ตำนานเดี่ยวขิม
เพลงลาวแพน

ทางของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

บรรยายโดย อาจารย์ชนก สาคริก

ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน สำนักศิลปกรรม 
ประเภทวิจิตรศิลป์ สาขาดุริยางคกรรม
วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552


 บทที่ 1 ความเป็นมาของเพลงลาวแพน

เพลงลาวแพนเป็นเพลงที่นักดนตรีไทยนิยมนำมาบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือกันมากเพลงหนึ่ง ประวัติเดิมนั้นเล่ากันว่าเพลงนี้มีต้นเค้ามาจากเพลงที่นิยมร้องเล่นกันในหมู่ “เชลยลาว” ที่ไทยกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ในสมัยตอนต้นของยุครัตนโกสินทร์ ท่วงทำนองเพลงนี้มีทั้งความอ่อนหวาน รำพึงรำพันและโศกเศร้าระคนกัน จะเห็นได้จากเนื้อร้องเดิมที่บรรยายถึงความยากลำบากทุกข์ระทมใจที่ต้องจากบ้านเมืองมาอยู่ในต่างแดน ต่อมานักดนตรีไทยเห็นว่าเพลงนี้มีท่วงทำนองแปลกไพเราะน่าฟัง จึงนำมาปรุงแต่งเสียใหม่ให้เข้ากับอรรถรสของบทเพลงไทยที่มีสำเนียงลาว และเนื่องจากเค้าโครงของเพลงนี้มีลักษณะพิเศษที่เปิดโอกาสให้ปรุงแต่งท่วงทำนองซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนไปได้มากมายหลายรูปแบบ จึงมีการคิดประดิษฐ์ทางเพลงที่แตกต่างกันออกไปหลายแนวทางด้วยกัน ครั้นเมื่อมีการนำเอาเพลงลาวแพนไปบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีต่างชนิดกันยิ่งทำให้แนวทางการบรรเลงมีความไพเราะน่าฟังแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีท่วงทำนองส่วนใหญ่ยังคงมีเอกลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันอยู่มาก เช่นในตอนท้ายก่อนจบเพลงจะมีการบรรเลงด้วยท่วงทำนองที่สนุกสนานเร้าใจซึ่งเรียกกันว่า “ออกซุ้ม” ก่อนที่จะจบการเดี่ยว 

พระมหาเทพกษัตรสมุห 

สำหรับเครื่องดนตรีไทยในวงเครื่องสาย ที่นิยมนำเพลงลาวแพนมาปรุงทางเพื่อบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือกันนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมี จะเข้ และ ขิม เนื่องจากเครื่องดนตรีทั้ง 2 ชนิด
ดังกล่าว สามารถทำเสียงประสานกันในตัวเอง ให้มีท่วงทำนองที่คล้ายคลึงกับเสียงแคนได้ดี จึงสามารถสื่อความหมายของบทเพลงให้ออกรสชาติเป็นสำเนียงลาวได้มากกว่า ซอด้วง ซออู้ หรือขลุ่ย  สมัยที่ผมยังเป็นเด็กมักจะได้ยินคุณพ่อของผม พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) ร้องเนื้อเพลงลาวแพนให้ฟังบ่อย ๆ คำร้องตอนขึ้นต้นนั้นผมจำเนื้อไม่ได้ จำได้แต่ตอนท้าย ๆ เพลง ที่ร้องว่า …บักไทยมันเฆี่ยน บักไทยมันเฮ้า จนหลังจนไหล่ของข้อยนี่ลาย…ต้องไปจับกบขาเหยียด ๆ …อีกทั้งเขียดขายาว ๆ … จับมาต้มกินกับข้าว โอ้เป็นกรรมของเรา เพราะว่าเจ้าเวียงจันทร์…...พอร้องจบดนตรีจึงรับแล้วออกทำนองเดี่ยว 

หลวงประดิษฐไพเราะ 
(ศร ศิลปบรรเลง)

เมื่อพิจารณาดูจากเนื้อร้องนี้แล้วก็ดูจะมีเค้าสมจริงที่ว่าทำนองเพลงลาวแพนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากพวกเชลยลาวจากเมืองเวียงจันทร์นี่เอง แต่นักดนตรีไทยคงนำมาดัดแปลงและแต่งเติมท่วงทำนองเสียใหม่จนเป็นเพลงลาวแพนในแบบฉบับของไทย ประวัติของเพลงลาวแพนบางกระแสก็กล่าวว่าเพลงนี้น่าจะมีต้นเค้ามาจากการฟ้อนรำของชาวพื้นเมืองทางภาคอีสานและภาคเหนือที่เรียกว่า “ฟ้อนแพน” คือการฟ้อนรำเลียนแบบนกยูงที่กำลังแพนหางหรือคลี่หางกางออกมาเป็นรูปพัดอย่างสวยงาม โดยผู้ฟ้อนจะแต่งกายเลียนแบบนกยูงด้วย ทำนองเพลงที่ใช้ร้องหรือเป่าแคนประกอบการฟ้อนแพนนั้นมีสำเนียงลาวปนอยู่จึงอาจจะเรียกเพลงนั้นว่า “ลาวแพน” ก็ได้ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นผมไม่ทราบแน่ชัดเพียงแต่เคยได้ยินท่านผู้ใหญ่บางท่านเล่าให้ฟัง ดังที่ได้เล่าไปแล้วว่าผมเคยได้ยินคุณพ่อร้องส่งเพลงลาวแพนให้คุณแม่ดีดจะเข้รับ ต่อมาภายหลังจึงมีโอกาสได้เรียนตีขิมเพลงลาวแพนด้วยตนเอง และนี่ก็คือสาระเรื่องราวของ “ตำนานเดี่ยวขิมเพลงลาวแพน” อันเป็นที่มาของบทความชิ้นนี้ ทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นทางเดี่ยวขิมที่คุณตาของผมคือท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ต่อให้กับคุณแม่ของผมเป็นพิเศษเพียงคนเดียวเท่านั้น คุณแม่ของผมเป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของท่านครูฯ ชื่อสกุลเดิมของท่านคือ บรรเลง ศิลปบรรเลง ท่านเป็นบุตรคนสาวคนรองจาก คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโต ต่อมาเมื่อคุณแม่แต่งงานกับคุณพ่อ (เนื่อง สาคริก) จึงเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาเป็น “บรรเลง สาคริก” 

