ครูผู้สร้าง ครูผู้ให้ ครูผู้พัฒนา “ครูชนก สาคริก”

“ครูผู้สร้าง ครูผู้ให้ ครูผู้พัฒนา” นี่คือความหมายของความเป็นครูในความนึกคิดที่มีต่อคุณครูชนก สาคริก หรือที่เด็ก ๆ จะเรียกว่า “ครูตั๊ก”  ผู้ซึ่งมิได้เพียงถ่ายทอดความรู้ หากยังเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ศิษย์ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เป็นผู้ให้ทั้งความรู้ ความเมตตา และกำลังใจแก่ลูกศิษย์เสมอมา นอกจากการสอนบรรเลงดนตรีไทยแล้ว ครูตั๊กยังสอนให้เด็ก ๆ รวมถึงผู้ปกครองได้เรียนรู้ทั้งด้านความคิด คุณธรรม และการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นแบบอย่างของความเสียสละและจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูอย่างแท้จริง

ป่าน (ปราณณิชา มโนมัธย์) ได้มีโอกาสเริ่มเรียนกับครูตั๊กเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2559 ขณะนั้นป่านมีอายุเพียง 7 ขวบ โดยเริ่มเรียนครั้งแรกที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ซึ่งครูตั๊กได้เข้ามาสอนดนตรีไทยให้แก่พนักงานของธนาคาร ที่ป่านได้มีโอกาสเข้าเรียนร่วมกับพี่ ๆ พนักงานออมสินในครั้งนั้น เพราะคุณยายของป่านเป็นพนักงานของธนาคารออมสิน อีกทั้งน้าของป่านก็เป็นลูกศิษย์ของครูตั๊กรุ่น 02 เช่นกัน 
จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ป่านได้มารู้จักและเริ่มเรียนขิมกับครูตั๊ก และว่าสิ่งนี้คงไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญ แต่เป็นวาสนาที่ทำให้ป่านได้มาพบและมีโอกาสเรียนขิมกับครูตั๊ก


 

ครูตั๊กสอนขิมให้ป่านด้วยความเมตตาและความเอาใจใส่อย่างแท้จริง เรียกได้ว่า “แทบจะจับมือตีขิม” กันมาตั้งแต่ป่านยังเล็ก เริ่มต้นจากเพลง “แขกบรเทศ” ซึ่งเป็นเพลงพื้นฐานที่ศิษย์ครูตั๊กทุกคนต้องผ่าน ก่อนจะเรียนต่อในเพลง “ลาวเจริญศรี” และสิ่งหนึ่งที่สร้างความสนใจให้กับเด็กวัย 7 ขวบ ก็คือมายากลที่ครูตั๊กมักจะนำมาเล่นให้ป่านดูอย่างสนุกสนาน เมื่อเรียนไปได้ระยะหนึ่ง เข้าใจว่า ด้วยสายตาและประสบการณ์ของครูตั๊ก คงมองเห็นว่าเด็กตัวเล็กวัยเพียง 7 ขวบ ที่ต้องมาเรียนร่วมกับพี่ ๆ วัยทำงาน อาจจะไม่มีความสนุกหรือมีเพื่อนในวัยเดียวกันที่จะเติบโตและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ครูตั๊กจึงชวนให้ป่านมาเรียนต่อที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ประโยคหนึ่งที่ครูตั๊กพูดไว้ และยังจำได้ดีจนถึงทุกวันนี้ คือ “เมล็ดพันธุ์ที่ดี จะเติบโตได้ดี ด้วยดินที่ดี และสภาพแวดล้อมที่ดี”  คำพูดสั้น ๆ นี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจพาป่านเดินต่อบนเส้นทางดนตรีไทย ณ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และเป็นอีกก้าวสำคัญของชีวิตที่ป่านได้เติบโตด้วยประสบการณ์มากมายในด้านดนตรีไทย

เมื่อป่านได้เข้ามาเรียนที่มูลนิธิ ฯ สิ่งสำคัญที่ได้รับนอกจากความรู้ด้านดนตรีไทย คือ การได้มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน และมีพี่ ๆ คอยให้ความช่วยเหลือ ดูแล และแนะนำในการเรียนขิมอยู่เสมอ ภาพจำที่ผู้ปกครองหลายคนมีร่วมกัน คือ ช่วงเวลาที่เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนขิมสลับกับการได้วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กภายในบริเวณบ้านครูตั๊ก หลายครั้งที่เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเพลิน จนครูตั๊กต้องเดินมาตามให้กลับไปเรียนต่อ แต่เมื่อเด็กสามารถตีขิมได้ตามที่ครูสอนแล้ว ครูตั๊กก็จะอนุญาตให้เด็ก ๆ กลับไปวิ่งเล่นต่อได้อีกครั้ง

