ความนำ


สวัสดีครับ...ท่านผู้อ่านที่เพิ่งจะหยิบหนังสือเรื่อง "อุปมาอุปไมยในธรรมะ" ขึ้นมาอ่านเป็นครั้งแรก และสวัสดีอีกครั้งสำหรับท่านที่ได้เคยอ่านเล่ม ๑ ไปแล้วและติดตามมาอ่านในเล่ม ๒ นี้อีกวาระหนึ่ง

ผมต้องยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจมากที่มีผู้สนใจติดตามอ่านหนังสือเรื่องอุปมาอุปไมยในธรรมะ มากกว่าที่เคยคาดไว้ จากจำนวน ๒๐๐๐ เล่มที่พิมพ์ออกเผยแพร่เมื่อต้นปีที่แล้ว ปรากฏว่าจำหน่ายหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานนัก และมีผู้สนใจถามถึงเล่ม ๒ มากันมาก แสดงว่ายังมีผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

เดิมทีหนังสือเรื่อง อุปมาอุปไมยในธรรมะ นี้ผมแต่งไว้สำหรับให้เด็กนักเรียนที่มาเรียนดนตรีไทยกับผมอ่านเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมของพุทธศาสนายิ่งขึ้น เป็นการขัดเกลาจิตใจให้เป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคมสืบไป เมื่อแต่งครั้งแรกนั้นมีจำนวน ๑๐๘ บทด้วยกัน ต่อมา คุณสุวณี กุลวิสุทธิ์จิต (ทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลเด็ก) ได้ขออนุญาตนำบทอุปมาอุปไมยดังกล่าวไปแต่งเป็น "บทร้อยกรอง" จนครบทุกบทจึงรวมเป็นบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองถึง ๒๐๖ บท

เมื่ออาจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี (อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ) ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เข้าก็เกิดจิตศรัทธา จึงได้นำคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มพุทธรักษา" มาบริจาคเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้จัดพิมพ์ออกเผยแพร่ทั่วไป หนังสือเรื่องอุปมาอุปไมยในธรรมะเล่ม ๑ จึงได้ปรากฏเป็นรูปเล่มขึ้นมาเมื่อต้นปีที่แล้ว โดยใช้ภาพปกเป็นรูปไม้ขีดที่กำลังติดไฟลุกโชน ซึ่งมีความหมายว่า ประกายความร้อนจากไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียวอาจเผาไหม้กองขยะกองโตให้หมดสิ้นไปได้ฉันใด ประกายจากความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมเพียงแว๊บหนึ่งก็อาจขจัดกองกิเลสกองใหญ่ในจิตใจให้หมดสิ้นได้ฉันนั้น

และเพื่อเป็นอนุสติอ้างถึงสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงถึงเรื่องกฎของ "ไตรลักษณ์" ที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเปลี่ยนแปลงไปไม่แน่นอน เต็มไปด้วยความทุกข์ และไม่มีตัวตนที่สามารถควบคุมบังคับได้ เช่นเมื่อวันก่อนจะระลึกได้ในเรื่องหนึ่ง ครั้นพอมาถึงวันนี้กลับลืมเลือนไปเสียอีกแล้ว ภาพปกของหนังสือเรื่องอุปมาอุปไมยในธรรมะเล่ม ๒ จึงใช้ภาพไม้ขีดไฟที่เผาไหม้มันดับสนิทมาเป็นอนุสติเพื่อเตือนว่า การเรียนรู้วิชาธรรมะนั้นต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง อุปมาเหมือนไม้ขีดไฟที่ต้องจุดติดติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จึงจะให้แสงสว่างได้อย่างต่อเนื่อง

อุปมาอุปไมยบทที่ ๑๓๑-๒๖๐ ในเล่ม ๒ นี้จึงเปรียบเสมือนไม้ขีดไฟอีกก้านหนึ่งที่จะนำแสงแห่ง "ธรรมประทีป" สาดส่องเข้ามาในใจของท่านผู้อ่านเพื่อชำระล้างกิเลสให้เบาบางลงหรือขจัดให้สูญหายไปเสียบ้าง และนำมาซึ่งความสงบสุขเย็นสบายใจในดวงจิตของท่าน

ชนก สาคริก
๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘


บทที่ ๓๑: เมื่อใดจะถึงสักทีหนอ

อุปมา
  • การเดินทางนั้นแม้จะไปไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียวก็ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกด้วยกันทั้งนั้น
  • นักเดินทางบางคนมักกังวลว่าเมื่อใดจะถึงที่หมายเสียทีหนอ และรู้สึกว่าเวลาในการเดินทางนั้นช่างยาวนานเสียเหลือเกิน
  • แต่นักเดินทางบางคนก้มหน้าก้มตาเดินไป ไม่นานเท่าใดนัก ก็จะเกิดความแปลกใจว่า "เอ๊ะ...ถึงที่หมายเสียแล้วหรือ นี่" 
อุปไมย
  • การจะปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นสูงได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการปฏิบัติธรรมขั้นง่าย ๆ ก่อน
  • ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนมุ่งสนใจเฉพาะการปฏิบัติธรรมขั้นสูง จึงยังเข้าไม่ถึงธรรมสักที
  • ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนปฏิบัติธรรมขั้นง่าย ๆ ไปตามลำดับ ไม่นานก็สามารถบรรลุถึงธรรมขั้นสูงได้ 

การปฏิบัติธรรมขั้นสูง เริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ


โคลงสี่


เดินทางไกลสุดหล้า  ฟ้าเขียว
เริ่มจากก้าวแรกเดียว  หนึ่งนั้น
ลางคนบ่นลดเลี้ยว  นานเนิ่น จริงแล
บ้างบอกแค่ครู่วัน  จะแจ้ง จุดหมาย
เรียนธรรมรู้ทางแท้  ศึกษา
สูงสุดจากต่ำมา  ต่อได้
ลุยากย่อมง่ายหา  เรียนเริ่ม
เล็งยอดลืมโคนไม้  จักขึ้น ได้ถึง


บทที่ ๓๒: ถึงอย่างไรก็บาปอยู่ดี

อุปมา
  • ธรรมดาช้างป่านั้นย่อมเดินเหยียบหนอนและแมลงบี้แบนบ้างโดยที่มันมิได้มีเจตนา
  • ควายป่าที่จำต้องต่อสู้กับเสือและขวิดจนเสือตายนั้นก็เพราะมันป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
  • แต่นายพรานที่ฆ่าสัตว์เพียงเพราะความคึกคะนองนั้น ย่อมเสียทั้งเวลาและประโยชน์ในการล่าสัตว์นั้น
อุปไมย
  • คนที่ทำบาปโดยมิได้เจตนานั้นแม้จะบาปก็ยังถือว่าบาปน้อย
  • แม้คนที่ทำบาปเพราะความจำเป็นก็ย่อมถือว่าบาปมากกว่า
  • ส่วนคนที่ทำบาปเพราะความคึกคะนองนั้นย่อมถือว่าบาปมากที่สุด 