ครูบรรเลง สาคริก

สาเหตุที่คุณแม่ผมได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนจากคุณตานั้นท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนตอนที่อยู่บ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ สอนดนตรีเฉพาะเครื่องปี่พาทย์เท่านั้นไม่ได้สอนเครื่องสาย เมื่อคุณแม่ผมอยากจะหัดตีขิมคุณตาท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องหัดหรอก ตีไปเดี๋ยวก็เป็นเอง” แต่ถึงกระนั้นคุณแม่ผมก็ยังแอบตามเพื่อนของท่านคนหนึ่งไปขอเรียนตีขิมกับ ครูวิเวก จุลมกร ซึ่งเป็นครูขิมที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในยุคนั้น ครั้นเมื่อครูวิเวกทราบว่าคุณแม่เป็นบุตรสาวของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ก็เกรงใจไม่กล้าสอนเพลงเดี่ยวสำคัญ ๆ ให้ ได้แต่ต่อเพลงทางพื้น ๆ ให้เท่านั้นคุณแม่ผมจึงจำเป็นต้องฝึกหัดตีขิมด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่

ครั้นต่อมาคุณตาได้เห็นคุณแม่ตีขิมทางกระโดดไปกระโดดมา ท่านก็บอกว่าตีแบบนั้นไม่น่าฟัง แล้วจึงเริ่มสอนตีขิมให้คุณแม่ ต่อมาไม่นานนักท่านก็ได้คิดทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนขึ้นใหม่ ทั้งทางร้องและทางบรรเลงแล้วต่อให้คุณแม่ของผม ทางขิมที่ทำขึ้นใหม่นี้มีลักษณะพิเศษ แตกต่างไปจากของคนอื่นคือมีทางสำหรับบรรเลงคลอไปพร้อม ๆ กับนักร้องด้วย ทางที่ใช้บรรเลงคลอร้องนี้เรียกว่า “ทำนองว่าดอกเพลงลาวแพน” เป็นการเรียกในเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเนื้อร้องเพลงลาวแพนไม่ได้มีคำร้องว่าดอกแต่อย่างใด ธรรมดาเพลงที่มีการร้องว่าดอกนั้น เมื่อถึงตอนที่ “ว่าดอก” เครื่องดนตรีจะต้องบรรเลงให้เหมือนคำร้องมากที่สุด เป็นการแสดงฝีมือของนักดนตรีผู้นั้น ว่าสามารถบรรเลงทำนองดนตรีให้เหมือนทำนองร้องได้อย่างแนบเนียนสมจริง ทำนองคลอร้องเพลงลาวแพนที่กำลังกล่าวถึงนี้ ก็มีลักษณะคล้ายกันคือ ผู้บรรเลงจะกรอสายขิมให้มีท่วงทำนองเหมือนการเอื้อนคำร้องเพลงลาวแพนตั้งแต่ต้นไปจนจบ คือตั้งแต่คำร้องที่ขึ้นต้นว่า “...น้ำกาหลงใส ไหลหลั่ง ควะควั่งคว้าง….” ไปจนถึงประโยคสุดท้ายที่ร้องว่า “...อ้ายนี่เอ๋ย แสนกันดาร...” โดยพยายามดำเนินลีลาและท่วงทำนองให้เหมือนคำร้องมากที่สุด เมื่อจบทำนองร้องแล้วจึงจะเริ่มบรรเลงทำนองเดี่ยวเพลงลาวแพนต่อไปจนจบ 

ทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ประกอบไปด้วยทำนองเพลง 5 เพลงตามลำดับดังนี้คือ เพลงลาวแพน เพลงลาวสมเด็จ (ทางเดี่ยว) เพลงลาวลอดค่าย เพลงลาวแพนน้อย (สาวตกกี่) และออกทำนองซุ้มเป็นอันดับสุดท้าย ส่วนทำนองเดี่ยวนำก่อนที่จะขึ้นเพลงลาวแพนนั้นผมเป็นคนแต่งเพิ่มเติมขึ้นเมื่อคราวที่ออกแสดงวงขิมหมู่ 60 คน ด้วยเพลงลาวแพน ณ โรงละครแห่งชาติ ในงานฉลองครบรอบ “ร้อยปีเกิด” ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ในช่วงวันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม พ.ศ. 2524

