึงต้องไปหาซื้อมาใหม่อีกชิ้นหนึ่ง กลายเป็นต้องซื้อถึง 2 ครั้ง แทนที่จะซื้อเพียงครั้งเดียว ลองคิดดูซิครับว่า นักดนตรีที่ฝีมือดีแต่บรรเลงเครื่องดนตรีที่เสียงไม่ดีนั้นเพลงที่บรรเลงจะไพเราะหรือไม่ ดังนั้นตอนที่เริ่มต้นเรียนดนตรีควรจะเลือกซื้อเครื่องดนตรีให้มีคุณภาพดีไว้ก่อน จึงจะเรียกว่ามี “ดี” ข้อที่ 1

เมื่อมีเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดีแล้ว ก็ต้องพยายามฝึกฝีมือของตนให้ดีด้วย นักดนตรีที่ฝีมือไม่ดีแม้จะมีเครื่องดนตรีคุณภาพดี ก็ไม่สามารถบรรเลงเพลงได้ไพเราะ ดังนั้นผู้เรียนดนตรีจึงต้องเอาใจใส่ในการเรียนและขยันฝึกซ้อมฝีมือของตนอย่างสม่ำเสมอ ครูโบราณท่านกล่าวเตือนเป็นคติไว้ว่า 
“เจ็ดวันเว้นดีดซ้อมดนตรี อักขระห้าวันหนีเนิ่นช้า สามวันจากนารีเป็นอื่น…” หมายความว่าถ้าเราไม่ได้ฝึกซ้อมดนตรีเพียง 7 วันเท่านั้น ก็จะลืมเพลงจนหมด 
ดังนั้นผู้ใดที่ขยันฝึกซ้อมดนตรีอยู่เสมอ ก็จะมีฝีมือในการบรรเลงดี 
นับเป็น “ดี” ข้อที่ 2 ใน “3 ดี”

สำหรับ “ดี” ข้อที่ 3 คือ “ครูดี” หมายความว่าผู้ที่อยากเก่งดนตรี ต้องเสาะแสวงหาครูที่มีความรู้ความสามารถในการสอนเครื่องดนตรีที่อยากจะเรียน จึงจะได้ความรู้ดีและสามารถบรรเลงเพลงได้ไพเราะ คำว่า “ครูดี“ นี้ไม่ได้หมายความว่าครูผู้นั้นเป็นผู้มีฝีมือดีเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงความเป็น คนดี มีเมตตา มีคุณธรรม จริยธรรม และมีคุณสมบัติของความเป็นครูอย่างครบถ้วนด้วย หากมุ่งเสาะแสวงหาแต่ครูที่เก่งหรือมีฝีมือดีโดยไม่ได้ดูด้านอื่น ๆ ของครูผู้นั้นแล้ว ก็จะได้แต่เพียง “ความเก่ง” ไม่ได้ “ความดี” หรือความรู้ในด้านอื่น ๆ ที่กว้างไกลเท่าที่ควร ผู้ที่พบ “ครูดี” จึงนับว่ามี “ดี” ข้อที่ 3 

หากนักดนตรีคนใดมี 3 ดี ครบถ้วนตามที่กล่าวมานี้ ย่อมบรรเลงเพลงได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังเสมอ ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไปด้วย ดังนี้จึงจะนับได้ว่ามีความสำเร็จในการเป็นนักดนตรีที่ดีอย่างแท้จริง


บทที่ 2 “รู้จักฟังเสียง 5 ชนิด”

นักดนตรีที่จะสามารถบรรเลงดนตรีได้ดีนั้นจำเป็นต้องรู้จักฟังเสียง 5 ชนิดคือ เสียงในใจ เสียงที่เราบรรเลง เสียงที่ผู้อื่นบรรเลง เสียงที่เกี่ยวกับการบรรเลง และเสียงที่ไม่เกี่ยวกับการบรรเลง ความหมายของแต่ละเสียงมีดังนี้


เสียงที่ 1 คือ “เสียงที่เราได้ยินในความคิด” (เสียงในใจ)

