บทที่ ๑: ใครควรช่วยใคร
อุปมา :
น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้างสิ่งปฏิกูลได้เป็นอย่างดี แต่น้ำย่อมดูดซับเอาสิ่งปฏิกูลนั้นเข้าไว้ในตัวเองด้วยเป็นธรรมดา
ถ้าน้ำไม่ได้รับแสงแดดแผดเผาจนเป็นไอแยกตัวออกจากสิ่งปฏิกูลนั้นแล้ว
น้ำย่อมเป็นฝ่ายสกปรกเน่าเหม็นในขณะที่สิ่งอื่นกลับสะอาดผ่องใส เพราะน้ำ
อุปไมย :
การที่เรามุ่งช่วยผู้อื่นซึ่งกำลังมีความทุกข์นั้นเปรียบเสมือนน้ำที่ช่วยในการชำระล้างสิ่งปฏิกูล
แต่ความทุกข์ของผู้อื่นย่อมต้องเข้ามาพัวพันอยู่ในจิตใจของเราด้วยเป็นธรรมดา
ถ้าเราไม่รู้จักใช้ธรรมะเพื่อช่วยแยกจิตของตนเองให้พ้นจากความทุกข์แล้ว แม้สามารถช่วยคลายทุกข์ให้ผู้อื่นได้ แต่เรากลับจะเป็นผู้มีความทุกข์เสียเอง
บทที่ ๒: จะไปทางไหนดี
อุปมา :
ผู้ขับเกวียนที่มีล้อข้างซ้ายเล็กกว่าล้อข้างขวาย่อมวิ่งวนไปทางซ้ายเสมอ
ผู้ขับเกวียนที่มีล้อข้างขวาเล็กกว่าล้อข้างซ้ายก็ย่อมวิ่งวนไปทางขวาเสมอเช่นกัน
ส่วนผู้ที่ขับเกวียนซึ่งมีล้อทั้งสองข้างเท่าเทียมกันย่อมมุ่งตรงไปข้างหน้าเสมอ
อุปไมย :
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมน้อยแต่ศึกษาธรรมมากย่อมมีความคิดหลงวนเวียนไปทางหนึ่งเสมอ
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมมากแต่ศึกษาธรรมน้อยก็ย่อมมีความคิดหลงวนเวียนไปอีกทางหนึ่งเช่นเดียวกัน
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมและศึกษาธรรมให้พอดีและเหมาะสมกับอุปนิสัยของตนเองแล้วย่อมมีความรู้ก้าวหน้าไปตลอดเวลา
บทที่ ๓: อย่างไรจึงจะเรียกว่าพอดี
อุปมา :
ผู้ใหญ่ซึ่งทำงานหนักทานข้าว ๒ จานจึงจะรู้สึกอิ่มพอดี
เด็กคนหนึ่งทานข้าว ๑ จานจึงอิ่มพอดี
ผู้ป่วยคนหนึ่งทานข้าวครึ่งจานก็อิ่มเสียแล้ว
ความพอดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน
อุปไมย :
ผู้ที่มีสติปัญญามากพึงเรียนรู้ธรรมะให้มาก
ผู้ที่มีสติปัญญาพอสมควรพึงเรียนรู้ธรรมะแต่พอควร
ผู้ที่มีสติปัญญาน้อยพึงเรียนรู้ธรรมะเท่าที่จะสามารถเรียนได้
ผู้ที่พยายามเรียนรู้ธรรมะซึ่งเกินกว่ากำลังสติปัญญาของตนเองจะไม่มีวันพบทางสายกลางซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จได้เลย
บทที่ ๔: นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ
อุปมา :
นกนั้นมองไม่เห็นท้องฟ้าเพราะมันบินอยู่บนฟ้าและเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้า
ปลานั้นมองไม่เห็นน้ำเพราะมันว่ายอยู่ในน้ำและเป็นส่วนหนึ่งของท้องน้ำ
มนุษย์นั้นสามารถมองเห็นทั้งท้องฟ้าและผืนน้ำเพราะมนุษย์ยืนอยู่บนพื้นดิน
อุปไมย :
ผู้ที่ทำบุญโดยหวังผลตอบแทนย่อมมองไม่เห็นผลของบุญกุศลที่ตนได้ทำลงไปเพราะคอยแต่คิดว่าทำบุญแล้วไม่ได้บุญ