ทำนองเพลงลาวแพน ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ นั้น มีแนวการดำเนินทำนองเพลงที่แตกต่างไปจากทางเดี่ยวของครูท่านอื่น คือเมื่อเริ่มต้นบรรเลงนั้นแนวเพลงจะค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ เร็วขึ้นตามลำดับ เมื่อจบทำนองลาวแพนแล้วจึงจะออกแนวโลดโผนพิสดารโดยบรรเลงเพลงลาวสมเด็จในลักษณะที่พลิกแพลงพิสดารในแบบของทำนองเดี่ยว แล้วต่อด้วยเพลงลาวลอดค่าย และเพลงลาวแพนน้อย หลังจากนั้นจึงบรรเลงทำนองซุ้มเป็นอันดับสุดท้าย มีพิเศษอยู่นิดหนึ่งตอนที่จะเริ่มเพลงลาวแพนคือ ถ้าไม่ได้บรรเลงสวมร้องจะขึ้นแบบลักจังหวะในประโยคแรก แต่ถ้าบรรเลงสวมจากร้องต้องเพิ่มทำนองบรรเลงขึ้นอีกวรรคหนึ่ง เพื่อให้ลงกับจังหวะหน้าทับพอดี มิฉะนั้นจะคร่อมจังหวะหน้าทับ 
 

(ผู้เขียน) ขณะควบคุมการบรรเลงวงขิมหมู่เพลงลาวแพน ณ โรงละครแห่งชาติ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2524

ดังที่ได้เล่าไปแล้วว่าผู้ที่ได้เดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางนี้ในรุ่นแรกนั้นมีเพียงคนเดียวคือคุณแม่ของผม (บรรเลง สาคริก) ส่วนรุ่นที่สองถัดมาก็คือ ตัวผมซึ่งได้เพลงนี้เพียงคนเดียวอีกเช่นกัน จะขอเล่าถึงเรื่องราวและเหตุที่ผมได้ต่อเพลงลาวแพนไว้ตรงนี้สักนิด คือเมื่อผมเริ่มฝึกหัดตีขิมไปได้ไม่นานนัก วันหนึ่งคุณแม่ท่านพูดกับผมว่า “…วันนี้คุณแม่จะต่อเพลงลาวแพนให้…เป็นทางที่คุณตาทำไว้สำหรับขิมโดยเฉพาะ เดี๋ยวคุณแม่จะลืมเสียก่อน…” แล้วท่านก็เริ่มต่อขิมเพลงลาวแพนให้ ผมยังจำความรู้สึกได้ดีว่ามันยากลำบากมาก เพราะตอนนั้นผมเพิ่งจะฝึกบรรเลงขิมไปได้ไม่กี่เพลง มือยังไม่ชำนาญพอที่จะบรรเลงเพลงเดี่ยว ซึ่งต้องใช้กลวิธีในการบรรเลงที่วิจิตรพิสดารมากมายหลายรูปแบบ แต่ก็พยายามตั้งใจฝึกฝนเต็มที่ ผลดีของการได้ต่อเพลงลาวแพนนี้ก็คือ ทำให้ผมมีฝีมือในการบรรเลงขิมดีขึ้นมากทีเดียว ตอนนั้นได้ต่อเฉพาะทางเครื่องเท่านั้น ทางคลอร้องหรือทำนองว่าดอกลาวแพนยังไม่ได้ต่อ มาต่อเอาในภายหลังเมื่อผมเรียนขับร้องเพลงไทยแล้ว 

เมื่อผมต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางนี้จบแล้ว จึงมาคิดว่าผลงานเพลงของคุณตาชิ้นนี้อาจจะสูญหายไปได้หากไม่ได้ ต่อไว้ให้กับเยาวชนดนตรีไทยรุ่นหลังสืบไป สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เพลงเดี่ยวที่สำคัญ ๆ หลายเพลงสูญหายไปก็คือเพลงเดี่ยวลักษณะนี้ไม่นิยมบันทึกไว้เป็นโน้ต ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความยุ่งยากในการที่จะหาวิธีสื่อความหมายการใช้มือที่สลับซับซ้อน หรืออาจจะเป็นด้วยความหวงแหนทางเพลง กลัวใครจะแอบมาคัดลอกเอาไปได้ง่าย ๆ 
จึงไม่มีการบันทึกเป็นโน้ตไว้ แต่ผมกลับเห็นว่าหาทางบันทึกเป็นโน้ตเอาไว้น่าจะมีประโยชน์กว่า จึงได้คิดวิธีเขียนโน้ตสำหรับการตีขิมขึ้นมาใหม่ให้มีศักยภาพในการแสดงตำแหน่งการใช้มือที่สลับซับซ้อนได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่าย โน้ตนี้ต่อมาภายหลังได้เป็นรากฐานสำคัญในการเขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชื่อ “พิณผีเสื้อ” ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับการฝึกตีขิมด้วยโปรแกรม Windows ซอฟต์แวร์พิณผีเสื้อนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ สิ่งประดิษฐ์สาขาปรัชญา จากสภาวิจัยแห่งชาติในปี พ.ศ. 2540 ต่อมาได้นำออกเผยแพร่ทั่วไปรวมทั้งในอินเทอร์เน็ตด้วย (www.thaikids.com) 