เสียงชนิดนี้ไม่ปรากฏรูปลักษณ์เป็นคลื่นเสียงออกมาภายนอก คือไม่มีใครได้ยินเสียงนี้นอกจากตัวเจ้าของเสียงเอง ดังนั้นไม่ว่าจะผิดหรือถูก ไพเราะ หรือไม่ไพเราะ เจ้าของเสียงจะต้องพิจารณาเอาเอง เสียงชนิดที่ 1 นี้ อาจเกิดจากการฟังเพลง ต่อเพลง หรือเรียนรู้ทำนองเพลงแล้วจำเอาไว้เอง และเป็นเสียงแรกที่นักดนตรีจะต้องรู้จัก เพราะถ้าไม่มีเสียงนี้เกิดขึ้นแล้ว จะไม่สามารถบรรเลงเพลงได้ เพราะไม่รู้ว่าทำนองเพลงเป็นอย่างไร จึงนับว่าเป็นเสียงที่มีความสำคัญมากสำหรับนักดนตรี

เสียงที่ 2 คือ “เสียงที่เราบรรเลง”

เสียงชนิดที่ 2 นี้เป็นเสียงที่มีรูปลักษณ์เป็นคลื่นเสียงปรากฏออกมาภายนอก เพราะเป็นเสียงที่เกิดจากการบรรเลงดนตรีโดยตัวเรา เสียงนี้นอกจากเราจะได้ยินแล้วผู้อื่นก็ได้ยินด้วย จึงแตกต่างกับเสียงที่ 1 เพราะถ้าเราบรรเลงผิดหรือบรรเลงไม่ไพเราะผู้อื่นจะทราบทันที เสียงที่ 2 นี้ จึงมีความสำคัญต่อผู้ฟัง และเป็นเสียงที่จะแสดงว่านักดนตรีผู้นั้นมีฝีมือในการบรรเลงดนตรีมากน้อยเพียงใด นักดนตรีจึงจำเป็นต้องเอาใจใส่กับเสียงที่ 2 นี้ให้มากกว่าเสียงชนิดที่ 1 ถ้าเราสามารถควบคุมบังคับ เสียงที่ 1 และ เสียงที่ 2 ให้สัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็เรียกว่ามีความสำเร็จในขั้นต้นของการเป็นนักดนตรีบ้างแล้ว คือนึกอย่างไรก็สามารถบรรเลงได้ตามที่ใจนึกโดยไม่ผิดพลาด นักดนตรีส่วนใหญ่มักจะละเลยตรงจุดนี้ คือไม่พยายามฝึกบังคับเสียงที่ 1 
และเสียงที่ 2 ให้สัมพันธ์กัน โดยให้ความสนใจกับสิ่งภายนอกเช่น “โน้ต” มากกว่าที่จะสนใจฟังเสียงที่เราบรรเลงว่ามีความถูกผิดหรือไม่อย่างไร เช่นนึกจะบรรเลงอย่างนี้กลับไปบรรเลงเสียอีกอย่าง ดังนี้เป็นต้น การฝึกบังคับ เสียงที่ 1 และ เสียงที่ 2 ให้สัมพันธ์กัน จึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรกในการฝึกเรียนดนตรี

เสียงที่ 3 คือ “เสียงที่ผู้อื่นบรรเลง”

