กราบลาครูตั๊ก...จากศิษย์ที่ครูชอบบ่นว่าตีขิมเสียงดังที่สุด


จุดเริ่มต้นของการเรียนขิมของแป้ง เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดของเด็กคนหนึ่งที่ต้องการเรียนตามเพื่อนที่รู้จักเท่านั้น จากวันนั้นสู่วันนี้ ใช้เวลาเกือบ 15 ปี ที่เด็กคนนั้นเติบโตมา เป็นหนึ่งใน “พี่เลี้ยง” ผู้ช่วยสอนของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ


ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 แป้งได้บอกพ่อกับแม่ว่าอยากเรียนขิมตามเพื่อนที่เรียนเต้นด้วยกัน แต่เมื่อได้ไปที่สถานที่จริงกลับพบว่าไม่ใช่โรงเรียนที่เพื่อนไปเรียน วันนั้นได้เจอกับครูตั๊กครั้งแรก โดนสัมภาษณ์คำถามที่คาดว่าคนอื่น ๆ ก็โดนถามก่อนได้เข้ามาเรียนเหมือนกัน ภาพจำครูตั๊กในครั้งแรกสำหรับแป้งดูน่ากลัวจนแป้งจะร้องไห้ แต่พอได้เข้ามาเรียนจริง ๆ ครูกลับดูไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คิด ครูมีของเล่น มายากล มากมายที่คอยหลอกเด็ก ๆ ทุกคน ครูจะชอบบอกว่า “เล่นเพลงนี้ให้ได้ก่อน เดี๋ยวมาเฉลยมายากล” นอกจากนั้น เวลาว่าง ครูจะชอบทำอาหารให้พวกเราทาน มีทั้งซุปหูฉลามเทียม (ใส่แบรนด์ซุปไก่สกัด) และโรตี ในยุคนั้นครูทำให้ทานสด ๆ กันในห้องเรียนเลยทีเดียว ขอบอกว่าอร่อยมากจนอยากทานอีกเรื่อย ๆ


การมาเรียนที่นี่เหมือนได้มาเจอเพื่อน ๆ มากกว่า จำได้ว่าได้มาเจอเพื่อน ๆ และน้อง ๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน เวลาเรียนก็เรียนด้วยกัน ตรงไหนไม่ได้ก็ช่วยเหลือกัน ครูสอนให้เราไม่ทิ้งเพื่อน ถ้าเพื่อนไม่ได้ตรงไหนเราก็สอนให้เพื่อนเป็นเท่าเรา แต่บางครั้งก็มีแข่งกันเองบ้าง แป้งยังเคยแข่งต่อมวยพายุกับเพื่อนคนหนึ่งเลย จนเพื่อนยอมแพ้ ต่อถึงแค่ท่อน 5 แต่แป้งแกะโน้ตนำเพื่อนไปถึงท่อน 20  (ด้วยนิสัยเสียอยากเอาชนะล้วน ๆ) พอแป้งมีเพื่อนเรียนด้วยก็รู้สึกสนุกแล้วอยากมาเรียนอีก ต่างจากการเรียนเปียโนที่เป็นการเรียนเดี่ยวกับครู จึงไม่ได้เจอเพื่อน (ซึ่งหลัง ๆ ก็รู้สึกไม่อยากเรียนจนเลิกเรียนไปเอง)

ที่มูลนิธิ ฯ ไม่ได้กดดันให้เราต้องเก่งเร็วขนาดนั้น ยิ่งสมัยก่อนไม่มีการประกวดศรทอง ฯ ด้วย ส่วนใหญ่มาเรียน = มาเจอเพื่อน มาวิ่งเล่นซะมากกว่า เพราะฉะนั้นจะไม่เคยเห็นภาพครูบังคับให้เรามาตีขิมเป็นชั่วโมง ๆ หรือต่อเพลงเดี่ยวยาก ๆ เพื่อไปแข่งเลย ครูจะสอนตามผู้เรียนมากกว่า และมีวิธีหลอกล่อให้เด็กตีขิมให้ได้โดยไม่ต้องบังคับ (เช่นเอามายากลมาล่อ ซึ่งก็ได้ผลมาก)

