ทฤษฎีภายใน  ดนตรีไทย 

เขียนบรรยายโดย อาจารย์ชนก สาคริก 

ทางของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)


ตอนที่ 1 

เมื่อมี 3 ดี ดนตรีจึงไพเราะ

สวัสดีครับ วันนี้ผมนำเอาทฤษฎีภายในดนตรีไทยมาเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องนี้ชัดเจนนัก วันนี้ผมจึงขอนำมาเล่าให้ฟังกันอย่างละเอียดเลยนะครับ มีภาพประกอบด้วยครับ 

สมัยที่ผมเริ่มเรียนดนตรีกับคุณแม่ (อาจารย์บรรเลง สาคริก) และคุณป้า (คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) ทั้งสองท่านมักจะเล่าเรื่องของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ให้ฟังอยู่เสมอ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนดนตรีไทย บ้างก็เป็นหลักปรัชญาในการเป็นนักดนตรีไทย รวมทั้งคำสอนต่าง ๆ ที่ท่านสอนลูกศิษย์ลูกหาไว้มากมาย ในบรรดาคำสอนเหล่านั้นมีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งคุณหญิงชิ้น ฯ กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้จะเริ่มเรียนดนตรีควรทราบนั่นก็คือเรื่อง 3 ดี นี่ละครับ 

คำว่า 3 ดี ก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องดี 3 ประการนั่นเอง ใครที่สามารถทำให้ครบ 3 ดี ได้ก็จะบรรเลงดนตรีได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังเสมอ คนที่ทราบเรื่อง 3 ดี จึงได้เปรียบและได้ประโยชน์มากกว่าคนที่ไม่รู้มากทีเดียวครับ วันนี้ผมจึงขอนำเรื่องนี้มาเล่าไว้ให้ทราบกันอีกทีนะครับ 

 


ท่านบอกว่าดีข้อแรกนั้น นักดนตรีจะต้องมีเครื่องดนตรีดีครับ คำว่าเครื่องดนตรีดีนั้นหมายความว่าเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลง ต้องมีคุณภาพเสียงดี ไม่ใช่มีรูปร่างสวยประดับประดาด้วยวัสดุมีค่าหรือมีราคาแพงนะครับ จริงอยู่ที่เครื่องดนตรีสวยงามเป็นสิ่งดึงดูดตาผู้ชม แต่ไม่สำคัญเท่ากับเสียงของเครื่องดนตรีครับ เครื่องดนตรีที่มีรูปร่างธรรมดาไม่สวยสะดุดตา
แต่คุณภาพเสียงดี ถือว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ดีมากกว่าเครื่องดนตรีที่สวยสะดุดตาแต่เสียงไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการเลือกหาเครื่องดนตรีที่ดีจึงต้องดูประกอบกันทั้งสองเรื่องคือ ดูรูปร่างของเครื่องดนตรี และดูคุณภาพเสียงของเครื่องดนตรี ประกอบกัน 

ความหมายของเครื่องดนตรีดีนั้นนอกจากจะมีคุณภาพเสียงดี รูปร่างสมส่วนไม่ขัดตาเกินไปแล้ว ยังต้องดูว่ามีคุณภาพแข็งแรงคงทนดีหรือไม่ สะดวกในการใช้บรรเลงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าใช้บรรเลงไปสักพักแล้วก็ชำรุดเสียหายอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นความหมายของเครื่องดนตรีดี จึงต้องพิจารณาดูในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ 

ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า “เครื่องดนตรีดี” ก็เปรียบเหมือน “อาวุธดี” นักรบที่มีอาวุธดีย่อมได้เปรียบศัตรูในสมรภูมิ และมีโอกาสได้ชัยชนะมากกว่านักรบที่มีอาวุธไม่ดี ในกรณีของนักดนตรีหมายความว่าการที่เครื่องดนตรีของเรามีคุณภาพเสียงไพเราะน่าฟัง ย่อมโน้มนำให้ผู้ฟังมีความชื่นชมและประทับใจในการบรรเลงดนตรีของเราไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็มีข้อควรคิดไว้สักนิดคือ แม้ว่าจะมีเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดี แต่ถ้าฝีมือการบรรเลงของเราไม่ดี ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถบรรเลงดนตรีได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังเสมอไป เรื่องของ “ฝีมือดี” จึงเป็นดีข้อที่สองซึ่งจะขอกล่าวถึงในคราวหน้านะครับ 

การที่ผมกล่าวว่าคนที่รู้ทฤษฎีภายในดนตรีไทยเรื่อง 3 ดีจะได้เปรียบ และได้รับคุณประโยชน์มากกว่าคนที่ไม่รู้นั้นคืออย่างนี้ครับ เช่นคนที่เพิ่งจะเริ่มฝึกเรียนดนตรีไทยแต่ไม่รู้เรื่อง 3 ดีมาก่อน เวลาที่ไปเลือกซื้อเครื่องดนตรีส่วนมากจะเลือกซื้อเครื่องดนตรีประเภท “เครื่องสำหรับฝึก” มาก่อน เพราะคิดว่าราคาถูกลองหัดดูก่อน ถ้าเป็นแล้วค่อยซื้อใหม่อีกที โดยไม่รู้ว่าเครื่องดนตรีสำหรับฝึกนั้น ผู้ผลิตมักไม่ค่อยได้เน้นเรื่องคุณภาพเสียงหรือความคงทนเท่าที่ควร หรือบางทีก็เป็นเครื่องดนตรี “เกรดสอง” ที่คัดแยกออกมาเพื่อขายในราคาถูก ดังนั้นในกรณีนี้ผู้ซื้อคนนั้นก็จะสูญเสีย “ดีข้อแรก” ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว นอกจากนั้นเวลาฝึกบรรเลงกับเครื่องดนตรีที่คุณภาพเสียงไม่ดี ก็จะรู้สึกว่าเพลงที่บรรเลงไม่ไพเราะ บางทีพาลนึกไปว่าดนตรีไทยไม่เห็นจะไพเราะเลยก็มี แต่แม้ว่าจะสามารถทนฝึกเครื่องดนตรีนั้นจนมีฝีมือแล้ว ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะต้องไปหาซื้อเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพเสียงดีมาเป็นของคู่มืออีกครั้ง จึงเป็นการซื้อถึง 2 ครั้ง และส่วนมากเครื่องดนตรีที่ซื้อภายหลังจะแพงกว่าซื้อครั้งแรกทั้งนั้น หากทราบเรื่องของ 3 ดีเสียแต่แรก ก็จะได้เลือกซื้อเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพเสียงดีเสียเลย เป็นการซื้อเพียงครั้งเดียวไม่ต้องซื้อถึงสองครั้ง แต่ต้องตั้งใจให้แน่วแน่ว่าจะฝึกฝีมือของตนเองให้ดีด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้น แม้ว่าจะมีเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดีแต่ถ้าฝีมือไม่ดีก็บรรเลงดนตรีไม่ไพเราะเช่นกันครับ  

คงเห็นแล้วนะครับว่าเรื่องของ 3 ดี นั้นมีคุณประโยชน์สำหรับผู้ที่เริ่มฝึกเรียนดนตรีเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ได้เปรียบและไม่เสียประโยชน์ไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ วันนี้คุยกันเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังถึง “ดีข้อที่สอง” ครับ 


ตอนที่ 2

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าถึงเรื่อง “ดี” ข้อที่สองให้ฟังกันนะครับ ดีข้อแรกที่มีส่วนทำให้การบรรเลงดนตรีของเรามีความไพเราะนั้นคือ “เครื่องดนตรีดี” ก็ได้กล่าวไปแล้วในตอนที่ 1 คราวนี้จะกล่าวถึงดีข้อที่สองคือ “ฝีมือดี” ครับ 