นอกจากการเรียนดนตรีแล้ว ภายในมูลนิธิ ฯ ยังเต็มไปด้วย “มายากล” จากครูตั๊ก ที่คอยสร้างรอยยิ้มและดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ อยู่เสมอ หลายครั้งมายากลเหล่านั้นยังกลายเป็นข้อตกลงเล็ก ๆ ที่ครูตั๊กใช้สร้างแรงจูงใจให้เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนก่อนที่ “เวทีมายากล” จะเริ่มขึ้น ทำให้บรรยากาศการเรียนเต็มไปด้วยทั้งความอบอุ่น ความสนุกสนาน และความทรงจำที่งดงามสำหรับเด็ก ๆ และผู้ปกครองทุกคน ทุกวันเสาร์จึงกลายเป็นวันที่เด็ก ๆ หลายคนต่างเฝ้ารอที่จะได้มาเรียนขิม เพราะนอกจากจะได้เรียนดนตรีไทยแล้ว ยังเป็นวันที่เด็ก ๆ จะได้วิ่งเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานตามประสาเพื่อน  ขณะเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง บรรดาผู้ปกครองเองก็ได้มีโอกาสพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับลูก ๆ ของตนร่วมกัน ผู้ปกครองมักจะรวมตัวกันอยู่บริเวณหนึ่งที่ทุกคนเรียกว่า “เรือนบรรเลง” บรรยากาศที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเพียงสถานที่เรียนดนตรี แต่กลับอบอุ่นเสมือนการได้มาบ้านของญาติผู้ใหญ่ ที่ทุกคนสามารถมาพบกัน พูดคุย หัวเราะ และเติบโตไปพร้อมกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ภายใต้ความเอื้ออาทรและความผูกพันที่ครูตั๊กได้สร้างขึ้นไว้ในมูลนิธิ ฯ แห่งนี้

เด็ก ๆ ในมูลนิธิ ฯ ที่มาเรียนในรุ่นเดียวกับป่านนั้น ครูตั๊กได้ตั้งชื่อรุ่นไว้ว่า “กลุ่มลูกลิง” เพียงได้ยินชื่อก็พอจะจินตนาการได้ว่า เด็ก ๆ รุ่นนี้คงซุกซนและเต็มไปด้วยพลังไม่น้อย บางครั้งก็เหมือน “จับปูใส่กระด้ง” เพราะต่างคนต่างวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจเสมอ คือ ความเมตตาและความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กจากครูตั๊ก ครูไม่เคยแสดงอาการรำคาญเด็ก ๆ เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ครูกลับมีความสุขทุกครั้งที่เห็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ภายในบริเวณบ้าน บางครั้งครูตั๊กก็ออกมายืนมองเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้ม หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอเก็บช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านั้นไว้


 

ครั้งหนึ่ง เคยได้พูดคุยกับครูดนตรีไทยท่านหนึ่ง ครูท่านนั้นได้กล่าวว่า “ครูตั๊กเป็นครูที่เก่งมาก ทำได้อย่างไรในการสอนเด็กเล็กที่กำลังซนเป็นจำนวนมาก ให้สามารถนั่งเรียนดนตรีไทยได้” โดยครูท่านนั้นยอมรับว่า ตนเองไม่สามารถทำได้อย่างครูตั๊ก คำพูดนั้นยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ครูตั๊กมอบให้เด็ก ๆ ไม่ได้มีเพียงวิชาดนตรีไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นความรัก ความเข้าใจ และสร้างพื้นที่แห่งความสุขที่ทำให้เด็ก ๆ เติบโตบนเส้นทางดนตรีและเส้นทางชีวิตได้อย่างงดงาม ครูตั๊กไม่ได้สอนเพียงวิชาด้านดนตรีไทยเท่านั้น แต่ยังสอนเรื่องของความคิด คุณธรรม และการดำเนินชีวิตให้กับลูกศิษย์ทุกคนควบคู่กันไปเสมอ  ครูตั๊กไม่ได้สอนเฉพาะเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังสอนผู้ปกครองทุกคนผ่านคำพูด การกระทำ และมุมมองในการใช้ชีวิต หลายครั้งคำสอนของครูตั๊กกลายเป็นข้อคิดสำคัญที่ทำให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองได้นำกลับมาทบทวนตนเอง เข้าใจการใช้ชีวิต เข้าใจการเลี้ยงดูบุตรหลาน และเข้าใจคุณค่าของการเติบโตอย่างมีคุณธรรม ประโยคหนึ่งที่ครูตั๊กมักจะพูดเสมอ ๆ ว่า “ทำสิ่งอันควร ในเวลาอันควร ด้วยเรื่องอันควร กับคนอันควร”