การเรียนดนตรีนั้นหากไม่หมั่นฝึกซ้อมและทบทวนทำนองเพลงอยู่เสมอแล้ว อาจจะลืมเพลงได้ง่าย ๆ ดังนั้นคุณแม่จึงให้ผมไปช่วยสอนดนตรีตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ท่านและคุณป้าของผมคือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง สอนอยู่ในขณะนั้น มีโรงเรียนราชินีบน โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์ และโรงเรียนสตรีศรีอยุธยา ผมได้อาศัยโน้ตขิมแบบใหม่ที่คิดขึ้น มาช่วยในการสอนเด็กนักเรียน ปรากฏว่าได้ผลดี เด็กสามารถใช้มือบรรเลงขิมได้อย่างถูกต้อง ผมจึงได้ใช้โน้ตนี้บันทึกทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนเอาไว้ โดยสามารถบันทึกวิธีการบรรเลงขิมเพลงลาวแพนได้อย่างถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ จึงพอจะเบาใจได้ว่าทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางนี้จะไม่สูญหายไปโดยง่ายแล้ว แม้ว่าจะเบาใจไปได้เปลาะหนึ่งที่มีโน้ตบันทึกทำนองเพลงเอาไว้แล้ว แต่การถ่ายทอดเพลงนี้ให้กับศิษย์ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ ผมจึงต่อลาวแพน ทางนี้ให้กับศิษย์ที่มีฝีมือเหมาะสมอยู่เสมอมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2524 ได้มีการจัดมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษเพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ “ร้อยปีเกิด” ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้น ณ โรงละครแห่งชาติ มีชุดการบรรเลง “ขิมหมู่” เพลงลาวแพนทางของท่านครูฯ ร่วมบรรเลงด้วย โดยใช้นักดนตรีจำนวน 60 คน ครูผู้ร่วมควบคุมฝึกซ้อมอีก 4 คน รวมแล้วในปีนั้นมีผู้ที่สืบต่อเพลงเดี่ยวขิมลาวแพนทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ จำนวน 64 คนด้วยกัน ผู้ที่ได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางของหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ไปจากผมนั้น ถือว่าเป็นผู้สืบต่อรุ่นที่ 3 ซึ่งแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มด้วยกัน ในงานครั้งนั้นมีการบรรเลงวงขิมหมู่โดยผมได้รับเลือกให้ควบคุมฝึกซ้อมวงขิมหมู่เพลงลาวแพน มีนักเรียนจากสถาบันต่าง ๆ สมัครเข้าร่วมบรรเลงด้วยเป็นจำนวนมากแต่ผมคัดเลือกไว้เพียง 60 คนเท่านั้น วิธีการต่อเพลงลาวแพนนั้นผมใช้วิธีส่งลูกศิษย์หลายคนเดินทางไปต่อเพลงให้กับเด็กนักเรียนในสถาบันต่าง ๆ เพื่อให้ได้ทำนองเพลงก่อน จากนั้นจึงนัดมาฝึกซ้อมร่วมกัน กลุ่มนักเรียนเหล่านี้นับได้ว่าเป็นผู้สืบทอดทำนองเพลงลาวแพนของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) รุ่นที่ 3 ซึ่งแบ่งกลุ่มออกได้ดังนี้

ผู้เขียน (ซ้ายสุด) ขณะควบคุมฝึกซ้อมวงขิมหมู่
เพลงลาวแพน ที่วิทยาลัยนาฏศิลป


3.1 ผู้สืบต่อรุ่นที่ 3 (ก่อนปี พ.ศ. 2524) 

บุคคลกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนโดยตรงจากผม แบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ

กลุ่มลูกศิษย์โรงเรียนราชินีบน เท่าที่จำได้มี 5 คนคือ
- สุภาภัศร ลิ่มนรรัตน์
- คนึงนิจ รัตนเทพ
– สุนทรี เอกพจน์
- วิชชุดา โอทกานนท์
- อัจฉราฉวี พูลสมบูรณ์

กลุ่มลูกศิษย์ซึ่งเรียนพิเศษที่บ้าน เท่าที่จำได้มี 8 คนคือ
- ธัญญารัตน์ สาคริก (หลานสาว) จบวิทยาลัยครูสวนดุสิต ปัจจุบันเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายอนุบาลโรงเรียนเรวดี
- สันทวิทย์ อุณหสุวรรณ์ จบปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เสียชีวิตแล้ว)(ศิษย์คนนี้สามารถเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนได้ 3 ตัวพร้อมกัน โดยวางไว้รอบตัว)
- นิธิ ศรีสว่าง จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนตั้งแต่อายุน้อยมาก ปัจจุบันเป็นครูดนตรีไทยอิสระ)
- สมศรี บรรยายกิจ จบเอกจะเข้จากคณะครุศาสตร์จุฬาฯ (ปัจจุบันคือ ดร.ศศิรัตน์ บรรยายกิจ สอนดนตรีอยู่ที่ คณะครุศาสตร์จุฬาฯ)
- สุธีร์ เทวินบุรานุวงศ์ (ปัจจุบันใช้นามสกุล จันทร์ไทย) จบเอกขิมจากคณะครุศาสตร์จุฬาฯ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ดนตรีไทยอยู่ที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2
- ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล จบปริญญาตรีและปริญญาโทอักษรศาสตรบัณฑิตจากจุฬาฯ และจบปริญญาเอกจาก ประเทศเยอรมัน ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - ดร.ศิราพร ฐิตะฐาน จบปริญญาตรีและปริญญาโทอักษรศาสตร บัณฑิตจากจุฬาฯ และจบปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา
- สุนทรี เอกพจน์ จบวารสารศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

3.2 ผู้สืบต่อรุ่นนี้มีเพียง 4 คน คือครูขิมที่ช่วยในการฝึกซ้อมวงขิมหมู่ ในปี พ.ศ. 2524 