การฆ่าโดยเจตนาเป็นบาปมากที่สุด

โคลงแปด

คชาชาติก้าวย่างในกลางป่า
ย่อมเหยียบฆ่ามดหนอนที่ขวาง
การสู้ชีวิตพยัคฆ์ร้ายลงวายวาง
ป้องกันตัวตามอย่างสัญชาตญาณ
พรานล่าสัตว์มุ่งมาดปรารถนา
เที่ยวหมดเปลืองเวลาไล่ประหาร
หากสร้างเวรสร้างกรรมทำสามานย์
ย่อมได้บาปทุกประการตามควรลอง
ทำอย่างไร้เจตนาค่าผิดน้อย
กรรมจำใจทำค่อยเพิ่มสนอง
ทำบาปโดยนึกคึกคะนอง
อกุศลกรรมต้องหนักเพิ่มพูน


บทที่ ๓๓: ตักเท่าใดก็ไม่รู้จักเต็ม

อุปมา
  • การตักน้ำใส่ภาชนะที่มีรอยรั่วนั้น ย่อมไม่สามารถจะตักให้เต็มได้
  • ถ้าหยุดตักน้ำเมื่อใด น้ำก็จะรั่วไหลออกไปจนหมดสิ้นเมื่อนั้น
  • หากรู้จักอุดรอยรั่วของภาชนะเสียบ้าง แม้ไม่ได้ตักน้ำใส่เพิ่ม ก็ยังคงมีน้ำหลงเหลืออยู่ดี
อุปไมย
  • การทำบุญและบาปไปพร้อม ๆ กันนั้น มักไม่ค่อยได้บุญกุศลเต็มที่นัก
  • ถ้าหยุดทำบุญเมื่อใด ก็จะไม่มีกุศลผลบุญเหลืออยู่เลย
  • หากรู้จักหยุดทำบาปเสียบ้าง แม้ไม่ได้ทำบุญอะไรก็ยังคงได้กุศลอยู่ดี

ผู้ที่ละเว้นจากการทำบาป เป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ตักน้ำจะหวังเต็ม
ปะมิเพิ่มสักกี่แวว
ภาชนะกระเทาะแถว
ทะลุรั่วจะถังไหล
หยุดหิ้วก็เหือดแห้ง
กลเกลี้ยงทุกคราไป
ปิดรอยปะรูได้
มีตักใส่ค่ยังมี
ทำบุญรีบบาปก่อ
มักทดท้อและเต็มที
คราวใดหยุดการดี
ก็จะก้าวชะล่าสาย
นรใดละเลิกบาป
มนหยาบหยุดทำลาย
จักพบผลกุศลคง ๆ


บทที่ ๓๔: ไหม้กันคนละแบบ

อุปมา
  • ธรรมดาไฟทุ่งนั้น ไหม้เร็ว, ลามเร็ว, แต่ก็ มอดเร็ว
  • ส่วนไฟป่านั้น ไหม้เร็ว, ลามก็เร็ว, และ มอดช้า
  • ไฟสุมขอนนั้น ไหม้ช้า, ลามช้า, แล้วก็ มอดช้า ด้วย
  • รวมความแล้วอย่าให้ไฟไหม้นั่นแหละเป็นดีที่สุด 
อุปไมย
  • ธรรมดาโทสะนั้น เกิดง่าย, ฟุ้งเร็ว, แต่ก็ คลายเร็ว
  • ส่วนโลภะนั้น เกิดเร็ว, ฟุ้งเร็ว, และ คลายช้า
  • โมหะนั้น เกิดช้า, ฟุ้งนาน, แล้วก็ คลายช้า ด้วย
  • รวมความแล้วอย่ามี โลภะ, โทสะ และ โมหะ เป็นดีที่สุด 

ความโลภ ความโกรธ ความหลง ล้วนเป็นไฟเผาผลาญจิตใจ

ภาพพจน์ ๑๑

โทสะเปรียบไฟทุ่ง
ลุกลามพุ่งพุ่งเร็วไว
ยามดับดับทันใด
ไม่ยืดเยื้อก่อเชื้อนาน
โลภะเหมือนไฟป่า
โหมรอบมาแทบทุกด้าน
ดับช้าเหลือประมาณ
ไฟตัณหาคร่าบุคคล
โมหะไฟสุมขอน
ค่อยลิดรอนไฟเป็น
เพลิงรุมสุมในตน
คุกรุ่นวุ่นวายใจ
ดับไฟให้หมดเชื้อ
อย่ามีเหลือลุกลนได้
โลภและโกรธหลงไร้
จักมิได้มาไหม้รุม ฯ


บทที่ ๓๕: ยังพอจะแก้ไขได้

อุปมา
  • ปัจจุบันนั้นเป็นผลมาจากอดีตซึ่งไม่สามารถจะย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
  • อนาคตก็เป็นผลของปัจจุบันนั่นเองแต่ยังสามารถแก้ไขได้อยู่
  • หากไม่ต้องการให้อดีตเป็นเช่นใด ก็อย่าปรุงแต่งปัจจุบันให้ส่อแววเป็นไปเช่นนั้น
อุปไมย
  • สิ่งใดที่เราพบใน "ชาตินี้" ล้วนแต่เป็นผลของกรรมเก่าที่ได้ทำไว้ใน "ชาติก่อน" ทั้งสิ้น
  • สิ่งที่เราจะต้องไปพบใน "ชาติหน้า" ก็ล้วนเป็นผลของกรรมที่ได้ทำไว้ใน "ชาตินี้" ทั้งนั้น
  • หากไม่ต้องการพบกับความทุกข์ใน "ชาติหน้า" ก็อย่าทำกรรมชั่วไว้ใน "ชาตินี้" 

เราเป็นผู้กำหนดชะตากรรมในอนาคตของเราเอง

โคลงสี่

เปลี่ยนแปลงอดีตได้  ไปมี เลยนอ
รับแต่ผลร้ายดี  เท่านั้น
อนาคตก็มี  ไฉนเกิด
วันนี้ปรุงแต่งปั้น  ส่อให้ แววเห็น
ใดใดในชาตินี้  ล้วนกรรม
ชาติก่อนเคยกระทำ  เก็บไว้
ชาติหน้าต่อหนุนนำ  เสริมส่ง
มุ่งหลีกทุกข์สิ่งให้  ห่างเว้น อกุศล


บทที่ ๓๖: อย่านึกว่ามีเพียงวิธีเดียว

อุปมา
  • สองบวกสองนั้นได้ผลลัพธ์เป็นเลข "สี่" ก็จริงอยู่
  • แต่ห้าลบออกเสียหนึ่งก็ได้ผลลัพธ์เป็นเลข "สี่" เช่นเดียวกัน
  • การคำนวณหาผลลัพธ์คือเลข "สี่" นั้นจึงมิใช่มีอยู่เพียงวิธีเดียว 
อุปไมย
  • การเรียนรู้ธรรมะด้วยวิธีหนึ่งอาจทำให้เข้าใจในหลักธรรมนั้นได้ก็จริงอยู่
  • แต่การเรียนรู้ธรรมะอีกวิธีหนึ่งก็สามารถทำให้เข้าใจในหลักธรรมะเดียวกันนั้นได้เช่นเดียวกัน
  • การเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจในหลักธรรมะจึงมิใช่มีอยู่เพียงวิธีเดียว 

