ครูตั๊กชอบเปรียบเปรยวิธีเรียนดนตรีให้ประสบความสำเร็จกับนักรบ ว่าจะต้องมีดาบดี ครูดีและต้องหมั่นฝึกฝน สำหรับหนูครูตั๊กเป็นครูที่ดีที่สุดในโลก หนูยังจำวันแรกที่ก้าวเข้าไปในชมรมได้ดี ตอนนั้นหนูอายุแค่ 9 ขวบ หนูกับแม่เดินเข้าไปเห็นพี่ ๆ กำลังตีขิมอยู่ ส่วนครูตั๊กกำลังสอน นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำมุมขวาของห้อง ตอนเด็ก ๆ ถึงจะมีท้อมีงอแงบ้าง ครูตั๊กก็จะมีมายากลมากมาย ครูบอกว่าถ้าตีได้เดี๋ยวจะสอนมายากลให้ ทำให้หนูและเพื่อน ๆ มีแรงผลักดันที่จะเรียนขิม จนเก่งได้ถึงทุกวันนี้ ตลอด 8 ปีที่หนูได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี การใช้ชีวิต คติสอนใจ มารยาทต่าง ๆ มากมายเกินกว่าที่หนูคิดไว้มาก ครูตั๊กเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเป็นลูกหว้าอย่างที่เป็นในวันนี้ ตอนแข่งศรทองแรก ๆ หนูตื่นเต้นมาก บางทีก็สติหลุดแล้วตีผิด ครูตั๊กก็สอนหนูว่า “อย่าไปคิดว่ามาประกวด คิดว่ามาแสดงให้กรรมการดูก็พอ” ประโยคนี้ยังอยู่ในใจหนูทุกครั้งที่จะขึ้นแสดงไม่ว่าจะเวทีไหนก็ตาม หนูขึ้นเวทีด้วยความสนุกและหวังว่าคนดูจะมีความสุขไปกับเรา มีครั้งหนึ่งหนูเคยทำพลาดบนเวทีศรทอง หนูจมปลักกับมันอยู่ตั้งหลายวัน จนมาได้รู้ว่าตอนนั้นครูตั๊กไม่ได้ว่าอะไร ครูอมยิ้มด้วยซ้ำ หนูเลยรู้จักที่จะปล่อยวางและเรียนรู้ความผิดพลาดนั้นไป
เวลาที่หนูไปเล่นขิมให้คนอื่นฟัง เพราะวิธีตีขิมและเพลงที่มีเอกลักษณ์ของครูตั๊ก ทุกครั้งคนทักหนูว่าเป็นเด็กชมรม ฯ ใช่ไหม เป็นลูกศิษย์ครูชนกใช่ไหม หนูรู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นศิษย์ของครูตั๊ก หนูโชคดีที่ได้เรียนกับครูตั๊กจนวันสุดท้ายที่ครูสอน หนูยังจำสายตาที่อบอุ่นของครูได้เป็นอย่างดี วันนั้นครูไม่นั่งที่เดิมเหมือนครั้งแรกที่หนูมาแล้ว ครูเพิ่งหายดีและครูก็อายุมากขึ้น แต่ครูยังสดใส เคาะกรับสีแดงน้ำเงินตามจังหวะ สอนพวกหนูอย่างใจเย็นและอารมณ์ดีเหมือนเดิมเหมือนที่เคยสอนในวันแรก วันนั้นครูบอกว่าให้ “อนุรักษ์ดนตรีไทยไว้ อย่าให้มันหายไป” คำสอนและบทเพลงของครูตั๊กจะอยู่ในใจหนูและลูกศิษย์ครูตั๊กตลอดไป
นางสาววิริล สุดใจ (ลูกหว้า)
ลูกศิษย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560
วันที่เขียนบทความ 9 เม.ย. 2569