ผู้ที่ทำบาปโดยปราศจากความละอายย่อมมองไม่เห็นผลของบาปที่ตนได้ทำลงไปเพราะคิดว่าตนไม่ได้ทำบาป
ผู้ที่ทำบุญโดยมิได้หวังผลตอบแทนและมีความละอายต่อการทำบาปย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มองเห็นธรรม
บทที่ ๕: สั้นหรือยาวกันแน่
อุปมา :
เมื่อชายผู้หนึ่งถือไม้ยาวเข้าไปในลำน้ำที่ลึกจนไม้ยาวไม่ถึงก้น เขาจึงบอกว่าไม้ก่อนนั้นสั้นเกินไป
ครั้นต่อมาเขาถือไม้ก่อนนั้นเดินเข้าไปในป่าที่รกทึบ เขาก็บอกว่าไม้ก่อนนั้นช่างยาวเกะกะเสียจริงๆ
ที่จริงแล้วไม้ก่อนนั้นก็ยาวเท่าเดิม แต่ความรู้สึกในจิตใจของเขาต่างหากที่เปลี่ยนไป
อุปไมย :
เมื่อใครกำลังมีความสุขเขามักรู้สึกว่าเวลาของความสุขนั้นช่างสั้นเกินไป
ครั้นเมื่อเขากำลังมีความทุกข์ก็รู้สึกว่าช่วงเวลาของความทุกข์นั้นมันช่างยาวนานเสียจริงๆ
แท้ที่จริงเวลาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแต่จิตใจของเขาต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป
บทที่ ๖: คุณเป็นภาชนะแบบไหน
อุปมา :
ภาชนะที่ล้างให้สะอาดแต่เพียงภายนอกแม้ดูใหม่เอี่ยมน่าจับต้องแต่ไม่เหมาะสมในการนำมาใช้หุงต้ม
ภาชนะที่ล้างให้สะอาดแต่เพียงภายในแม้นำมาใช้หุงต้มได้ดีจริงแต่ย่อมดูสกปรกและไม่สะดวกในการจับต้อง
ภาชนะที่ล้างให้สะอาดทั้งภายนอกและภายในนั้นย่อมดูสวยงาม น่าจับต้องและนำมาใช้หุงต้มได้ดี
อุปไมย :
ผู้ที่มุ่งปรุงแต่งแต่เรื่องภายนอกกายนั้นมักมีจิตใจสกปรกคับแคบและเห็นแก่ตัว
ผู้ที่มุ่งปรุงแต่งจิตใจให้สะอาดหมดจดโดยไม่สนใจกับเรื่องภายนอกกายนั้นจะดูคล้ายกับขาดความสำรวม
ผู้ที่หมั่นสำรวมกายวาจาใจอยู่เสมอจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ที่สะอาดหมดจดทั้งกายและใจ
บทที่ ๗: สัจธรรมนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว
อุปมา :
ดวงประทีปโคมไฟนั้นแม้จะมีแสงสีและวัสดุห่อหุ้มเปลือกโคมที่แตกต่างกันไปบ้างตามรสนิยมของผู้ประดิษฐ์ แต่ดวงประทีปโคมไฟเหล่านั้นก็ล้วนใช้สำหรับส่องทางเดินให้สว่างเช่นเดียวกันทั้งสิ้น
ไม่ว่าแสงสีหรือเปลือกโคมจะแตกต่างกันสักเพียงใด ดวงไฟที่อยู่ภายในเปลือกโคมเหล่านั้นย่อมมีแสงสีเดียวกันเสมอ
ผู้เดินทางจึงควรเห็นประโยชน์ในแสงสว่างของโคมมีไว้ติดใจแต่เพียงรูปทรงลักษณะหรือความสวยงามของเปลือกโคมนั้น
อุปไมย :
ศาสนาใดก็ตามย่อมต้องมีพิธีกรรมและแนวการสั่งสอนที่ผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างตามความเห็นของศาสดาในศาสนานั้น
แต่จุดมุ่งหมายของศาสนาเหล่านั้นล้วนมุ่งสอนให้คนเห็นหนทางในการดำเนินชีวิตที่เป็นสุขเช่นเดียวกันทั้งสิ้น
ไม่ว่าพิธีกรรมหรือแนวการสั่งสอนจะแตกต่างกันสักเพียงใด สัจธรรมนั้นย่อมมีความหมายเช่นเดียวกันเสมอ
บัณฑิตควรเห็นประโยชน์ของ “สัจธรรม” มากกว่า “พิธีกรรม”
บทที่ ๘: มาตัวเปล่าก็ไปตัวเปล่า