 

ครูตั๊กไม่เคยหยุดนิ่งในการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดนตรีไทย ครูตั๊กนำเทคโนโลยี
ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนและการเผยแพร่ดนตรีไทยอยู่เสมอ เพื่อทำให้ดนตรีไทยเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และมีความน่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่  การนำ iPad และอุปกรณ์ดิจิทัลมาใช้ประกอบการบรรเลงดนตรีไทย เป็นสิ่งที่ครูตั๊กเริ่มทดลองและพัฒนามาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ก่อนที่ป่านจะเข้ามาเรียนที่มูลนิธิ ฯ 
นอกจากนี้ ครูตั๊กยังจัดทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเรียนการสอน การบรรเลงดนตรีไทย และกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ ฯ เผยแพร่ผ่าน YouTube มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจดนตรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ครูตั๊กยังเคยบอกว่า หากมีโอกาสให้ทำคลิปดนตรีไทยลงในสื่อออนไลน์บ้างก็จะดี นี่คือสิ่งที่ครูตั๊กพยายามพัฒนาเชื่อมโยงภูมิปัญญาดนตรีไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ดนตรีไทยมีค่าส่งต่อไปสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้อย่างยั่งยืน


 

เด็ก ๆ ที่มูลนิธิ ฯ จะได้ร่วมการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง กันเกือบทุกคน ก่อนถึงวันประกวดในทุก ๆ ปี เด็ก ๆ มักจะนำพวงมาลัยมากราบขอพรครูตั๊ก แต่สิ่งที่ครูพูดอยู่เสมอคือ  “ครูไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่รู้จะอวยพรอะไร อยู่ที่ตัวเรา”  และครูก็จะบอกกับเด็ก ๆ เสมอว่าให้ไปจุดธูปบอกกล่าวและขอพรจากท่านหลวงประดิษฐไพเราะ เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนการประกวด


สำหรับเด็ก ๆ ในมูลนิธิ การประกวดดนตรีไทยศรทองไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ บางคนสมหวัง บางคนผิดหวัง แต่ครูตั๊กเป็นกำลังใจให้กับทุกคนเสมอ ครูตั๊กมักกล่าวว่า “จะได้รางวัลหรือไม่ได้รางวัล เด็ก ๆ ทุกคนก็มีฝีมือที่ดีอยู่แล้ว จะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการชอบหรือไม่ ถ้าเวลาเปลี่ยน กรรมการเปลี่ยน ผลการตัดสินก็อาจเปลี่ยนไปด้วย” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ครูตั๊กไม่ได้มุ่งหวังให้เด็ก ๆ แข่งขันเพื่อเอาชนะใครเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์ ได้มีเวทีแสดงความสามารถ และได้เรียนรู้จากการเตรียมตัวอย่างเต็มที่ หากซ้อมมาดี เตรียมตัวมาดี และบรรเลงได้อย่างงดงาม ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ในการประกวดแต่ละครั้ง ครูตั๊กมักให้พี่ ๆ รุ่นพี่มาช่วยตีฉิ่ง ตีกลอง หรือบรรเลงเครื่องประกอบจังหวะให้กับน้อง ๆ ครูตั๊กเคยกล่าวว่า “น้อง ๆ จะได้อุ่นใจที่มีพี่อยู่ข้าง ๆ และจะได้รู้จังหวะกัน เพราะซ้อมร่วมกันมาแล้ว” คำพูดสั้น ๆ นี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียด และความสำคัญที่ครูให้กับความผูกพันระหว่างพี่และน้องในมูลนิธิฯ ซึ่งก็เป็นเมื่อน้อง ๆ มีพี่นั่งอยู่ข้างหลัง ก็อุ่นใจ ส่วนพี่ ๆ ก็ค่อยประคองจังหวะตามน้อง ๆ ให้การประกวดออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด
สำหรับป่าน เส้นทางการประกวดมีทั้งความสมหวังและผิดหวังสลับกันไป จนกระทั่งได้รับรางวัลอันทรงคุณค่า คือ รางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ฯ ประเภทขิมสาย ระดับประถมศึกษา ความสำเร็จครั้งนั้นสร้างความปลาบปลื้มให้กับป่านและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง และอีกบุคคลหนึ่งที่มีความยินดีไม่แพ้กัน คือ ครูตั๊ก ครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่สำคัญนี้ ครูตั๊กได้เมตตาจัดทำคลิปแนะนำประวัติของป่านลง You tube บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียนขิมกับครู กิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้รับโอกาศที่ดี และพัฒนาการตลอดหลายปี จนสามารถคว้ารางวัลสำคัญนี้ได้ นอกจากนี้ ครูยังมอบใบประกาศนียบัตรที่ออกแบบด้วยตนเอง เข็มที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกของมูลนิธิฯ ให้แก่ป่านอีกด้วย สิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา และความภาคภูมิใจ