เสียงที่ 3 นี้ คือเสียงที่ผู้อื่นบรรเลงดนตรีร่วมกับเรา เป็นเสียงที่มีความคล้ายคลึงกับเสียงที่ 2 ตรงที่มีรูปลักษณ์เป็นคลื่นเสียงปรากฏออกมาให้ได้ยินกันทั่วไปเพราะเป็นเสียงที่เกิดจากการบรรเลงดนตรีเหมือนกัน ข้อแตกต่างคือเสียงที่ 2 นั้นเราสามารถควบคุมบังคับได้ เช่นจะให้มีเสียงดังหรือเบา เร็วหรือช้า เราก็สามารถบังคับได้ เพราะเป็นเสียงที่เราเป็นผู้กระทำเอง 
แต่เสียงที่ 3 นั้นเราไม่สามารถควบคุมบังคับได้ เพราะเป็นเสียงที่ผู้อื่นกระทำ เขาจะบรรเลงเร็วหรือช้า ดังหรือเบา เราก็ไม่สามารถบังคับเขาได้ เสียงที่ 3 จึงแตกต่างกับเสียงที่ 2 ตรงนี้ ถ้าเรารู้จักฟังเสียงที่ 3 แล้วพยายามควบคุมบังคับ เสียงที่ 1 เสียงที่ 2 ให้สัมพันธ์กับ เสียงที่ 3 ได้อย่างกลมกลืน คือไม่ว่าเขาจะบรรเลงเร็วหรือช้า ดังหรือเบา เราก็สามารถบรรเลงสอดประสานไปกับเขาได้เป็นอย่างดี อย่างนี้เรียกว่ามีความสำเร็จก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งในการเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ เพราะเราจะสามารถบรรเลงดนตรีร่วมกับนักดนตรีคนอื่น ๆ ทั่วไปได้ 

เสียงที่ 4  คือ “เสียงที่เกี่ยวข้องกับการบรรเลงของเรา”

เสียงชนิดนี้เป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงชนิดที่ 3 คือเป็นเสียงที่ผู้อื่นกระทำแต่แตกต่างกับเสียงที่ 3 คือเสียงที่ 4 นี้ ไม่ใช่ทำนองดนตรี แต่เป็นเสียงที่เกี่ยวข้องกับการบรรเลงดนตรีของเราโดยตรงเช่นเสียงเครื่องกำกับจังหวะจำพวก ฉิ่ง กรับ หรือกลอง เป็นต้น หรือแม้แต่เสียง ตบมือ เคาะจังหวะ หรือเสียงพูดของครูผู้ควบคุมวงก็ถือว่าเป็นเสียงชนิดที่ 4 นี้ทั้งสิ้น เพราะมีความเกี่ยวพันกับการบรรเลงดนตรีของเราอยู่ในขณะนั้น นักดนตรีจำเป็นต้องฟังเสียงที่ 4 นี้ และบรรเลงให้มีความสัมพันธ์กับเสียงประเภทนี้ด้วย การรู้จักฟังเสียงที่ 1-4 และสามารถบรรเลงให้สอดประสานกันทั้ง 4 เสียงได้นั้น ถือว่ามีความสำเร็จก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

เสียงที่ 5 คือ “เสียงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบรรเลงของเรา”