อุปมา :
เมื่อแรกเกิดนั้นมนุษย์มักร้องไห้ดิ้นรนและกำมือแน่นทั้งๆ ที่ไม่ได้สมบัติอะไรติดมือมาเลยสักชิ้นเดียว
แม้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนรู้ความแล้วก็ยังคงร้องไห้อยู่เสมอเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการดังใจ
ครั้นใกล้จะตายก็ร้องไห้อีกเพราะความอาลัยในสิ่งอันเป็นที่รักแต่ก็ต้องจากโลกนี้ไปพร้อมกับมือที่กางแบออกโดยไม่สามารถจะนำสิ่งใดติดมือไปได้เลย
อุปไมย :
ผู้ไร้เดียงสาในทางธรรมมักดิ้นรนและแสวงหาสิ่งอันเป็นที่รักใคร่
หากไม่พบกับสิ่งที่รักหรือถูกพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็จะร้องไห้คร่ำครวญด้วยความทุกข์อย่างแสนสาหัส
ครั้นถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ร้องไห้คร่ำครวญอีกเพราะกลัวว่าจะพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักแต่ก็ต้องจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่อาจจะนำสิ่งที่รักติดตัวไปได้เลย
บทที่ ๙: ความรู้กับปัญญา
อุปมา :
หากต้องการทำมีดเนื้อเหล็กที่มีความเหนียวคงทนควรเสาะแสวงหาแหล่งแร่เหล็กชนิดดีก่อน
เมื่อพบแหล่งแร่เหล็กชั้นดีแล้วต้องเสียเวลาถลุงหลอมแร่เหล็กนั้นและเหน็ดเหนื่อยกับการทุบตีจนเหล็กจนกว่าจะได้ใบมีดดังที่ต้องการ
ครั้นเมื่อได้ใบมีดดังรูปทรงที่ต้องการแล้วต้องหมั่นนำไปลับกับแท่งหินและลูบไล้ด้วยน้ำเย็นเพื่อให้เกิดความคมจนสามารถนำไปใช้งานได้ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า “คมมีด” ก็คือ “ใบมีดที่ลับไว้ดีแล้ว” นั่นเอง
อุปไมย :
หากต้องการวิชาความรู้ที่ดีก็ควรเสาะแสวงหาครูอาจารย์ที่ดี
เมื่อพบครูดีแล้วต้องยอมสละเวลาเรียนรู้ยอมเหนื่อยยากและมีความอดทนเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้นั้น
ครั้นมีความรู้ดีแล้วต้องหมั่นพิจารณาฝึกฝนใช้ความรู้นั้นด้วยสติอันเยือกเย็นจึงจะเกิดปัญญาที่เฉียบแหลมและแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยเหตุนี้ “ปัญญา” ก็คือ “ความรู้ที่ขัดเกลาไว้ดีแล้ว” นั่นเอง
บทที่ ๑๐: อะไรสำคัญมากกว่ากัน
อุปมา :
ธรรมชาติของช้างป่านั้นมักมีกำลังมหาศาลและชอบท่องเที่ยวไปตามอำเภอใจของมัน
หากคิดจะจับช้างป่ามาฝึกให้เชื่องเพื่อใช้งานต้องจัดเตรียมโซ่เส้นใหญ่ๆ มาคอยตรึงรั้งมันเอาไว้
แม้โซ่จะแข็งแรงเพียงใดถ้าไม่ได้ยึดติดอยู่กับเสาหลักบนพื้นดินที่มั่นคงแล้วช้างย่อมดึงหลุดไปทั้งโซ่และเสา
อุปไมย :
ธรรมชาติของจิตก็มีพลังมหาศาลแต่ก็มักฟุ้งซ่านไม่อยู่นิ่งและชอบเลื่อนลอยไปตามอำเภอใจ
หากคิดจะฝึกจิตให้มีพลังแล้วต้องเตรียมหาอุบายภาวนาที่เหมาะสมมาคอยยึดตรึงจิตเอาไว้
แม้อุบายภาวนาจะเข้มขลังสักเพียงใดหากปราศจากสติเป็นหลักคอยกำกับไว้ก็ย่อมไม่อาจจะตรึงจิตให้อยู่ได้เลย