3.2.1 ผศ.อรวรรณ บรรจงศิลป์ – ขณะนั้นเป็นอาจารย์สอนดนตรีไทยอยู่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ (ผมไม่ได้ต่อเพลงลาวแพนให้โดยตรง เพียงแต่ส่งโน้ตไปให้)

3.2.2 ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ – ขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำอยู่วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร อาจารย์สิริชัยชาญ มาต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนกับผมที่บ้านด้วยตนเอง

แล้วจึงไปต่อให้กับอาจารย์ขิมที่วิทยาลัยนาฏศิลป อีกสองท่านคือ

3.2.3 อาจารย์จุฑามณี วรวิทย์สัตถญาณ (ครูแดง)

3.2.4 อาจารย์บำรุง พาทยกุล 


3.3 ผู้สืบต่อรุ่นนี้ คือกลุ่มนักดนตรีที่เข้าร่วมบรรเลงเพลงขิมหมู่เพลงลาวแพนในปี พ.ศ. 2524 

เนื่องจากในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 เป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีเกิด ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้นพร้อมทั้งจัดการบรรเลงดนตรีวงมหาดุริยางค์ ณ โรงละครแห่งชาติในช่วงวันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม พ.ศ. 2524

การบรรเลงครั้งนั้นมีชุดการแสดงพิเศษแทรกอยู่หลายชุด และมีชุดการบรรเลงขิมหมู่เพลงลาวแพนอยู่ด้วยชุดหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากตอนที่ประชุมปรึกษาหารือกัน อาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร ซึ่งเป็นผู้อำนวยเพลงวงมหาดุริยางค์ต้องการให้มีการบรรเลงขิมหมู่สลับกับวงมหาดุริยางค์ โดยอยากจะให้นำเพลงลาวแพนทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ มาบรรเลง และมอบหมายให้ผมเป็นผู้อำนวยเพลงและควบคุมการฝึกซ้อมในชุดนี้ 

ตอนแรกผมลังเลที่จะรับฝึกซ้อมการบรรเลงชุดนี้ โดยอยากจะให้คุณแม่ผมเป็นผู้ควบคุมฝึกซ้อมด้วยตนเอง แต่คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นคุณป้าของผมกล่าวว่า “ลาวแพนทางนี้มีคนได้น้อยควรนำออกมาเผยแพร่เพื่อจะได้ไม่สูญหายไป อีกประการหนึ่งคุณแม่ผมอายุมากแล้วไม่สะดวกจะมาควบคุมการฝึกซ้อม” ผมจึงต้องรับเป็นผู้อำนวยเพลงการบรรเลงขิมหมู่ในครั้งนั้น 

ผมมีเวลาฝึกซ้อมนักดนตรีชุดนี้ก่อนที่จะบรรเลงจริงประมาณ 3 เดือน ปัญหาแรกคือต้องแจ้งข่าวไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ประสงค์จะส่งเด็กนักเรียนเข้าร่วมบรรเลง เมื่อทราบแล้วก็ต้องจัดส่งคนไปต่อเพลงลาวแพนปูพื้นไว้ก่อน การใช้โน้ตนั้นทำได้เพียงบางสถาบัน เนื่องจากโน้ตขิมที่ผมใช้เป็นโน้ตที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ไม่เหมือนโน้ตที่สถาบันเหล่านั้นใช้ ผมจึงขอให้ลูกศิษย์
ที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งแยกย้ายกันไปสอนเพลงลาวแพนให้กับสถาบันต่าง ๆ ที่ประสงค์จะส่งนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 1 เดือน มีผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 60 คน ดังรายนามที่คัดมาจากหนังสืออนุสรณ์คำนึงถึงท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่พิมพ์แจกในช่วงการจัดงานครั้งนั้นดังนี้ 

 

รายชื่อผู้บรรเลง “ขิมหมู่” เพลงลาวแพน 
 

อาจารย์ผู้ควบคุมฝึกซ้อม

  • อาจารย์จุฑามณี วรวิทย์สัตถญาน
  • อาจารย์บำรุง พาทยกุล
  • อาจารย์สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ
  • อาจารย์อรวรรณ บรรจงศิลป์ 


ผู้อำนวยเพลง

  • ชนก สาคริก 

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

  • อัษฎาพร นุชประยูร
  • ปัทมกร ประสานสุข
  • จันทนิดา มะโนทัย
  • อตินุช ลัดพลี
  • สิริลาภ วสุวัต
  • สุรสา ผลานุวงศ์
  • ไขแข สุวรรณ
  • ลลิตา ขาวเธียร
  • ศกลวรรณ จันผกา
  • เกด สุรินทราบูรณ์
  • จิรพรรณ จันผกา
  • พอดี ขนิษฐานันท์
  • ไชยยันต์ จันผกา 

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน 

  • โสภณา พุ่มสุวรรณ
  • ศันสนลักษณ์ รัฎดาวงศ์ 

โรงเรียนดุริยางค์ทหารบก

  • ศิริลักษณ์ เทพสนิท

โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย    

  • นิธิ ศรีสว่าง 

โรงเรียนดวงถวิล    

  • สุวัธนา ชมดี 

โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ 

  • พริมา ศิวรักษ์ 

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

  • มงคล โชติกประคัลภ์
  • อุษณีย์ วรศรี 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

  • จุลรัตน์ ศิวะศริยานนท์
  • ชัยพร แซ่เจี่ย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    