เสียงประเภทนี้อาจเป็นเสียงดนตรีหรือไม่ใช่เสียงดนตรีก็ได้ คือเสียงใดก็ตามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่กับการบรรเลงดนตรีของเราตอนนั้นเช่นผู้อื่นกำลังบรรเลงเพลง “ลาวดวงเดือน” ในขณะที่เรากำลังบรรเลงเพลง “เขมรไทรโยค” อย่างนี้เป็นต้น จะเห็นว่าทั้งสอง เพลงนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกันและอาจจะรบกวนสมาธิกันด้วยซ้ำ เสียงชนิดที่ 5 นี้ นักดนตรีจะต้องรู้จักฟังเหมือนกัน ไม่ใช่พยายามหลับหูหลับตาไม่ฟังเสียเลย คำว่ารู้จักฟังหมายความว่าอย่าไปสนใจหรือรำคาญกับเสียงเหล่านี้ ปล่อยให้มันผ่านเลยไป แม้จะได้ยินอยู่แต่ไม่สนใจหรือรู้สึกรำคาญอะไร ให้พยายามหัดทำใจดังที่ว่านี้ จนเกิดความคุ้นเคยและรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา นักดนตรีที่ทำได้อย่างนี้จะมีสมาธิในการบรรเลงดนตรีดีเยี่ยม คือไม่มีเสียงอะไรที่จะมารบกวนการบรรเลงให้สับสนได้ 
นักดนตรีที่ชอบแยกตัวไปฝึกดนตรีแต่เพียงลำพังนั้น จะพบกับเสียงเพียงสอง เสียงคือ เสียงที่ 1 และเสียงที่ 2 เท่านั้น ครั้นพอมาบรรเลงเข้าวงก็จะสับสน และเสียสมาธิง่าย เพราะไม่คุ้นเคยกับเสียงที่ 3 4 และ 5 ที่ประดังกันเข้ามาในโสตประสาทของตน การแยกตัวไปเรียนพิเศษแต่ลำพังจึงมีข้อเสียคือ “ไม่มีภูมิคุ้มกันการเสียสมาธิ” จึงไม่สามารถบรรเลงดนตรีได้ดีเท่าที่ควร 
การฝึกเรียนดนตรีท่ามกลางเสียงทั้ง 5 โดยรู้จักกำหนดรู้ในการฟังอย่างถูกต้องตามที่ได้กล่าวมานี้เท่านั้น จึงจะช่วยให้นักดนตรีมีสมาธิในการบรรเลงดนตรีได้อย่างมั่นคง นักดนตรีที่มีความสามารถอย่างแท้จริงนั้นย่อมสามารถบรรเลงดนตรีได้ดีทุกกาลเวลาและสถานที่ ไม่ใช่ว่าบรรเลงดนตรีได้ดีเฉพาะตอนที่ปราศจากเสียงรบกวนเท่านั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการฝึกให้รู้จักฟังเสียงทั้ง 5 ชนิดโดยฝึกควบคุมบังคับการบรรเลงดนตรีของตนให้สัมพันธ์กับ เสียงที่ 1-4 และฝึกให้เคยชินกับเสียงที่ 5 โดยไม่รู้สึกรำคาญหรือเสียสมาธิไปกับเสียงที่มารบกวนในขณะบรรเลงดนตรี นับเป็นเคล็ดลับ 5 ข้อ ใน 18 ข้อ ของการฝึกตนให้เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถตามที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้สอนไว้ 


บทที่ 3 “มีความแม่นยำ 5 ประการ”

บทนี้เป็นการฝึกนักดนตรีให้มีความแม่นยำ 5 ประการคือ แม่นตา แม่นหู แม่นมือ แม่นใจ และแม่นปาก มีความหมายดังต่อไปนี้ 


1) แม่นตา “มีสายตาเฉียบคม”

หมายถึงการฝึกสายตาให้สามารถมองเห็นได้อย่างเฉียบคมและว่องไว เช่น มองดูผู้อื่นบรรเลงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการบรรเลงด้วยเครื่อง ดีด สี ตี หรือเป่า ก็สามารถจำมากระทำได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง หรือในขณะบรรเลงดนตรีก็ยังสามารถมองเห็นเหตุการณ์ทั่วไปในสถานที่นั้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง มีความเท่าทันในเหตุการณ์รอบข้างอยู่ตลอดเวลา อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่
ใช้สายตาในการสังเกตจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

 
2) แม่นหู  “มีโสตประสาทแม่นยำว่องไว”

คือมีความสามารถในการฟังเสียงได้อย่างถูกต้องแม่นยำไม่ผิดพลาด ไม่ว่าเสียงนั้นจะเบาหรือดังเพียงใดก็สามารถแยกแยะได้ทั้งนั้น ทั้งยังสามารถจดจำระดับความสูงต่ำของเสียงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถปรับเทียบเสียงเครื่องดนตรีได้ด้วยตนเอง กล่าวโดยสรุปก็คือผู้ที่มีหูแม่นยำต้องสามารถจดจำทำนองเพลงไว้ได้ในเวลาอันสั้น และสามารถนึกทำนองเพลงนั้นได้ทันทีที่ต้องการ

 

3) แม่นมือ “บรรเลงไม่ผิดพลาด”

ข้อนี้หมายถึงการที่นักดนตรีสามารถบรรเลงดนตรีไม่มีผิดพลาดเลย ไม่ว่าจะบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดใดก็ตาม ผู้ที่เรียกว่า “แม่นมือ” จะต้องมีความคล่องแคล่วในการใช้ มือ นิ้วมือ หรืออวัยวะของร่างกายต่าง ๆ ในการบรรเลงเครื่องดนตรีได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีประสาทสัมผัสทางกายดีเลิศนั่นเอง ความหมายของแม่นมือนี้ยังหมายถึงความสามารถในการบรรเลงดนตรีโดยไม่ต้องอาศัยสายตาด้วย คือในขณะที่บรรเลงนั้นมือจะแยกเป็นอิสระจากสายตาโดยสิ้นเชิง