เมื่อทำวิธีหนึ่งไม่สำเร็จ ลองทำวิธีอื่นดูบ้าง

ภาพสุภาษิต ๒๘

สองบวกสองมี
ต้องการค้นหา
อย่าพึงปักใจ
ผลลัพธ์เลขสี่
หนึ่งลบห้าได้
แทนค่ากันไป
เพียงวิธีเดียว
หลายรูปแบบนำ
เพื่อเข้าใจซึ้ง
เดินตรงเดินเลี้ยว
การเรียนรู้ธรรม
แนวทางข้องเกี่ยว
ถึงจุดหมายเดียว
หนทางมากมาย


บทที่ ๓๗: จะเป็นเต่าหรือเป็นปลาดีหนอ

อุปมา
  • เมื่อเต่าคลานขึ้นมาบนบกก็จึงมองเห็นท้องฟ้าอันสดใส สายรุ้งอันงดงาม และแมลงปอที่บินเรี่ยอยู่เหนือผิวน้ำอย่างมีความสุข
  • ครั้นเต่ากลับลงไปใต้น้ำและเล่าให้หมู่ปลาฟังกลับถูกปลาเยาะเย้ยว่าโง่งมและพูดจาเหลวไหลไร้สาระ
  • เต่าจึงได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า "ปลา" กับ "แมลงปอ" นั้น แม้อยู่ห่างกันเพียงแค่ความบางของผิวน้ำกลับมองไม่เห็นกันและกันเสียแล้ว 
อุปไมย
  • ผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงโลกของ "นามธรรม" นั้น ย่อมสามารถมองเห็นอะไร ๆ ได้กว้างไกลเกินกว่าสายตาของคนธรรมดา
  • ผู้ที่มองเห็นแต่โลกของ "วัตถุธรรม" เพียงด้านเดียว ย่อมมีความรู้เห็นแคบ และคิดว่าสิ่งที่ตนไม่รู้นั้นเป็นสิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ
  • ผู้ที่สามารถเข้าใจทั้ง "โลกของวัตถุธรรม" และ "โลกของนามธรรม" จึงได้แต่นึกสมเพชผู้ที่ไม่รู้อยู่ภายในใจ 

พึงระลึกเสมอว่ายังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมายนัก

กลอนแปด

เต่าเล่าว่าบนบกนั้นงามนัก
แมลงปอน่ารักท้องฟ้าใส
กลับถูกปลาเยาะเย้ยไยไพ
มาพูดจาเหลวไหลน่ารำคาญ
ผู้เข้าถึงนามธรรมอย่างล้ำลึก
ย่อมรู้สึกสิ่งใดได้ไพศาล
หากบอกคนที่ไม่เข้าใจการ
มักวิจารณ์วุ่นวายหลายประเด็น
ถ้าเพียงแต่สัมผัสวัตถุธาตุ
พลังธรรมสำคัญอันจำเป็น
จึงยังไม่สามารถได้พบเห็น
คงเหมือนเช่นมัจฉาในวารี


บทที่ ๓๘: อย่าเป็นเช่นแมลงเม่า

อุปมา
  • ฝูงปลวกเมื่อจำศีลอยู่ในที่มืดเป็นเวลานานเข้าก็กางปีกออก แล้วกลายเป็นแมลงเม่าบินเข้าล้อเล่นแสงไฟ
  • ครั้นเมื่อคนต้องการกำจัดแมลงเม่า จึงตักน้ำใส่ขันยกขึ้นไปล่อแมลงเม่าที่บินวนอยู่ใกล้ ๆ กับดวงไฟนั้น
  • เมื่อแมลงเม่าเห็นแสงสะท้อนของดวงไฟในน้ำ จึงบินตรงลงไปในขันและพากันจมน้ำตายเป็นเบือ 
อุปไมย
  • ผู้ที่ศึกษาธรรมอย่างงมงายและมืดบอดนาน ๆ เข้าย่อมสำคัญตนว่ารู้มากกว่าผู้อื่น
  • ครั้นถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่พ้องกับความคิดเห็นของตนจึงมักหลงกลกิเลสมารได้ง่าย ๆ
  • ด้วยเหตุนี้ "ผู้ไม่รู้" ที่นึกว่า "ตนรู้" จึงพากันวิบัติย่อยยับไปเสียแล้วนักต่อนัก 

ผู้ที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปมักวิบัติในที่สุด

โคลงสี่

มดปลวกนานแก่เข้า
กลายไป
เป็นแมลงเม่าเล่นไฟ
ว่อนวู้
วางน้ำต่อแสงใส
ลวงหลอก
หลงระเริงโลดสู้
จึ่งสิ้น สังขาร
เรียนธรรมมืดบอดทั้ง
งมงาย
อวดว่ารู้มากมาย
แม่นแท้
จึ่งพาดนฉิบหาย
วิบัติ
หลงลมลวงพ่ายแพ้
ไม่พ้น บ่วงมาร


บทที่ ๓๙: จงไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน

อุปมา
  • ผู้ใหญ่เล่าให้เด็กฟังว่าที่สุดปลายของสายรุ้งนั้นมีหม้อทองคำใบใหญ่ตั้งอยู่
  • เด็ก ๆ จึงพากันวิ่งวุ่นเพื่อค้นหาที่สุดปลายของสายรุ้ง แต่ก็หาไม่พบสักที
  • เหตุเพราะเด็ก ๆ ไม่รู้ว่าโลกกลม จึงวิ่งวนค้นหาปลายของสายรุ้งจนเหนื่อยเปล่า 
อุปไมย
  • คำบอกกล่าวของผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าเรานั้นดู ๆ ก็ น่าเชื่อถืออยู่
  • แต่ผู้ที่เชื่อถือเพียงเพราะคำบอกเล่านั้นมักจะวุ่นวายใจและอยู่ไม่เป็นสุข
  • เหตุเพราะเขาไม่ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน จึงมักมีความทุกข์และรุ่มร้อนใจไปโดยเปล่าประโยชน์ 

รู้จักฟังไว้บ้าง และพิจารณาอย่างมีเหตุผล

ภาพสุภาษิต ๑๑

ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง
มีหม้อทองคำใหญ่
ว่าที่ฝั่งขอบฟ้าไกล
อยู่ปลายรุ้งสุดโค้งราย
เด็กเชื่อจึงค้นหา
วิ่งไปมาเหน็ดเหนื่อยกาย
หลงคำใครง่ายดาย
มักวุ่นวายเป็นทุกข์ใจ
สติปัญญามี
คิดให้ดีอย่าเหลวไหล


บทที่ ๔๐: มันแปลกดีนะ

อุปมา
  • เศษเหล็กชิ้นเล็ก ๆ ถ้าหล่นอยู่บนสนามหญ้า ดู ๆ ก็ไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรนัก
  • แต่ถ้ามีผู้นำมันไปขัดไว้เป็นกลอนข้างนอกประตู ก็จะสามารถกักขังเราไว้ในห้องได้นานแสนนาน
  • หรือถ้าหากเรานำมันมาขัดไว้เป็นกลอนข้างในประตู ก็อาจป้องกันภัยให้แก่เราได้เช่นเดียวกัน 
อุปไมย
  • หลักธรรมของพุทธศาสนานั้น ถ้ามองอย่างผิวเผินจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่น่าแปลกอะไรนัก
  • แต่เรื่องที่ไม่น่าแปลกนี้มันแปลกตรงที่สามารถกักขังมนุษย์ที่ไม่เข้าใจในหลักธรรมนี้ไว้ในห้วงแห่งสังสารวัฏได้นานแสนนาน
  • และก็แปลกอีกเหมือนกันที่บางครั้งหลักธรรมนี้กลับช่วยป้องกันคนที่เข้าใจในหลักธรรมให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้ 