  • สมศรี บรรยายกิจ (นิสิตคณะครุศาสตร์)   
  • สุธีร์ เทวินบุรานุวงศ์ (นิสิตคณะครุศาสตร์)   
  • อภิญญา เฟื่องฟูสกุล (นศ.ปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)   
  • สุนทรี เอกพจน์ (นศ.วารสารศาสตร์บัณฑิต ธรรมศาสตร์)   
  • ธัญญารัตน์ สาคริก (อาจารย์โรงเรียนเรวดี)   
  • เอมอร บูรณะสันติ (อาจารย์โรงเรียนเรวดี)   
  • สันทวิทย์ อุณหสุวรรณ์ (พนักงานธนาคารกสิกรไทย)   
  • สุภาภัศร ลิ่มนรรัตน์ (พนักงานธนาคารกสิกรไทย)   
  • ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง (อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)   
  • ศิราพร ฐิตะฐาน (อาจารย์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช)  

วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร 

  • จุฑามาศ พลับทอง
  • มธุรส เฉลิมสุข       
  • อุษา ปิศักดิ์
  • ปิติมน พูลละผลิน   
  • เจริญศรี แย้มสุวรรณ
  • วารุณี โมระกานต์   
  • นันทนา สองบาง
  • พงศ์ลัดดา มหาศักดิ์สุนทร   
  • มนรัตน์ สุกายวงศาวรรณ
  • ยุพาวดี แย้มแสงสังข์   
  • กาญจนา รัตนสนเท่ห์กุล
  • ประภา พันธ์เถา   
  • คำนึง อยู่เลิศ
  • ชุตินุช เกตุนิมะ   
  • วันวิสาข์ ยอดนิล
  • ลักขณา พิมพ์สุวรรณ   
  • สุจิตรา พันธุ์เดิมวงษ์
  • บุญทวี นาคทิม   
  • ระวิวรรณ สดประเสริฐ
  • จันทิมา นิลทองคำ   
  • ลออง ยิ้มใหญ่
  • ทิพวรรณ เกิดโถ   
  • นันทิยา ตรีบุบผา
  • กนกพร โชคช่วงสกุล   
  • สมพร กองกลิ่นหอม 

ก่อนที่จะทำการฝึกซ้อมวงขิมหมู่เพลงลาวแพนเพื่อแสดงในงานครั้งนั้น ผมไปพิจารณาดูพื้นที่ในโรงละครแห่งชาติแล้วเห็นว่าวงขิมหมู่จำเป็นจะต้องนั่งบรรเลงตรงบริเวณพื้นเวที ซึ่งอยู่นอกม่านและมีระดับต่ำกว่าเวทีใหญ่เล็กน้อย เพราะพื้นเวทีในโรงละครซึ่งอยู่หลังม่านนั้นตั้งเครื่องดนตรีของวงมหาดุริยางค์เต็มไปหมด ดังนั้นผู้บรรเลงขิมจึงต้องเดินอุ้มขิมออกมาจากประตูด้านข้างทั้งสองข้างแล้วไปนั่งบรรเลงที่พื้นเวทีด้านนอก พื้นที่ตรงนั้นสามารถนั่งตีขิมได้ประมาณไม่เกิน 60 คน แต่มีจำนวนผู้สมัครมากกว่า 60 คน จึงต้องคัดเลือกเอาเฉพาะที่มีฝีมือสมควรจะบรรเลงได้ เพียง 60 คนเท่านั้น เมื่อคัดได้แล้วจึงเริ่มฝึกซ้อมที่วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากรทุกวันเสาร์อาทิตย์ โดยผมกำหนดรูปแบบการนั่งของผู้บรรเลงให้มีลักษณะเหมือนรูปขิมขนาดใหญ่บนเวที ผู้บรรเลงในวงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม บรรเลงในแนวทางที่แตกต่างกันแต่สอดประสานสัมพันธ์กัน โดยผมเป็นผู้คิดทางเพลงเองทั้งหมด มีกรณีพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเดี่ยวขิมลาวแพนในครั้งนั้นคือ ผมได้คิดทำนองเดี่ยวนำขึ้นมาใหม่ก่อนที่จะเริ่มบรรเลง ทำนองเดี่ยวนำนี้แบ่งออกเป็นสองประโยคเพลงคือมีทั้งประโยคคำถามและประโยคคำตอบ ผมกำหนดให้ลูกศิษย์คนหนึ่งคือ สมศรี บรรยายกิจ บรรเลงเดี่ยวนำด้วยประโยคแรกทางมุมด้านซ้ายของเวที แล้วให้ลูกศิษย์อีกคนคือ สันทวิทย์ อุณหสุวรรณ์ บรรเลงประโยครับที่มุมด้านขวาของเวที เมื่อทั้งสองคนบรรเลงจบแล้วผู้บรรเลงทั้งวงจึงเริ่มบรรเลงพร้อมกัน มีการกำหนดคิวการใช้ไฟในโรงละครแห่งชาติไว้ล่วงหน้า ว่าขณะที่นักดนตรีทั้ง 60 คนเดินออกมาจากภายในนั้นไฟจะหรี่ค่อนข้างมืด โดยให้สปอตไลท์จับอยู่ที่พิธีกรผู้บรรยายคือ นายสุรชัย เครือประดับ และ คุณศรีอาภา (จำนามสกุลไม่ได้) เมื่อบรรเลงทำนองเดี่ยวนำขึ้นในประโยคแรกไฟสปอตไลท์จะจับที่ผู้บรรเลงคนแรก (สมศรี บรรยายกิจ) พอบรรเลงประโยคที่สองสปอตไลท์อีกดวงก็จะจับที่ผู้บรรเลงคนที่สอง (สันทวิทย์ อุณหสุวรรณ์) พอทุกคนในวงเริ่มบรรเลงไฟทั้งโรงละครจะค่อย ๆ สว่างขึ้นจนเต็มที่ 
การแสดงครั้งนั้นถือว่าเป็นการบรรเลงเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) โดยผู้บรรเลงจำนวนมากเป็นครั้งแรก 