 

4) แม่นใจ “จดจำทำนองเพลงได้ขึ้นใจ”

คำว่า “แม่นใจ” นี้ หมายถึงนักดนตรีสามารถจดจำทำนองเพลงที่เคยเรียนได้อย่างครบถ้วนถูกต้องไม่มีข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะให้บรรเลง ท่อนใด ตอนใด กี่ชั้น กี่เที่ยว ก็สามารถบรรเลงได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยโน้ตช่วยในการบรรเลง นอกจากแม่นยำในการจดจำทำนองเพลงได้อย่างขึ้นใจแล้วยังหมายรวมไปถึงการมีสมาธิ และสามารถกำหนดรู้ข้อที่ควรปฏิบัติในการบรรเลงดนตรีได้เป็นอย่างดีด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือมีความทรงจำดีมีไหวพริบ ปฏิภาณ และมีความเท่าทันต่อเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลานั่นเอง 

 
5) แม่นปาก “สามารถสอนผู้อื่นได้”

คำว่า “แม่นปาก” นี้เป็นการเรียกโดยการเปรียบเทียบ คือหมายถึงผู้ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ทางด้านดนตรีให้แก่ผู้อื่นได้ พูดง่าย ๆ ก็คือสามารถบอกเพลงและสั่งสอนผู้อื่นได้นั่นเอง การบอกเพลงหรือสั่งสอนผู้อื่นนี้จะต้องแม่นยำถูกต้องไม่มีข้อผิดพลาด จึงจะอยู่ในความหมายของคำว่าแม่นปาก ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าจะเป็นนักดนตรีที่ดีต้องมี 4 แม่นยำ แต่ถ้าจะเป็นครูดนตรีที่ดีต้องมี 5 แม่นยำ” จะเห็นว่าคำกล่าวนี้มีความเป็นจริงอยู่ในตัวของมันเองอย่างชัดเจนคือ นักดนตรีที่ปฏิบัติจนได้ความแม่นยำในข้อที่ 1-4 นั้น แม้จะเรียกได้ว่าเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถยอดเยี่ยมก็จริง แต่อาจจะสอนผู้อื่นไม่ได้ดีเท่าที่ควรก็ได้ ถ้าไม่มีคุณสมบัติข้อที่ 5 คือ ปากแม่นยำ ดังนั้นถ้าอยากจะเป็นครูดนตรีที่ดีต้องฝึกให้ได้ครบทั้ง 5 แม่นยำ การฝึกให้ได้คุณสมบัติครบทั้ง 5 ประการนี้ อาจมีวิธีฝึกแตกต่างกันไปได้มากมายหลายวิธีขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้สอน ผู้เรียน และเงื่อนไขอื่น ๆ อีกมากมายหลายประการ จึงไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้ ข้อสำคัญคือเมื่อฝึกแล้วต้องมีคุณสมบัติดังที่ได้บรรยายไว้ จึงจะเรียกว่า มีความแม่นยำทั้ง 5 ประการ


บทที่ 4 “เรียนรู้มนต์เพลง 5 ประการ”

บทนี้เป็นการเรียนรู้ถึงองค์ประกอบ 5 ประการของความไพเราะ ซึ่งก็คือ สิ่งที่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราบรรเลงเพลงได้ไพเราะประทับใจเขานั่นเอง คำว่า “มนต์” นั้นเป็นคำเรียกเปรียบเทียบวิธีการปฏิบัติตนให้มีคุณสมบัติตามที่ได้กำหนดไว้ ผู้ที่รู้มนต์เพลง 5 ประการต่อไปนี้ คือผู้ที่สามารถบรรเลงเพลงได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังเสมอ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักดนตรีจำเป็นต้องเรียนรู้ นับเป็น 5 ข้อสุดท้ายในเคล็ดลับ 18 ข้อ ของการฝึกตนให้เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถดีเยี่ยม ความหมายของมนต์เพลงทั้ง 5 ประการนั้น มีดังนี้