เรื่องที่สำคัญจริง ๆ มักดูเป็นเรื่องธรรมดา

กลอนคติ

เศษเหล็กชิ้นน้อย
อาจขังใครอยู่
ถอดขัดดาลใน
ดูว่าไร้ค่า
ร้อยกลอนประตู
ได้นานหนักหนา
กันภัยนานา
แต่ยังมีคุณ
หลักพุทธศาสน์
เห็นแปลกเหลือเกิน
สังสารวัฏ
สุขทุกข์ชั่ววูบ
มองผิวเผิน
พาคนเวียนหมุน
เปลี่ยนผลดับบาปบุญ
อยู่ในวงวน ๆ


บทที่ ๔๑: แข็งนักมักไม่ดี

อุปมา 
  • ต้นไทรนั้นแม้จะมีลำต้นใหญ่โตแข็งแรง แต่เมื่อโดนพายุพัดจัดเข้าก็มักโค่นล้มลงเพราะแรงลมในที่สุด
  • ลำต้นอ้อนั้นทั้งอ่อนไหวและไม่แข็งแรง แต่กลับไม่ได้ล้มลงเพราะโดนพายุ
  • ภายในปากนั้น ฟันแข็งแรงที่สุด ลิ้นอ่อนไหวที่สุด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป "ฟัน" ได้ล่วงหลุดไปหมดแล้ว ในขณะที่ "ลิ้น" ยังคงอยู่ 
อุปไมย
  • คนที่มีลักษณะแข็งกระด้าง อวดใหญ่ อวดโตนั้น เมื่อเผชิญกับผู้ที่เข้มแข็งกว่าก็มักจะปราชัยในที่สุด
  • คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักโอนอ่อนไปตามเหตุการณ์ มักปลอดภัยและยังคงยืนหยัดอยู่ได้
  • ผู้ที่มีแต่ความแข็งกระด้างนั้น มักย่อยยับสูญไปเร็วกว่าผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นธรรมดา 

ความอ่อนน้อมชนะความแข็งเสมอ

โคลงคติ

ต้นไทรแข็งแกร่งต้าน
พายุโหมหักราน
พงอ้ออ่อนพริ้วผวน
พอประทังแรงกร้าว
ลมหวน
ป่นร้าว
ลมลู่
อยู่ได้ ยังดี
ทำกระด้างเก่งกล้า
เย่อหยิ่งเหยียดว่าคน
มักพังพลาดจากผล
รู้โอนอ่อนผ่อนได้
อวดตน
อื่นไร้
อ้างโอ่
จึงพ้น ปวงภัย


บทที่ ๔๒: กว่าจะได้เพชรเม็ดงาม

อุปมา 
  • พชรแม้จะมีค่ามหาศาล แต่เมื่อยังฝังอยู่ในดินหรือเพิ่งขุดขึ้นมา ก็ยังดูหม่น ไม่มีใครเห็นความงามของมัน
  • แม้นำขึ้นมาจากดินแล้ว หากยังไม่ได้รับการเจียระไน ก็ยังไม่เปล่งประกาย
  • เมื่อช่างผู้ชำนาญค่อย ๆ เจียระไน ล้าง ขัด และตกแต่ง จึงเกิดประกายอันงดงาม และทุกคนจึงเห็นคุณค่าของเพชร 
อุปไมย 
  • หลักธรรมที่ลึกซึ้งก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีคุณค่าอยู่แล้ว แต่คนทั่วไปยังมองไม่เห็น
  • เพียงแค่อ่านหรือได้ยิน ยังไม่พอที่จะเห็น "แสง" ของธรรม
  • ผู้ที่ศึกษา ใคร่ครวญ และปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือนกำลังเจียระไนเพชร
  • เมื่อปัญญาเกิดขึ้น จึงมองเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างแท้จริง 

ธรรมะก็เหมือนเพชร ต้องเจียระไนจึงจะเห็นคุณค่า

โคลงสี่

 เพชรแม้มีค่าล้วน
ใครเห็นหากอยู่ตม
เจียรนัยใสเหลี่ยมคม
ส่องประกายเลิศล้ำ
คนชม
ขุ่นคล้ำ
ล้างขัด
แจ่มจ้า รัศมี
ธรรมะมักซ่อนเร้น
คุณค่าเกิดจากตรอง
เลยละจะพาลมอง
คุณวิเศษจึ่งล้วน
ใครมอง
ถี่ถ้วน
มิดมิด
แต่ผู้ แลเห็น


บทที่ ๔๓: บุญกุศลนั้นอยู่ที่ใจ

อุปมา
  • น้ำแกงจืดนั้นถึงจะใส่เนื้ออาหารและพืชผักสักเท่าใดก็ยังคงจืดชืดอยู่เช่นนั้น
  • แต่น้ำแกงจืดที่เจือด้วยเกลือเพียงเล็กน้อยกลับทำให้น้ำแกงมีรสอร่อยขึ้นได้
  • คุณค่าของเกลือจึงมีผลอย่างมหาศาลต่อน้ำแกงจืดมากกว่าเนื้ออาหารและพืชผัก 
อุปไมย
  • การทำบุญด้วยทรัพย์สินเงินทองแต่ปราศจากเจตนาที่เป็นกุศล ย่อมไม่ได้บุญ
  • การทำบุญด้วยเจตนาที่เป็นกุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังได้บุญมากกว่า
  • คุณค่าของเจตนาในการทำบุญจึงมีผลมหาศาลมากกว่าทรัพย์สินเงินทอง 

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสำคัญที่เจตนา

กลอนคติ

ใช้เนื้อผักพืช
ใส่เกลือไปด้วย
อร่อยมั่นคง
จะปรุงแกงจืด
น้ำเดือดใส่ลง
ช่วยเสริมรสส่ง
ดังที่ตั้งใจ
มากน้อยปริมาณ
อันบุญกุศล
นั้นอยู่ที่ใจ
ทำบุญทำทาน
ตามอัธยาศัย
เกิดผลอย่างไร
แจ้งเจตนา ฯ


บทที่ ๔๔: อย่าเป็นคนแล้งน้ำใจ

อุปมา
  • สระน้ำแก้วกว้างใหญ่ ใส เย็น จืดสนิท แต่อยู่ห่างไกลผู้คน ย่อมไร้ประโยชน์ รังแต่จะมีวัชพืชขึ้นปกคลุม
  • น้ำบ่อน้อยแต่อยู่ใกล้ชุมชน ผู้คนได้อาศัยอาบกิน เขาจึงช่วยกันบำรุงรักษาให้น้ำบ่อนั้นสะอาดและเต็มอยู่เสมอ
  • น้ำที่อยู่ "ห่างไกล" จึงไร้คุณประโยชน์และไม่มีคนสนใจเป็นธรรมดา 
อุปไมย
  • ผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายแต่ไม่ยอมนำมาใช้สอยให้เกิดคุณประโยชน์นั้น แม้จะมีทรัพย์มากก็เหมือนไม่มี
  • ผู้ที่มีทรัพย์น้อยแต่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ย่อมได้รับความรักและความเชื่อถือเป็นการตอบแทนเสมอ
  • ผู้ที่ร่ำรวยเงินทองแต่ "แล้งน้ำใจ" จึงมักไม่ได้รับความรักความสนใจจากผู้อื่นเป็นธรรมดา 