คำว่า “ฝีมือดี” นั้นหมายถึงฝีมือในการบรรเลงดนตรีของนักดนตรีที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เมื่อประกอบกับได้เครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดี ก็ย่อมเกิดความไพเราะน่าฟังมากยิ่งขึ้น การฝึกฝีมือให้ดีนั้นมีหลักการดังในภาพต่อไปนี้ครับ 

หลักการที่ว่านี้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ ก็คือเรื่องของอิทธิบาทสี่นั่นเอง คำนี้ถ้าจะแปลให้ได้ความหมายที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ คำว่า “อิทธิ” นั้นแปลว่า “ความสำเร็จอันเป็นอัศจรรย์” ส่วนคำว่า “บาท” แปลว่า “ที่ตั้ง” ดังนั้นคำว่าอิทธิบาทสี่จึงแปลว่าความสำเร็จอันเป็นอัศจรรย์ 4 ประการนั่นเอง เรื่องนี้มีที่มาว่ามีคนไปถามพระพุทธเจ้า ว่าการที่บุคคลจะมีความสำเร็จในการเรียนวิชาใด ๆ นั้นมีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงเรื่องของอิทธิบาทสี่ และทรงรับรองว่าผู้ใดปฏิบัติอิทธิบาทสี่ให้ถึงพร้อมแล้ว ย่อมมีความสำเร็จในการเรียนวิชานั้นแน่นอน 

ข้อแรกของอิทธิบาทสี่คือฉันทะครับ คำว่า “ฉันทะ” หมายถึงความพอใจรักใคร่ในวิชาที่เรียน ข้อนี้เป็นข้อแรกที่จะต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะถ้าไม่มีข้อนี้ก็คงไม่มีข้ออื่น ๆ ตามมานะครับ สมมติว่านาย ก. ต้องการจะเรียนตีระนาดก็ต้องมีความอยากตีระนาดก่อน ความอยากตีระนาดนี้ต้องดูด้วยว่ามีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยากนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาจจะไม่มีแรงผลักดันพอที่จะไปหาที่เรียนตีระนาดหรือซื้อระนาดมาฝึกตี แต่ถ้าอยากมากเกินกว่า 50-60 % ก็พอที่จะทำให้นาย ก. เริ่มขวนขวายหาทางที่จะเรียนตีระนาดจนได้ จึงกล่าวได้ว่า ฉันทะต้องเกิดก่อนเป็นข้อแรกนะครับ 

 


เมื่อฉันทะเกิดแล้วย่อมโน้มนำให้เกิด “วิริยะ” ตามมา คำว่าวิริยะหมายถึงความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนวิชานั้นอย่างเต็มที่ ข้อนี้ก็เหมือนกับข้อแรกคือความสำเร็จขึ้นอยู่ที่ว่าผู้เรียนจะมีวิริยะสักกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าขยันมากก็ได้ความสำเร็จมาก ถ้าเกียจคร้านก็จะไม่ค่อยมีความสำเร็จในการเรียนสักเท่าใดนัก ดังนั้นข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฝึกต้องเอาใจใส่ให้ดีนะครับ 

แม้ว่าบางคนอาจจะมีทั้งฉันทะ และวิริยะ เพียบพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ถ้าไม่มีอิทธิบาทสี่ข้อที่ 3 คือ “จิตตะ” แล้ว ก็ไม่อาจจะพบความสำเร็จในการเรียนได้เช่นกัน เช่นสมมติว่า นาย ก. มีความอยากเรียนตีระนาดเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีความขยันฝึกตีระนาดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอฝึกไปได้เพียงเดือนเดียวก็เลิกเสียแล้ว นี่เรียกว่าขาด จิตตะ คือความเอาใจจดใจจ่อในการเรียนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ดังนี้ นาย ก. ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการตีระนาดเช่นกัน