มนต์เพลงข้อที่ 1 “บุคลิกภาพดี”

ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ เคยกล่าวว่า อาหารที่เขาจัดตกแต่งไว้อย่างประณีตสวยงามนั้น ผู้ที่เห็นจะรู้สึกอยากรับประทานและรู้สึกอร่อยไปก่อนที่จะได้รับประทานจริง ๆ เสียอีก บุคลิกภาพของนักดนตรีก็เช่นกัน นักดนตรีที่มีบุคลิกภาพสง่างาม มีกิริยามารยาทนุ่มนวล มีทีท่ามั่นใจในตนเอง ย่อมมีส่วนโน้มนำให้ผู้ฟังชื่นชมและเชื่อมั่นในฝีมือการบรรเลงของนักดนตรีผู้นั้นไปแล้วบางส่วน ทั้งที่อาจจะยังไม่ทันได้ฟัง การบรรเลงของนักดนตรีผู้นั้นเลยก็ได้ ดังนั้นบุคลิกภาพของนักดนตรีจึงมีส่วนสำคัญในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังเป็นอันดับแรก นับเป็นมนต์เพลงข้อแรกที่นักดนตรีควรเรียนรู้และฝึกตนให้มีบุคลิกภาพที่ดีเสียก่อน 

มนต์เพลงข้อที่ 2 “มีความแม่นยำ 2 เรื่อง”

ในข้อนี้หมายถึงความแม่นยำ 2 เรื่องคือ นักดนตรีต้องสามารถจดจำทำนองเพลงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด และบรรเลงดนตรีได้แม่นยำไม่ผิดพลาด ถ้านักดนตรีจำเพลงไม่แม่นหรือบรรเลงผิดพลาดแล้วย่อมไม่สามารถหาความไพเราะใด ๆ ได้จากการบรรเลงนั้น ความแม่นยำทั้ง 2 ประการนี้ จึงเป็นมนต์เพลงข้อที่ 2 ที่นักดนตรีจะต้องเรียนรู้และทำให้ได้

มนต์เพลงข้อที่ 3 “บังคับเสียงหนักเบาได้ดังใจ”

เรื่องของดนตรีนั้นเสียงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด นักดนตรีที่สามารถบังคับเสียงหนักเบาได้ชัดเจนดังใจนึก จะบรรเลงเพลงได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังมากกว่านักดนตรีที่บรรเลงน้ำหนักเสียงได้เพียงเสียงเดียว ถ้าจะเปรียบกับการวาดภาพแล้วการบังคับเสียงหนักเบาก็คือการรู้จัก “แรเงาภาพ” ให้มีสีอ่อนแก่ต่างกันนั่นเอง ภาพที่มีแรเงาย่อมดูนุ่มนวลสวยงามกว่าภาพที่ไม่มีแรเงา ดังนั้นเพลงที่บรรเลงโดยมีทั้งเสียงหนักเสียงเบาคละเคล้ากัน จึงไพเราะน่าฟังมากกว่าเพลงที่มีเสียงดังเท่ากันหมดทั้งเพลง การรู้จักแรเงาเสียงดนตรีให้เหมาะสมกับท่วงทำนองหรืออารมณ์ของเพลงจึงเป็นมนต์เพลง ข้อที่ 3 ที่นักดนตรีจะต้องทำให้ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือต้องฝึกให้เป็น “นายของเสียง” นั่นเอง (ที่เรียกว่านายของเสียงเพราะผู้เป็นนายสามารถสั่งบ่าวไพร่ได้ดังใจ) 

มนต์เพลงข้อที่ 4 “ควบคุมจังหวะเร็วช้าได้ดังใจ”