ผู้ที่ไม่ใช้น้ำใจมักไม่มีมิตรมาก

โคลงคติ

น้ำสระใสใหญ่กว้าง
ไกลห่างผู้คนเห็น
ชอบแต่บ่อน้อยเป็น
ใช้อาบใช้ดื่มได้
จืดเย็น
ตักใช้
ประโยชน์
อยู่ด้วย ดูแล
สินทรัพย์มีอยู่แล้ว
กัดแต่ก้อนกินเกลือ
ทรัพย์น้อยแบ่งจานเจือ
คนคบหาจึงเว้น
มากเหลือ
เก็บเร้น
เขาอื่น
หลีกผู้ แล้งใจ


บทที่ ๔๕: ขุ่นบ้าง ใสบ้างเป็นประจำ

อุปมา
  • แก้วน้ำที่เต็มไปด้วยตะกอนของฝุ่นละอองนั้นมักขุ่นมัวและไม่น่าดื่ม
  • หากวางแก้วน้ำนิ่งลงบนโต๊ะให้นานพอสมควร จะสามารถมองเห็นตะกอนรวมตัวกันอยู่ที่ก้นแก้วนั้น
  • แต่พอยกแก้วน้ำนั้นขึ้นมาใหม่ แรงกระเทือนก็ทำให้ตะกอนฟุ้งกระจาย และกลับทำให้น้ำขุ่นมัวอีก
  • หากตักตะกอนออกทิ้งไปจนหมดแล้ว แม้แก้วจะถูกกระเทือนสักเพียงใด น้ำในแก้วยังคงใสแจ๋วอยู่เช่นเดิม 
อุปไมย
  • จิตใจที่เต็มไปด้วยกิเลสนั้น ย่อมเป็นจิตใจที่เศร้าหมองและขุ่นมัวไม่มีความสุข
  • หากทำสมาธิวางจิตให้นิ่งนานพอสมควรแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นกิเลสซึ่งซ่อนอยู่ภายในใจได้
  • แต่พอออกจากสมาธิและจิตเริ่มกระทบอารมณ์ใหม่ กิเลสก็จะทำให้จิตเศร้าหมองและขุ่นมัวอีก
  • หากขจัดกิเลสทิ้งไปเสียให้หมดแล้ว แม้จะถูกกระทบทางอารมณ์สักเพียงใด จิตดวงนั้นก็ยังคงผ่องใสอยู่เหมือนเดิม 

การมีมีกิเลสสู่การละกิเลสไม่ได้

โคลงคติ

แก้วน้ำขุ่นหมอง
วางนิ่งทิ้งไว้
ยกแก้วกระเทือน
แยกตักตะกอน
ละอองปนไป
แบ่งใสตะกอน
ฝุ่นเคลื่อนฟุ้งวน
จึงได้น้ำใส
กิเลสถมเศร้า
สงบเห็นทั่ว
ขจัดทุกข์ออก
กระทบเพียงไหน
พาเศร้าหมองมัว
จิตเคลื่อนเลื่อนไหว
นอกพ้นดวงใจ
ผ่องใสดังเดิม


บทที่ ๔๖: จงชมก่อนติ

อุปมา
  • การเท กรดเกลือ ลงไปในแก้วก่อน แล้วจึงรินน้ำตามลงไป อาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงจนเป็นอันตรายต่อผู้เทได้
  • หากเปลี่ยนเป็นเทน้ำลงไปก่อน แล้วจึงรินกรดเกลือตามลงไป จะไม่เกิดปฏิกิริยาที่เป็นอันตราย
  • การรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง ย่อมให้ผลที่ดีกว่าเสมอ 
อุปไมย
  • การใช้วาจาตำหนิผู้อื่นก่อน แล้วจึงกล่าวยกย่องชมเชย มักทำให้เขาไม่พอใจและโกรธเคือง
  • หากเปลี่ยนเป็นกล่าวชื่นชมเขาก่อน แล้วจึงค่อยชี้ข้อบกพร่องภายหลัง เขามักเปิดใจและยินดีรับฟังมากกว่า
  • การรู้จักใช้คำพูดให้ถูกเวลา เหมาะสม และสมควร ย่อมให้ผลดีเสมอ 

ถ้ารู้จักกาลเทศะจะมีชีวิตที่สุขสบาย

โคลงคติ

กรดเกลือหากใส่น้ำ
อาจระเบิดเป็นไฟ
เทกรดลงน้ำใส
รู้ก่อนหลังจักพ้น
เติมไป
ท่วมทัน
จางจืด
สิ่งร้าย กลายดี
คำพูดตำหนิแล้ว
มักก่ออารมณ์ขุ่น
วาจาที่เหมาะสม
ชมเชยยกย่องไว้
จึงชม
โกรธได้
ควรถูก ตามกาล
ก่อนชี้ ใดเสีย


บทที่ ๔๗: อย่าพยายามปั้นลูกโป่ง

อุปมา
  • ธรรมดาลูกโป่งนั้น เมื่อบีบทางหนึ่ง มันก็จะโป่งออกอีกทางหนึ่ง
  • ส่วนดินน้ำมันนั้น เมื่อใช้มือบีบปั้นไว้อย่างไร มันก็จะคงรูปร่างเช่นนั้น
  • หากใช้วิธีปั้นดินน้ำมันไปปั้นแต่งลูกโป่ง ก็ย่อมเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ 
อุปไมย
  • คนที่อ่อนนอกแข็งใน เมื่อสอนเรื่องหนึ่ง ก็มักกลับไปทำผิดในอีกเรื่องหนึ่ง
  • ส่วนคนที่อ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย เมื่อได้รับคำสอน ก็มักปฏิบัติตามได้
  • หากใช้วิธีเดียวกันไปสอนคนทั้งสองประเภท ย่อมเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ 

วิธีการที่เหมาะสมนำมาซึ่งความสำเร็จ

โคลงคติ

Thai
บีบปั้นลูกโป่ง
ดินน้ำมันวาง
สอนคนดื้อรั้น
กับคนเรียบร้อย
ดันเด้งอีกทาง
ตรงร่างตรงรอย
ดึงดันบ่อย ๆ
ไม่ค่อยหนักใจ
นี่แหละวิธี
แนวกำหนดวาง
ต่างคนต่างต้อง
ผิดพลาดผลไร้
มีดีแตกต่าง
ปั้นประเภทไหน
ใช้ของตนไป
ประโยชน์ไม่มี