สมมติว่า นาย ก. มีอิทธิบาทสี่ทั้ง 3 ข้อแรกคือ ฉันทะ วิริยะ และจิตตะครบถ้วน แต่ถ้าขาดข้อที่ 4 คือ “วิมังสา” แล้วนาย ก. ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกตีระนาดอยู่ดี เพราะคำว่า วิมังสา นั้นหมายถึงความหมั่นใคร่ครวญถึงข้อดีข้อด้อยในการเรียนของตนอยู่เสมอ คือรู้ว่าตนเองมีข้อเสียอย่างไรในการตีระนาดและพยายามแก้ไขให้ดีขึ้น ต้องรู้ว่าการจะตีระนาดให้ดีนั้นทำอย่างไรและพยายามทำให้ได้ตามนั้น จะเห็นว่าแม้มี 3 ข้อแรกบริบูรณ์แต่ขาดข้อที่ 4 คือวิมังสานี้ ก็ไม่พบความสำเร็จเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าการฝึกฝีมือการบรรเลงดนตรีให้ดีนั้น ต้องมีอิทธิบาทครบทั้ง 4 ประการครับ และแต่ละข้อจะต้องมีให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกข้อ จึงจะพอเชื่อได้ว่าจะพบความสำเร็จในการเรียนศาสตร์นั้น ๆ ในที่สุด 

ตามที่กล่าวมานี้ก็คือ “ดี ข้อที่ 2” ในความหมายของ 3 ดี ที่ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ท่านสอนไว้นะครับ ลองอ่านแล้วพินิจพิจารณาดูให้เข้าใจ ถ้าเห็นว่าดีและควรนำไปปฏิบัติก็ลองทำดูครับ แต่ถ้าเห็นว่าไม่น่าจะใช่เรื่องสำคัญก็จำ ๆ ไว้ประดับความรู้ก็แล้วกันครับ 


ตอนที่ 3

สวัสดีครับ วันนี้มาคุยกันถึงเรื่อง 3 ดี ข้อที่ 3 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายนะครับ ดีข้อที่ 3 นี้คือต้องมีครูดีครับ คำว่า “ครูดี” นั้น หมายถึงครูที่มีทั้งความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเป็นผู้ที่กอปรไปด้วยองค์คุณของความเป็นครูคือมี คุณธรรม จริยธรรม และมี “พรหมวิหาร 4” ด้วย ไม่ใช่มีเพียงฝีมือดีแต่ถ่ายทอดความรู้ไม่ดี หรือมีฝีมือดีสอนดี แต่ไร้คุณธรรม จริยธรรม หรือมโนธรรมของความเป็นครู ดังนี้ไม่ใช่ครูดีในความหมายที่ผมกำลังพูดถึงนะครับ แต่เป็น “ครูที่เก่ง” เท่านั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครูคนนี้ดีหรือไม่ ผมขอยกเอาคำสอนของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง มาบอกเล่าให้ฟังกันดังนี้ครับ ท่านสอนว่าการที่จะดูว่าคนไหนเป็นคนดีหรือไม่นั้น ให้ดูตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่าน
ตรัสสอนไว้ 3 ประการคือ

1 ดูการปฏิบัติของคนผู้นั้น ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน

คือให้สังเกตดูว่าสิ่งที่เขาผู้นั้นกระทำ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือประโยชน์ส่วนรวม หากการกระทำนั้นส่อเจตนาว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือพวกพ้องของตน หรือเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักคุณธรรม จริยธรรม จารีตประเพณีอันดีงาม หรือกฎหมายของสังคม คนเช่นนี้ไม่น่าจะใช่คนดีหรือครูที่ดีครับ 