ศิษย์ที่ต่อเพลงเดี่ยวขิมลาวแพนหลังจากปี พ.ศ. 2524 

ในช่วงต้นเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2525 หลังจากที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้รับการก่อตั้งแล้ว จำเป็นต้องหาสถานที่ทำงานเพื่อดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ต่อไป คุณแม่ของผมจึงอนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในบ้านสาคริกเป็นที่ทำงานให้กับมูลนิธิฯ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ส่วนบุคลากรนั้นก็ได้อาศัยบรรดาลูกศิษย์นักดนตรีที่แวะเวียนมาช่วยกันทำงาน และในปี พ.ศ. 2525 นี้เอง จึงได้มีการจัดตั้งชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยปฏิบัติงานทางด้านการเรียนการสอนดนตรีให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นบ้านเลขที่ 47 ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 จึงเป็นทั้งสถานที่ทำงานและที่ตั้งของชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

ศิษย์กลุ่มที่ 3.4 (เริ่มต่อหลังปี พ.ศ. 2524)

ศิษย์กลุ่มที่ 3.4 นี้คือสมาชิกชมรมดนตรีไทยมูลนิธิฯ รุ่นแรกที่มาสมัครเรียนดนตรี โดยส่วนใหญ่จะได้เพลงลาวแพนทางนี้มาก่อนแล้ว ตอนที่เข้าร่วมบรรเลงวงขิมหมู่ในงานฉลองครบรอบ 100 ปีเกิดของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ เท่าที่จำได้มีดังนี้ 

- พริมา ศิวรักษ์        
- ศกลวรรณ จันผกา 
- โสภณา พุ่มสุวรรณ        
- จิรพรรณ จันผกา - สุรสา ผลานุวงศ์        
- อตินุช ลัดพลี - ชลิสา ผลานุวงศ์        
- อัษฎาวุธ สาคริก 
- ไชยยันต์ จันผกา        
- วัสวัตตี เงินวิจิตร 

ศิษย์กลุ่มที่ 3.5 

ศิษย์กลุ่มนี้คือสมาชิกชมรมฯ จากหลายรุ่นซึ่งผมเป็นผู้คัดเลือกให้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนในปีต่อ ๆ มา ที่จริงมีมากกว่านี้แต่เท่าที่จำได้คือ

- อนุรักษ์ พิชิตชโลธร        

- พรวิภา ชินะจิตร 

- จำนงจิต รัตนสกล            

- ณัฐวุฒิ บุณยชาติ 

- นิภา รัตนนานนท์            

- รัชนี กูลวิสุตป์จิต 

- มณฑาทิพย์ ต่อจรัส        

- ชลธิชา ต่อจรัส 

- ชลีรัตน์ ต่อจรัส            

- ชลินทร ต่อจรัส 

- ลัฎฐิกา กระต่ายทอง        

- ฌาริณีย์ จีระพันธุ 

- สุทธาวรรณ จีระพันธุ        

- มาฆะวรัตน์ บุณยศิโรตม์ 

- ธนชาติ ธูปกระแจะ        

- มธุริน เริ่มรุจน์ 

ศิษย์กลุ่มที่ 3.6 

ศิษย์กลุ่มนี้คือสมาชิกชมรมฯ รุ่นถัดมาซึ่งผมเป็นผู้คัดเลือกให้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพน ที่จริงมีมากกว่านี้แต่เท่าที่จำได้คือ

- ชญาณี ชวะโนทย์            

- สุธาทิพย์ พัฒนธีระเดช 

- สุธาทิพย์ พานิชย์ปฐม       

- สมฤทัย เพ่งศรี 

- อนงนาฏ โทนุสิน            

- ภูพิงค์ (จำนามสกุลไม่ได้) 

- ธนัญญา ต่อประดิษฐ์        

- พิชญา รุ้งรุจิเมฆ 

ศิษย์กลุ่มที่ 3.7

ศิษย์รุ่นนี้เริ่มต่อเพลงเดี่ยวขิมลาวแพนประมาณปี พ.ศ. 2546 เท่าที่จำได้คือ 

- ปานหทัย ใยศิริ            

- ศศิพิมพ์ ใยศิริ - มโนรมย์ ภู่สุนทรศรี        

- พชรพรรณ เพิ่มสวัสดิ์ 

- วณิชชา เวชวงศวาน        

- ดวงรัตน์ รัตนสัมพันธ์ 

- ศุภรดา เสาร์น้อย            

- ภัททะรินทร์ เตชะสุริยะมณี 

- กษมา ชิตเมธา            

- นรัตน์ภรณ์ นุชเปี่ยม 

ศิษย์กลุ่มที่ 3.8.1

ลูกศิษย์กลุ่มนี้เป็นสมาชิกชมรมดนตรีไทยมูลนิธิฯ บางส่วนที่ผมคัดเลือกมาเป็นพิเศษ และเริ่มต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนกับผมประมาณปี พ.ศ. 2548 ทั้งหมดมีอยู่ 14 คนคือ 