บทที่ ๔๘: เผ็ดหรือไม่เผ็ดเป็นฉันใด

อุปมา
  • ทุกคนย่อม "รู้" ว่าพริกนั้นมีรสเผ็ดร้อนเป็นอย่างยิ่ง
  • แต่เมื่อเราเห็นผู้อื่นรับประทานพริก ก็ยังไม่ "รู้สึก" ว่ามันเผ็ดเพียงใด
  • ครั้นพอเรารับประทานพริกเข้าไปบ้าง จึง "รู้สึก" ได้ว่าพริกนั้นเผ็ดร้อนเพียงใด
  • ก่อนและหลังจากรับประทานพริกนั้น แม้ห่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลแตกต่างกันไกลนัก 
อุปไมย
  • ทุกคนย่อม "รู้" ว่าการพลัดพรากจากกันเป็นเรื่องน่าเศร้า
  • แต่ตราบใดที่ยังไม่ประสบด้วยตนเอง ก็ยังไม่ "รู้สึก" ถึงความเศร้าอย่างแท้จริง
  • เมื่อญาติหรือมิตรอันเป็นที่รักเสียชีวิต เราจึง "รู้สึก" ได้ว่าความโศกเศร้านั้นเป็นเช่นไร
  • คำว่า "รู้" กับ "รู้สึก" แม้ต่างกันเพียงพยางค์เดียว แต่มีความหมายต่างกันไกลนัก 

รู้มากไม่ได้หมายความว่าเข้าใจ

กลอนแปด

เขาบอกพริกเผ็ดร้อนสอนไว้รู้
รู้ว่าการจากกันนั้นจำเป็น
ลองชิมดูสิสักนิดมองเห็น
ไม่รู้สึกโศกเช่นดังเขามี
เมื่อญาติสนิทมิตรสหายมาตายจาก
เกิดพลัดพรากทุกข์ร้อนเข้าเต็มที่
คำว่า รู้ กับ รู้สึก ลึกซึ้งมี
ความหมายที่แตกต่างห่างกันไกล


บทที่ ๔๙: สกปรกมักมาก่อนสะอาด

อุปมา
  • วีรบุรุษนั้นย่อมถือกำเนิดมาจากการฝึกฝนความเป็นธรรมดา
  • ดอกบัวงามก็ย่อมถือกำเนิดมาจากโคลนตมเช่นเดียวกัน
  • หากปราศจากการฝึกฝนหรือโคลนตมแล้ว ไฉนจึงจะมีวีรบุรุษและดอกบัวงามได้ 
อุปไมย
  • ก่อนที่จะมีคุณธรรมและความดีงามนั้น ย่อมต้องเห็นโทษของความไร้คุณธรรมเสียก่อน
  • กว่าจะได้ดวงตาเห็นธรรม ก็ต้องเคยตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์มาก่อนเช่นเดียวกัน
  • หากไม่เห็นโทษของความชั่วและความทุกข์แล้ว ไฉนจึงจะกลายเป็นคนดีและอยากจะหนีไปให้พ้นจากความทุกข์เล่า 

บางทีเคราะห์กรรมก็ทำให้พบความสุขที่แท้จริง

โคลงสี่

มีการศึกจึงได้ผู้กล้าหาญ
สิ่งดีงามตรงข้ามไร้คุณธรรม
ถ้าบาปกรรมทำชั่วตัวไม่เห็น
เมื่อรู้เปื้อนเปรอะมัวจึงกลัวล้าง
ดอกบัวบานเกิดจากตมอันต่ำต้อย
มีทุกข์จึงโน้มนำหาหนทาง
อยากจะเป็นคนดีหนีทุกข์ห่าง
มีแตกต่างอย่างนี้บ่งชี้แนว


บทที่ ๕๐: มีปัญหาเพราะคิดไม่เหมือนกัน

อุปมา
  • เมื่อเอาไม้ “เมตร” ไปวัดความสูงของกำแพงก็ย่อมได้หน่วยความสูงออกมาเป็น “เมตร”
  • ครั้นเอาไม้ “ฟุต” ไปวัดความสูงของกำแพงบ้างก็ย่อมต้องได้หน่วยของความสูงออกมาเป็น “ฟุต”
  • การเลือกใช้ไม้วัดคนละ “มาตรา” ย่อมได้ค่าไม่ตรงกันเป็นธรรมดา
  • หากต้องการผลของการวัดที่ตรงกันแล้วต้องใช้ไม้ “มาตราเดียวกัน” 
อุปไมย
  • เมื่อเอา “ทัศนคติหนึ่ง” ไปประเมิน “เหตุการณ์หนึ่ง” จึงมีความเห็นเป็นอย่างหนึ่ง
  • ครั้นเอา “ทัศนคติอีกอย่างหนึ่ง” ไปประเมินบ้างก็ย่อมมีความเห็นไม่ตรงกัน
  • การมี “ทัศนคติแตกต่างกัน” ย่อมต้องมีความคิดเห็นต่างกันไปบ้างเป็นธรรมดา
  • หากต้องการผลสรุปในแนวเดียวกันแล้วต้องมี “ทัศนคติ” ที่ตรงกันเสียก่อน 

การรู้จักปรับความคิดของตนเองบ้างจะไม่สร้างปัญหา

โคลงสี่

มาตรวัดระบุไว้
เมตรหรือฟุตจำกัด
ใครใช้ใครถนัด
หน่วยวัด เช่นนั้น
ตรงผลตรงค่าครัน
ชอบต่าง กันนา
ทัศนคตินั้น
มีผล ต่างได้
ต่างจิตต่างใจคน
คิดอ่าน
หวังยุติเดียวบน
เปลี่ยนแก้ ตรงกัน
พึงปรับทัศนะให้


บทที่ ๕๑: กระสุนเหล็กหุ้มสำลี

อุปมา
  • ธรรมดาก้อนอิฐนั้นมักดูหยาบกร้าน แข็งกระด้าง แต่แตกหักง่าย
  • ส่วนกระสุนเหล็กที่หุ้มด้วยสำลีนั้น ดูนุ่มนวล แต่หนักแน่นและคงทน
  • สิ่งที่ "อ่อนนอก แต่แข็งใน" นั้น จึงเป็นคุณลักษณะที่ดี 
อุปไมย
  • คนพาลมักมีกิริยาก้าวร้าว หยาบคาย และใจโลเล
  • ส่วนบัณฑิตมีกิริยามารยาทนุ่มนวล แต่มีจิตใจเข้มแข็งมั่นคง
  • การมีมารยาทอ่อนโยนและจิตใจเข้มแข็ง จึงเป็นคุณลักษณะของคนดี 

อ่อนนอกแข็งใน ดีกว่าอ่อนในแข็งนอก

กลอนแปด

◉ ก้อนอิฐหยาบกร้าน
ได้ง่ายไม่ทน
สำลีหุ้มปน
อ่อนนอกแข็งใน
หากแต่ข้าวราน
กระสุนเหล็กมี
ดูนุ่มแต่ผล
◉ คนพาลชั่วช้า
หยาบกระคายใจ
ชวนให้เสื่อมใส
นับเป็นคนดี
มักกิริยา
บัณฑิตนุ่มนวล
เข้มแข็งภายใน


บทที่ ๕๒: ตายเพราะรักสวยรักงาม

อุปมา
  • เวลานกยูงจะรำแพนนั้น มันมักปัดกวาดบริเวณลานให้สะอาดเรียบร้อยเพื่อให้ดูสวยงาม
  • นายพรานรู้เช่นนั้น จึงเหลาปลายไม้ไผ่ให้แหลมเป็นสองคม แล้วปักไว้กลางลาน
  • เมื่อนกยูงเห็นไม้ไผ่ปักอยู่ ก็มัวแต่กวาดลานให้สะอาดเพราะรักความงาม
  • เมื่อมันกระชากไม้ไผ่ออก ปลายไม้แหลมกลับเสียบคอจนตายในทันที 
อุปไมย
  • คนที่รักความสวยงามมักทุ่มเททุกอย่างเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นงดงาม
  • คนพาลสามารถใช้ความยึดติดในความงามนั้นเป็นเครื่องแสวงหาผลประโยชน์
  • ผู้ที่หลงใหลความงามจึงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
  • และอาจได้รับความทุกข์เพราะความยึดติดของตนเอง 