2 ดูการพูดจาของคนผู้นั้น ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน

นอกจากการกระทำแล้ว การพูดจายังแสดงถึงเจตนาของคนเราด้วย ให้พิจารณาดูวาจาที่คนผู้นั้นพูด ในทำนองเดียวกับดูการกระทำในข้อที่ 1 ว่าเป็นไปในทำนองไหน ก็จะรู้นิสัยใจคอของเขาได้ไม่ยาก แต่การสังเกตพิจารณานั้นต้องดูไปนาน ๆ และดูโดยปราศจากอคตินะครับ มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า …เดินทางไกลจึงจะรู้กำลังม้า นานเวลาจึงจะรู้น้ำใจคน… ดังนั้นต้องพิจารณาดูนาน ๆ ครับ จึงจะเห็นนิสัยที่แท้จริงของคนผู้นั้น และรู้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ 

3 ดูเจตนาของคนผู้นั้น ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน

การดูเจตนาของคนนั้นก็ดูได้จากคำพูดและการกระทำครับ เพียงแต่อย่าฟังเพียงที่เขาพูดหรือดูเฉพาะที่เขาทำ เราต้องพิจารณาประกอบไปด้วย ตามหลักที่บอกไว้ในข้อหนึ่งนั่นแหล่ะครับ และดูนาน ๆ 

ดูซ้ำ ๆ กันบ่อย ๆ ถ้าพบว่าสิ่งที่เขาพูดหรือทำส่อเจตนาที่ไม่ดี ก็แปลว่า
ไม่ใช่คนดีครับ 

การพิจารณาดูแบบนี้ก็คือ การพิจารณาดูกายวาจา ใจ ของคน ๆ นั้นว่าพูดหรือทำไปเพื่ออะไรก็จะสามารถรู้นิสัยใจคอหรือเจตนาของเขาได้ไม่ยากนักและรู้ได้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ แต่การพิจารณาจะต้องไม่มีอคติและต้องพิจารณาดูนาน ๆ หน่อยครับ ถ้าจะหาครูดีอย่าดูเฉพาะที่ฝีมือเท่านั้น เพราะบางทีคนที่มีความสามารถอาจจะสอนไม่เก่งก็ได้ หรือบางทีก็ไม่อยากสอนคนที่เพิ่งเริ่มหัด อันนี้เป็นช่องว่างที่ผมพบบ่อย ๆ จึงนำมาเล่าและเตือนให้ทราบกัน

เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า “ครู” ดีขึ้น ผมขอนำเอาบางส่วนของบทความที่เคยเขียนไว้ในเรื่อง “การไหว้ครูของนักดนตรีไทย” ที่ลงไว้ในหน้าแรกในหัวข้อนานาสาระมาให้อ่านกันในหัวข้อนี้ด้วย ลองอ่านดูนะครับ 

สังคมของมนุษย์ในยุคแรก ๆ นั้น จะแบ่งแยกอาชีพกันค่อนข้างจะชัดเจนคือ ผู้ที่ร่างกายกำยำแข็งแรงก็ทำหน้าที่ล่าสัตว์ เป็นทหาร หรือทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก ผู้ที่อ่อนแอเช่นเด็กหรือผู้หญิงก็จะทำงานเบา ๆ หรืองานที่ประณีตบรรจงเช่นการเย็บปักถักร้อยหรือหุงหาอาหารในหมู่บ้าน ดังนั้นคนในยุคโบราณจึงมีความรู้เฉพาะในเรื่องที่ตนถนัดเท่านั้น ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์ซับซ้อนมากขึ้นและความต้องการมีหลากหลายมากขึ้น จึงมีการแสวงหาความรู้จากผู้อื่นโดยการไปช่วยทำงานกับผู้นั้นเช่น ถ้าอยากเป็นชาวประมงก็ต้องไปเรียนรู้กับผู้ที่มีความชำนาญในการจับปลา ถ้าอยากล่าสัตว์ก็ต้องไปเรียนรู้กับนายพราน หรือถ้าอยากทำเครื่องถ้วยชามก็ต้องไปเรียนกับช่างปั้น ดังนี้เป็นต้น 