- วรินธร แวววรวิทย์            

- วรรณกาญจน์ บุญยก 

- จุติพร จตุรเชิดชัยสกุล        

- สรวงสุดา สุวรรณมณี 

- สุธิสาร์ โรจนสุวรรณ        

- มิ่งโกมุท สุมาลี 

- พรทวี หอมเสมอ            

- สุภัทรรินทร์ อัศววัลลภ 

- วิภาวี เวชวงศ์วาน            

- จิตภัสสร สวัสดิชัย 

- ศจีมาศ ชาญฐิติเวช        

- นันทนิตย์ บำเพ็ญบุญ 

- ปฏิปัน โพธิยะราช            

- กายแก้ว ศรีรัตน์ชัชวาลย์

ศิษย์กลุ่มที่ 3.8.2 

ลูกศิษย์กลุ่มนี้เป็นรุ่นพิเศษคือเป็นนักดนตรีบางส่วนที่สังกัดอยู่ในโรงเรียนดนตรี “ศรทอง” ซึ่งเป็นโรงเรียนดนตรีในเครือเดียวกันกับชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ฯ โดยกลุ่มนี้ผมรับผิดชอบเป็นผู้ฝึกสอนเพียงคนเดียว ลูกศิษย์กลุ่มนี้ เริ่มต่อเพลงลาวแพนกับผมประมาณปี พ.ศ. 2548 เท่าที่จำได้มี 7 คนคือ 

- ขวัญพร ตุลยธัญ            

- ภารวี ทองอุไทย 

- ญาดา วิภาตวิทย์            

- ถิราภา นิเวศน์วิวัฒน์ 

- อาภากร นิเวศน์วิวัฒน์        

- รติกา ตาครู 

- ตีรนา ตาครู     

ศิษย์กลุ่มที่ 3.9 

ลูกศิษย์กลุ่มนี้เริ่มต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนกับผมเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2549 มี 5 คนคือ 

- พงษธร ก๊วยสมบุญ            

- วรวรรณ วิสูตรานุกูล 

- ภาวินี วุฒิยาสกุล            

- กัญญารัตน์ รัตนเสาวภาคย์ 

- ปพิชญา เสียงประเสริฐ    

ศิษย์กลุ่มที่ 3.10 

ศิษย์รุ่นนี้เริ่มต่อเพลงลาวแพนกับผมในปี พ.ศ. 2551 (ปีที่เริ่มเขียนบทความนี้) นับเป็นศิษย์รุ่นล่าสุดที่รับการถ่ายทอดทำนองเดี่ยวขิม เพลงลาวแพนไปจากผมโดยตรง กลุ่มนี้เท่าที่จำได้มีดังนี้

- ธนิดา แสงโสภณ            

- ปัณฑิตา กิตติมานะกุล 

- ปริชญา เบญจมิตร            

- เบญญา เบญจมิตร 

- ณัฐธยาน์ ลัดดาหอม        

- ปฐมาภรณ์ พุฒซ้อน 

- ตปนีย์ ลัดดาหอม  

- สุนิดา เขื่อนควบ 

- ชญานิศ วันทนากร            

- พัสวี ด้วงแค 

- พรไพลิน วาณิชถิระดิฐ        

- นันทัชพร ไชยชนะ 

- สิริษา ศักดิ์นาวีพร            

- มณีพิสุทธิ์ ก๊วยสมบูรณ์ 

- ศักดิ์เทพ สุนาคะภักดี        

- ญาณิศา พงศ์กาสอ 

- ญาณิศา โอฬารานนท์        

- วิชชุดา บุญอยู่ 

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นสาระเรื่องราวความเป็นมาของทำนองเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน ผมไม่ทราบว่า เพลงลาวแพนทางนี้จะสามารถดำรงคงอยู่ต่อไปได้อีกนานสักเท่าใด แต่อย่างน้อยเพลงนี้ก็ไม่ได้สิ้นสุดหรือสูญหายไปในรุ่นชีวิตของผม จึงได้แต่ฝากความหวังไว้
กับลูกศิษย์และหลานศิษย์ในภายหน้าที่จะทำหน้า ที่สืบทอด และอนุรักษ์เพลงนี้ให้ดำรงคงอยู่สืบไปชั่วกาลนาน

บทร้องเพลงลาวแพน 

น้ำกาหลงใส ไหลหลั่ง ควะควั่งคว้าง แลอ้างว้างหวิวหวน กำสรวลแสน
คำนึงความยามยาก จากเมืองแมน ตกมาอยู่ด้าวแดนอรัญวา
พระเพื่อนแพงเอย พี่ บ่ เคยตกยาก แสนระกำลำบาก เหนื่อยยาก นี่หนักหนา
พลัดทั้งบุรินทร์ถิ่นฐาน พลัดทั้งศฤงคารและบุญญา พลัดทั้งสนมทั้งข้า ทั้งเสนาไพร่นาย
พลัดทั้งพระแม่ พระเมีย มาหายเสียเอกากาย พลัดทั้งเผ่าทั้งพงศ์ ผองจตุรงค์ก็สูญหาย
ฤทธิ์เสน่ห์สาวเหนี่ยว ฤทธิ์เสน่ห์สาวรั้ง จนคลุ้มจนคลั่งสวิงสวาย
แทบจะตายเสียแล้วนี่เหนอ ในเฌอดงแดน อ้ายนี่เอ๋ย แสนกันดาร