นอกจากการเรียนขิมแล้ว ครูก็สอนเรื่องอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะเรื่องมารยาทและกาลเทศะ จำได้เลยว่าครั้งหนึ่งแป้งก็เคยทำตัวไม่เรียบร้อยตอนไปออกงาน พี่ที่คุมวงมาเตือนก็ไม่ฟัง พอกลับมาที่มูลนิธิ ฯ ครูก็เรียกคุยเป็นชั่วโมงเลย และถามแป้งด้วยว่ายังอยากเรียนที่นี่อยู่ไหม ถ้าไม่ฟังก็ไม่ต้องมาแล้ว ตอนนั้นแป้งได้แต่ส่ายหัว บอกไม่ไปค่ะ (ถ้าใจไม่แข็งพอ ป่านนี้แป้งคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ด้วยความดื้อของตัวเอง)

การสอนเป็นโน้ตตัวเลขของที่มูลนิธิ ฯ หากเป็นเด็กที่เคยเรียนจากที่อื่นมา คงรู้สึกเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง โชคดีที่แป้งไม่เคยมีพื้นฐานดนตรีไทย เลยไม่ได้รู้สึกว่าโน้ตตัวเลขยากขนาดนั้น ตอนนี้ลองมองดูอีกทีกลับรู้สึกว่าดูเท่ดี คิดดูสิ เหมือนเราสามารถพูดรหัสลับที่มีแค่คนบ้านเราเองที่รู้ แต่ไม่ได้บอกให้ทุกคนที่มาเรียนที่นี่ต้องต่อต้านโน้ต ด ซ ร ม นะคะ ถ้ารู้ทั้งโน้ตตัวเลขและโน้ตดนตรีไทยปกติได้ก็จะดีมากๆเลยค่ะ


อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจ คือสังคมของที่นี่ นอกจากเรื่องเพื่อนแล้ว ผู้ปกครองของเด็ก ๆ ทุกคนจะคอยช่วยเหลือและแนะนำกัน ดังเช่นตอนนั้นที่แป้งได้เข้าไปเรียนใหม่ ๆ ก็เจอกับผู้ปกครองที่นำลูกมาเรียนก่อน เขาคอยแนะนำว่าแป้งต้องปรับปรุงวิธีตีตรงไหนบ้าง รวมถึงแนะนำพ่อกับแม่ของแป้งด้วย ว่าสังคมที่นี่เป็นอย่างไร แบบไหนที่ครูชอบและไม่ชอบ หรืออะไรที่ควรทำและไม่ควรทำบ้าง รวมถึงตอนที่มีงานเลี้ยงตามโอกาสต่าง ๆ ผู้ปกครองทุกคนก็จะนำอาหาร ขนม และน้ำมา ไม่ได้คิดเป็นจำนวนเงินแบบละเอียด แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกันตามศรัทธามากกว่า ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าที่อื่นในความคิดของแป้ง

จากวันแรกที่มาเรียน เวลาล่วงเลยมา 15 ปีแล้ว เพื่อนที่มาเรียนด้วยกันในช่วงแรกก็ต่างห่างหายไป แต่บางสิ่งบางอย่างยังยึดเหนี่ยวให้แป้งได้มาที่มูลนิธิ ฯ อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากครูตั๊กให้ช่วยครูสอนน้อง ๆ ยังจำได้เลยว่ามีอยู่วันหนึ่งครูออกมาดูแป้งสอนน้อง แล้วเดินกลับเข้าไปในครัวบรรเลง พร้อมยิ้ม แล้วบอกพ่อกับแม่แป้งว่า“สอนได้แล้วนะ”

ในวันสุดท้ายที่ได้ไปเยี่ยมครู แป้งได้พูดกับครูข้างๆเตียงคนไข้ว่า “ครูคะ ไม่ต้องห่วงมูลนิธิ ฯ แล้วนะคะ พวกหนูจะสอนน้อง ๆ เอง…”


ตราบใดที่วิชาครูยังคงถูกสืบทอดต่อไป ครูตั๊กก็จะยังอยู่ในใจของลูกศิษย์ทุกคน และอยู่ในท่วงทำนองเพลงที่พวกเราได้เล่นกัน ตราบนานเท่านาน

ฐิตญาภรณ์ หงสกุล (แป้ง) ศิษย์ที่ครูชอบบ่นว่าตีขิมเสียงดังที่สุด 
ลูกศิษย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554
วันที่เขียนบทความ 31 พ.ค. 2569