ความสวยงามเป็นภัยที่น่ากลัว

เจ้าช่างสำรวย
ต้องปัดต้องกวาด
จึงจะออกมา
เสียมไม้ไผ่มี
นกมัวบ้าคอดึง
พินาศเพราะแผน
อย่าได้หลงตาม
ทุ่มเทใดใด
อาจเป็นเหยื่อพาล
◉ นกยูงแสนสวย
เป็นนักเป็นหนา
ลานสะอาดตา
ร่ำร้องร่ำแพน
◉ พรานป่ารู้ที
สอดคมปักแน่น
บาดถึงกิ๋วแก่น
ใจร้ายนายพราน
◉ คนเอารักงาม
ผู้คอยล้างผลาญ
ให้เหมาะสมการ
เพราะสวยเพราะงาม


บทที่ ๕๓: จะเก็บเอาเปลือกไว้ทำอะไร

อุปมา
  • เมื่อเราปอกผลไม้และรับประทานเนื้อแล้ว เราย่อมทิ้งเปลือก
  • เมื่อรับประทานขนมที่ห่อใบตองเสร็จแล้ว ก็ย่อมทิ้งใบตอง
  • เปลือกผลไม้และใบตองมีหน้าที่เพียงห่อหุ้มสิ่งที่มีคุณค่าอยู่ภายใน
  • การเก็บเปลือกหรือใบห่อที่หมดหน้าที่แล้วไว้ จึงไม่มีประโยชน์ 
อุปไมย
  • เมื่ออ่านหนังสือและเข้าใจเนื้อหาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตัวหนังสือ
  • เมื่อเรียนรู้หลักธรรมจนซึมซับเข้าใจแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคำพูดหรือถ้อยคำ
  • คำพูดและตัวอักษรเป็นเพียงเครื่องมือในการถ่ายทอดความหมาย
  • การยึดติดอยู่กับถ้อยคำเพียงอย่างเดียว จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ 

ความหมายย่อมสำคัญกว่าวิธีการ

โคลงสี่

◉ ปอกห่อปอกผลไม้
เสพย์เสร็จแต่เนื้อใน
เศษเปลือกต้องหุ้มโฉน
หมดคุณหมดค่าควัน
ใดใด
เท่านั้น
ควรเก็บ
สิ่งไร้ ในสูญ
◉ หนังสือเมื่ออ่านแล้ว
ท่องบ่นจำคัมภีร์
เลิกละกระดาษหนี
เพิกจิตอย่าติดแว้ง
เจนดี
แจ่มแจ้ง
พ้นสื่อ
แต่เพียง อักษร


บทที่ ๕๔: ถ้านึกว่ารู้ แสดงว่ายังไม่รู้

อุปมา
  • หมอชีวกและเพื่อน ๆ ที่เรียนแพทย์ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ออกไปค้นหาพืชที่ไม่มีประโยชน์ทางยา
  • เพื่อนบางคนใช้เวลา ๓–๕ ปี แล้วกลับมาพร้อมตัวอย่างพืช
  • แต่หมอชีวกค้นหาอยู่หลายปี กลับมามือเปล่าและกล่าวว่า "ไม่พบพืชเช่นนั้นเลย"
  • อาจารย์จึงกล่าวว่า "ชีวก เธอเรียนจบวิชาแพทย์แล้ว"
อุปไมย
  • ผู้ที่ยังไม่รู้ ย่อมยังต้องแสวงหาความรู้ต่อไป
  • บางคนเรียนเพียงไม่กี่ปีก็คิดว่าตนรู้หมดแล้ว
  • แต่ผู้ที่เรียนรู้อยู่เสมอ กลับยิ่งเห็นว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก
  • ผู้ที่คิดว่าตนรู้น้อย ต่างหากที่กำลังก้าวเข้าใกล้ปัญญา 

การเรียนรู้นั้นไม่มีวันสิ้นสุด

เรื่องหมอชีวก
คำสั่งอาจารย์
หลายปีเวลา
แสวงหาดู
คิดว่าเก่งกาจ
ความรู้กว้างไกล
◉ นิทานสาธก
เรียนการปรุงยา
ท่านให้ค้นหา
ศึกษาเรื่อยไป
◉ ผู้ยังไม่รู้
จึงจะรู้ได้
ประมาทเผลอไผล
มีอีกมากมาย


บทที่ ๕๕: เพราะว่างเปล่าจึงมีประโยชน์

อุปมา
  • ภาชนะมีประโยชน์ เพราะมีช่องว่างสำหรับใส่สิ่งของ
  • บ้านมีประโยชน์ เพราะมีพื้นที่ว่างให้คนอยู่อาศัย
  • สิ่งที่เต็มจนไม่มีที่ว่าง ย่อมไม่สามารถรองรับสิ่งอื่นได้
  • ดังนั้น "ความว่าง" จึงเป็นคุณประโยชน์ที่แท้จริง 
อุปไมย
  • จิตที่เรียนรู้ได้ คือจิตที่ว่างจากอคติ
  • จิตที่ว่างจากกิเลส ยิ่งมีประโยชน์ เพราะสามารถเข้าถึงนิพพานได้
  • จิตที่เต็มไปด้วยอวิชชา ย่อมไม่สามารถเห็นความจริงได้
  • เพราะเหตุนี้ จิตที่ว่างจากกิเลส จึงเป็นจิตที่มีคุณค่าที่สุด 

ความว่างเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

โคลงสี่

◉ ภาชนะว่างแล้ว
ห้องว่างจึงจับจอง
เต็มตื้นบรรจุผอง
คุณประโยชน์ที่ใช้
ใส่ของ
อยู่ได้
ล้นร่วง
จากเว้น ว่างลง
◉ จิตปราศอดคติแล้ว
จิตว่างกิเลสเพียร
อวิชชาพาจิตเหียน
จิตก่อประโยชน์ล้น
จึงเรียน
หลุดพ้น
หันห่าง
หากเว้น ว่างกรรม


บทที่ ๕๖: ไฟไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชม

อุปมา
  • เปลวไฟย่อมเผาผลาญทุกสิ่งโดยไม่เลือก
  • ความร้อนของไฟทำลายทุกอย่างที่สัมผัส
  • ควันไฟบดบังการมองเห็น ทำให้มองอะไรไม่ชัด
  • เปลวไฟ ความร้อน และควัน ล้วนไม่น่าปรารถนา 
อุปไมย
  • โลภะเผาผลาญจิตใจ ทำให้ไม่รู้จักพอ
  • โทสะทำลายทั้งจิตใจและความสุขของตนเองและผู้อื่น
  • โมหะบดบังปัญญา ทำให้มองไม่เห็นความจริง
  • เพราะฉะนั้น โลภะ โทสะ และโมหะ ไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีหรือยกย่อง