ความไพเราะของเสียงดนตรีนั้นนอกจาก “เสียง” แล้ว “ความเร็ว” ก็เป็นเรื่องสำคัญพอ ๆ กัน
นักดนตรีที่สามารถบรรเลงได้ชัดเจนทั้งเร็วและช้าจะสามารถบรรเลงเพลงได้ไพเราะกว่านักดนตรีที่บรรเลงในแนวช้าได้เพียงอย่างเดียวหรือบรรเลงได้เฉพาะแนวรวดเร็วเพียงอย่างเดียว ทำนองดนตรีนั้นมีความสัมพันธ์กับความเร็วอย่างแยกกันไม่ออก ถ้าใช้ความเร็วแตกต่างกันแล้ว อารมณ์เพลงและความไพเราะก็จะแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นการรู้จักควบคุมบังคับความเร็วในการบรรเลงตั้งแต่เริ่มบรรเลงจนจบการบรรเลง จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน และนับเป็นมนต์เพลงข้อที่ 4 ซึ่งนักดนตรีจะต้องเรียนรู้

มนต์เพลงข้อที่ 5 “มีวิธีบรรเลงดี”

มนต์เพลงข้อที่ 5 นี้ก็คือ นักดนตรีจะต้องรู้จักวิธีบรรเลงให้มีความเหมาะสมกับท่วงทำนองเพลง และเอกลักษณ์ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ภาษาของนักดนตรีไทยเรียกว่า “ทางดี” เรื่องของทางเพลงนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีมีหลักกว้าง ๆ ที่พอจะอาศัยเป็นแนวทางในการพิจารณาว่าทางดีหรือไม่ดี โดยดูจากเพลงที่เป็นที่นิยมบรรเลงกันทั่วไป หรือเป็นที่นิยมฟังกันโดยทั่วไป ถ้าจะเปรียบก็คล้ายกับร้านขายอาหารนั่นเอง ร้านที่ขายแกงเขียวหวานไก่นั้นมีเป็นจำนวนมากและล้วนมีรสชาติแตกต่างกัน ร้านไหนที่คนนิยมทานมากที่สุดก็พอจะใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาได้ว่าแกงของร้านนั้นมีรสดี อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะรสนิยมของคนทานอาจต่างกัน บางคนชอบรสเผ็ด บางคนชอบรสหวาน ก็แล้วแต่จะเลือกรับประทานกัน เรื่องการปรุงทางเพลงจึงต้องพิจารณาดูผู้ฟังด้วยว่าเป็นผู้ฟังประเภทใด ชอบฟังเพลงแบบไหน แล้วจึงบรรเลงเพลงในแนวที่เขาชอบ ก็จะสามารถบรรเลงได้ประทับใจผู้ฟังทุกครั้งไป นี่ก็คือมนต์เพลงข้อที่ 5 


สรุป

ตามที่ได้เขียนเรื่องเคล็ดลับในการฝึกเรียนดนตรีมาทั้ง 4 บท รวมเป็น 18 ข้อนี้จะเห็นว่าได้รวมเอาหลักปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้นักดนตรี มีบุคลิกภาพดี มีความรู้ความสามารถในการบรรเลงดนตรีให้ไพเราะจับใจผู้ฟังได้ทุกเวลาและสถานที่ นอกจากนั้นยังทำให้นักดนตรีกลายเป็นครูผู้สามารถถ่ายทอดวิชาดนตรีไทยให้แก่ศิษย์ได้ด้วย นับว่าเป็นเคล็ดลับที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในยุคหนึ่งเคล็ดลับเหล่านี้มักจะถูกปกปิดและเป็นที่รู้กันอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้เพราะเกรงกันว่าใครที่ได้ล่วงรู้เคล็ดลับเหล่านี้อาจจะมีความรู้ความสามารถเกินหน้ากัน ทำให้นักดนตรีรุ่นต่อ ๆ มาที่ไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้ จึงขาดทั้ง “ความรู้” และ “คุณภาพ” ทำให้ดนตรีไทยไม่เจริญแพร่หลายมากเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันนี้ผู้เขียนเห็นว่าควรจะนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้กันทั่วไปเพื่อเสริมสร้างโอกาสให้เยาวชนดนตรีไทยของเรามีความรู้ความสามารถและมีคุณภาพมากขึ้น