ด้วยเหตุนี้คำว่า ครู จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก คือเราเรียกผู้ที่สอนให้เรามีความรู้ความชำนาญในการทำมาหากินว่า ครู สถานภาพของครูในยุคแรก ๆ นั้นมีความสำคัญและมีอำนาจค่อนข้างสูง ทั้งนี้เพราะครูไม่จำเป็นต้องพึ่งศิษย์ ศิษย์ต่างหากที่ต้องพึ่งครู เพราะถ้าครูไม่สอนวิชาความรู้ให้ ศิษย์ก็จะไม่สามารถทำมาหากินในวิชาชีพนั้น ๆ ได้เพราะยังไม่มีหนังสือหรือสื่อความหมายใดที่จะมาแทนการสอนโดยตรงจากครูได้ ตัวครูเองนั้นสามารถทำมาหากินได้ ตามลำพังอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีศิษย์มาช่วย การที่จะรับศิษย์หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับความเอ็นดูเมตตาของครูเป็นส่วนตัว อำนาจการต่อรองของครูจึงอยู่เหนือศิษย์เสมอมา ศิษย์จึงต้องเคารพยำเกรงครูเสมือนพ่อแม่ที่คนที่สอง สัมพันธภาพระหว่างครูกับศิษย์จึงมีความแน่นแฟ้นและมีความผูกพันกันเสมือนญาติ 

ต่อมาสังคมมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไปโดยเกิดก้าวกระโดดที่สำคัญอันหนึ่งซึ่งทำให้ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลง การเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือการที่เริ่ม
ใช้ “เงิน” เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่ว่าเงินมีส่วนทำให้ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลง ก็เพราะคนที่มีเงินไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้กับครูก็สามารถแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้แทบจะทุกอย่าง เช่น อยากจะได้ปลาก็เอาเงินไปซื้อปลามาจากชาวประมง อยากได้เนื้อสัตว์หรือภาชนะเครื่องปั้น ก็ไปซื้อหาได้ที่ตลาด ไม่ต้องไปเรียนกับชาวประมงเรียนกับนายพรานหรือช่างปั้นให้ลำบากอีกต่อไป เพียงหาเงินมาได้ก็สามารถได้ของที่ต้องการเสมอ 

ครูยังคงมีความสำคัญกับศิษย์ก็เฉพาะในเรื่องที่ไม่สามารถหาซื้อได้เท่านั้น เช่น ความรู้และความสามารถทางด้านต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมมิใช่รูปธรรม ไม่สามารถแสวงหาได้จากตลาดขายสินค้า ใครอยากได้ก็ต้องไปเรียนรู้และฝึกกับครูเอาเอง หากได้พบครูที่ดีศิษย์ก็จะมีความประทับใจและระลึกถึงครูเป็นพิเศษ มีทั้งความรักและความเคารพอย่างนอบน้อม 
เพราะครูเป็นผู้สอนให้เขาเหล่านั้นมีความรู้ความสามารถตามที่ต้องการ แม้ว่าครูจะจากไปหรือล่วงลับไปแล้ว ศิษย์ก็ยังคงระลึกถึงครูอยู่เสมอทั้งนี้เพราะต้องใช้วิชาความรู้ที่เรียนจากครูทำมาหากินอยู่ทุกวัน ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดประเพณี “ไหว้ครู” ขึ้น ซึ่งมีหลายสาขาวิชาชีพเช่น นักรบ โหราศาสตร์ นาฏศิลป์ และดนตรี เป็นต้น 

แต่ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าคนไม่ได้แสวงหา “ครูดี” ในความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แต่แสวงหา “ครูที่เก่ง” เป็นสำคัญ ดังนั้นถ้าโชคดีก็สมหวัง ถ้าโชคไม่ดีก็จะผิดหวังครับ