เมื่อป่านจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครอบครัวมีแนวคิดที่จะให้ป่านศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยใช้ความสามารถพิเศษด้านดนตรีไทยในการสมัครเข้าศึกษา ก่อนการสมัครสอบ แม่ของป่านมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยในการเข้าไปปรึกษาครูตั๊ก แต่เมื่อได้พูดคุยกับครูตั๊กแล้ว ความกังวลทั้งหมดกลับหายไป ครูถามถึงวันสอบ เพลงที่ใช้สอบ และช่วยต่อเพลงให้ พร้อมทั้งให้พี่ ๆ ที่ช่วยสอนมาช่วยตีเครื่องประกอบจังหวะเพื่อซักซ้อมให้ป่านอย่างเต็มที่ “ผลสอบเป็นอย่างไร บอกด้วยนะ” นั้นคือคำกล่าว
ทิ้งท้ายที่ครูกล่าวไว้ก่อนที่จะไปสอบ

ท้ายที่สุด ป่านสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ด้วยความสามารถพิเศษทางดนตรีไทย และยังคงเข้าร่วมการประกวดดนตรีไทยศรทองเช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา และป่านได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ฯ ประเภทขิมสาย ระดับมัธยมศึกษา สิ่งที่สำคัญประเด็นหนึ่งคือพื้นฐานอันแข็งแกร่งที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กจนโตจากครูตั๊ก เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สามารถต่อยอดสู่ความสำเร็จครั้งนั้นได้
หลังได้รับถ้วยพระราชทาน ฯ ป่านได้นำถ้วยรางวัลไปกราบครูตั๊ก และถ่ายภาพร่วมกับครูตั๊ก รวมถึงเพื่อน ๆ ในมูลนิธิ ฯ ที่ได้รับรางวัล ครูตั๊กร่วมแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ ก่อนจะกล่าวประโยคหนึ่งว่า  “ครูไม่ได้เป็นครูเหมือนชาวบ้าน ไม่ได้สอนเพื่อเอาสตางค์ ใครมาก็ถือว่ามีกุศลที่ต้องช่วยเหลือกัน”

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ครูตั๊กไม่ได้เพียงสอนดนตรีไทย ครูตั๊กได้สร้างเด็กดนตรีไทยรุ่นต่อรุ่น ครูตั๊กได้ให้ความเมตตา ความรัก โอกาส กับลูกศิษย์ทุกคน ครูตั๊กได้พัฒนาดนตรีไทยให้เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ดนตรีไทยมีค่าส่งต่อไปสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป

ขอบพระคุณในความเมตตาของครูตั๊กที่มีให้ป่านเสมอมา ครูตั๊กไม่เพียงขัดเกลาฝีมือในการตีขิม แต่ครูยังขัดเกลาจิตใจให้กับป่านและลูกศิษย์ทุกคน แม้วันนี้เสียงขิมจากมือของครูจะเงียบหายไป แต่ท่วงทำนองและคำสอนของครูจะคงก้องอยู่ในใจศิษย์ครูตั๊กตลอดไป   

น้อมส่งครูตั๊กสู่สุคติในสัมปรายภพ ด้วยความเคารพรัก และอาลัยยิ่ง

นายประวีณ มโนมัธย์ - นางปัทมา มโนมัธย์
ผู้ปกครอง ป่าน (นางสาวปราณณิชา มโนมัธย์)
วันที่เขียนบทความ 31 พ.ค. 2569