ผู้ที่ยินดีในโลภ โกรธ หลง เสมือนชอบเล่นกับไฟ

กลอนดอกสร้อย

◉ เปลวไฟ
โรคนี้แรงแสงร้อนสุดประมาณ
โลภะพาจิตคิดแต่ได้
โมหะมืดเหนหนทุรนรัง
โถดถลามลุกไหม้เข้าเผาผลาญ
คละคลุ้งควันผ่านดังม่านบัง
โทสะไหม้หมกใจเหมือนไฟฝัง
จึงน่าชั่งหนักหนาอย่านิยม


บทที่ ๕๗: แปลกแต่จริง

อุปมา

สมมติว่าโลกอยู่ห่างจากดาวพระศุกร์หนึ่งปีแสง ส่วนดาวอังคารนั้นอยู่ห่างจากดาวพระศุกร์สองปีแสง
หากดาวพระศุกร์เกิดระเบิดขึ้น อีกหนึ่งปีให้หลังคนบนโลกจึงมองเห็น และอีกสองปีให้หลังคนบนดาวอังคารจึงจะมองเห็นการระเบิดนั้น
เมื่อคนบนโลกมองเห็นดาวพระศุกร์ระเบิดนั้น อาจกล่าวได้ว่าภาพที่เห็นเป็น "อดีตกาล" ของดาวพระศุกร์ เป็น "ปัจจุบันกาล" ของโลก และเป็น "อนาคตกาล" ของดาวอังคาร
ถ้าเรามีเครื่องจับภาพที่เร็วกว่าความเร็วแสงแล้ว การเห็นภาพอดีตหรืออนาคตจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

อุปไมย 

สมมติว่าเราตัดตอนการเวียนว่ายตายเกิดของเรามาพิจารณาสัก ๓ ชาติ
เมื่อสิ้นชีวิตในชาติแรกแล้ว เราจึงเกิดใหม่ในชาตินี้ และยังจะต้องไปเกิดอีกในชาติหน้า
ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในชาตินี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าชาติที่แล้วนั้นเป็นอดีตกาล ชาตินี้เป็นปัจจุบันกาล และชาติหน้าเป็นอนาคตกาล
ถ้าเรากำหนดจิตให้เร็วกว่าความเร็วแสงแล้ว การหยั่งรู้อดีตและอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

การเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริง

โคลงสี่

ตั้งสมมติฐาน
มีดาวสามดวงใหญ่
ดาวบีห่างจากเอ
เอห่างจากดาวซี
ดาวเอระเบิดจ้า
อดีตของเอเช่น
เพื่อเทียบการให้เข้าใจ
ชื่อดวงดาว เอ บี ซี
คาดคะเนไว้หนึ่งปี
สองปีแสงตามแรงเห็น
ดาวบีกว่าจะรู้เรื่องเป็น
ดาวซีเป็นเรื่องต้องรอ
คนเราติดชาติมา
ชาตินี้นั้นเป็นขอ
หากฝึกจิตเข้มขลัง
อดีตอนาคตใช่รอ


บทที่ ๕๘: เมื่อรวมกันย่อมมีพลัง

อุปมา
  • แสงอาทิตย์มีพลังความร้อนมหาศาลอยู่แล้ว
  • แต่เพราะแสงกระจายออกไปทุกทิศ จึงไม่แสดงพลังเต็มที่
  • เมื่อนำเลนส์มารวมแสงให้ตกอยู่ที่จุดเดียว ความร้อนก็เพิ่มขึ้นจนสามารถจุดไฟได้ 
อุปไมย
  • จิตของคนเราก็มีพลังมหาศาลเช่นเดียวกัน
  • แต่โดยปกติจิตฟุ้งซ่าน คิดหลายเรื่องพร้อมกัน จึงไม่เกิดกำลังเต็มที่
  • เมื่อฝึกสมาธิจนจิตตั้งมั่นรวมเป็นหนึ่ง พลังของจิตก็ปรากฏอย่างมาก 

จิตที่ฟุ้งซ่านย่อมไร้ประโยชน์

กลอนแปด

◉ ธรรมชาติดวงอาทิตย์ฤทธิ์แรงร้อน
เลนส์รับบังคับทิศเสริมเพิ่มความแรง
สาดส่งซ้อนลานสายกระจายแสง
จุดรวมแสงเผาไหม้ได้ทันที
◉ อันคุณค่าของจิตมีกำลัง
สมาธิฝึกฝนจนนิ่งดี
ชักสายหลั่งล้นไหลไม่เลือกที่
พลังจะมากมีเป็นอัศจรรย์


บทที่ ๕๙: หวานนักมักเป็นพิษ

อุปมา
  • น้ำตาลสดมีรสหวาน แต่เมื่อหมักไว้นานก็กลายเป็นน้ำตาลเมา (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
  • เมื่อดื่มเข้าไปก็ทำให้ขาดสติ
  • เมื่อขาดสติ ก็ทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว และนำความเสื่อมมาสู่ชีวิต 
อุปไมย 
  • คำพูดยกยอที่หวานหู หากฟังอยู่เสมอ ก็ทำให้คนหลงมัวเมาได้
  • เมื่อหลงในคำสรรเสริญ ก็เริ่มขาดสติ
  • เมื่อขาดสติ ก็ทำผิดโดยไม่รู้ตัว และความเสื่อมก็ค่อย ๆ ตามมา 

คำติมีให้คุณมากกว่าคำชม

กาพย์ยานี ๑๑

◉ รสหวานน้ำตาลหมัก
ล่อลิ้มอิ่มซึมเซา
เนิ่นนานนักส่ำซ้ำเมา
สติขาดอนาถตน
◉ เล่ห์ลิ้นวาจาที่หวาน
หลงเมาคาวรมคน
ฟังนานนานมักก่อผล
จนรู้สึกล้านักคลาย
◉ หวานนักมักเป็นพิษ
สติกำกับกาย
จำใส่จิตอย่าห่างหาย
ตรีตรองดูให้รู้จริงฯ


บทที่ ๖๐: อย่าคบคนพาล

อุปมา
  • วัวเปลี่ยวตัวหนึ่งเห็นคนเดินผ่านมา จึงก้มศีรษะเตรียมจะขวิด
  • แต่คนที่เห็นกลับเข้าใจผิด คิดว่าวัวกำลังก้มหัวแสดงความเชื่องหรือเคารพ
  • จึงเดินเข้าไปใกล้ และถูกวัวขวิดตาย เพราะความเข้าใจผิดของตนเอง 
อุปไมย
  • คนพาลมักมีจิตใจคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่ภายนอกกลับแสดงความอ่อนโยน สุภาพ หรือหวานชื่น
  • ผู้ที่ไม่สังเกตและไม่พิจารณาให้ดี ย่อมหลงเชื่อคนเช่นนี้ได้ง่าย
  • และในที่สุดก็ได้รับความเสียหาย เพราะไว้วางใจคนผิด 

การหลีกหนีจากคนพาลเป็นมงคลอันอุดม

กาพย์ยานี ๑๑

◉ วัวก้มเตรียมหัวขวิด
ถูกฆ่าตายทารุณ
คนเห็นคิดว่าผู้คุณ
จากเข้าใจไม่ถูกการณ์
◉ หมุ่มวาสสันดานร้าย
ขาดสังเกตพิจารณ์
มักแสร้งภายนอกอ่อนหวาน
หลงคบพาลจึงแพ้ภัยฯ