บทที่ ๑๑: อย่าติดเปลือกนักเลย
อุปมา :
ปลาทูน่าไม่ว่าจะวางอยู่บนใบตองหรือวางไว้บนถาดทองก็ยังคงเป็นปลาทูน่าอยู่นั่นเอง
ครั้นแมวเห็นปลาก็กินปลาทูน่าโดยไม่สนใจว่าเป็นใบตองหรือถาดทอง
แต่คนส่วนใหญ่มักยินดีทานปลาทูน่าที่วางไว้บนถาดทองมากกว่าบนใบตอง
แมวนั้นทำตามสัญชาตญาณแต่มนุษย์ทำตามจินตนาการ
อุปไมย :
หลักธรรมไม่ว่าจะถูกแสดงด้วยวิธีใดก็ย่อมเป็นหลักธรรมอยู่เสมอ
บางคนให้ความสำคัญกับเนื้อหาของหลักธรรมมากกว่าพิธีกรรม
แต่บางคนกลับสนใจในพิธีกรรมมากกว่าหลักธรรม
การปรุงแต่งตามจินตนาการจึงทำให้ห่างไกลจากความเข้าใจในหลักธรรม
บทที่ ๑๒: สำคัญที่เจตนา
อุปมา :
เรือที่ไม่รั่วนั้นย่อมสามารถลอยอยู่เหนือน้ำได้โดยไม่จมลง
แต่เรือที่ปราศจากพายหรือเครื่องยนต์ย่อมไม่สามารถวิ่งไปยังที่หมายใดๆ ได้
แม้ว่าเรือจะไม่รั่วน้ำและมีเครื่องยนต์พร้อมหากปราศจากหางเสือคอยบังคับทิศทางก็ไม่อาจเดินทางไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้เลย
อุปไมย :
ผู้ที่มีบุญวาสนาดีนั้นย่อมมีความเป็นอยู่สุขสบายกว่าผู้อื่นเป็นธรรมดา
แต่ถ้าเขาขาดสติปัญญาและความรู้ที่ถูกต้องย่อมไม่สามารถดำเนินชีวิตให้ดีไปกว่าเดิมได้
แม้เขาจะมีบุญวาสนา สติปัญญา และมีความรู้ดีแล้วก็ตาม
หากขาดเจตนาที่ดีในการดำเนินชีวิต
ไม่อาจพบความสุขความเจริญในบั้นปลายของชีวิตได้เลย
บทที่ ๑๓: จงเอาอย่างลิง
อุปมา :
ลิงตัวใดชอบเอามือปิดตาไว้ทั้งคู่
ลิงตัวใดมักเอามือปิดหูไว้ทั้งสองข้าง
ลิงตัวใดรู้จักเอามือปิดปากไว้เสียบ้าง
ลิงตัวนั้นย่อมอยู่อย่างสบาย
อุปไมย :
คนผู้ใดไม่สอดตามองในสิ่งที่ไม่ควรมอง
คนผู้ใดไม่เงี่ยหูฟังในสิ่งที่ไม่ควรฟัง
คนผู้ใดไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
คนนั้นย่อมมีแต่ความสุขกายสบายใจ
บทที่ ๑๔: จงอยู่อย่างมีประโยชน์
อุปมา :
กิ่งไม้ที่ “ให้ผลดก” นั้นย่อมโน้มต่ำลงสู่พื้นดินเป็นธรรมดา
แต่กิ่งไม้ที่ “ไร้ผล” มักเหยียดชูขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายย่อมพอใจแต่กิ่งไม้ที่ “ให้ผลดก” นั้น
อุปไมย :
ผู้ที่มี “ความรู้มาก” และ “เอื้ออารี” ต่อผู้อื่นนั้นย่อมมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นธรรมดา
ผู้ที่ “รู้น้อย” และ “หยิ่งทรนง” มักเอาแต่ใจตนจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
คนทั่วไปมักยินดีคบหากับผู้ที่ “ให้ประโยชน์” และ “ไม่ถือยศ”
บทที่ ๑๕: เครียดนักก็มิได้ดี
อุปมา :
นักแสดงเมื่อสวมหัวโขนแล้วพอออกไปโลดแล่นหน้าโรงตามบทบาทการแสดงของตน
ครั้นเมื่อกลับเข้าหลังโรงแล้วควรถอดหัวโขนออกและพักผ่อนตามสบาย
นักแสดงที่ไม่ยอมถอดหัวโขนออกหลังจากแสดงเสร็จแล้วย่อมต้องมีความอึดอัดไม่สบายบ้างเป็นธรรมดา
นักแสดงที่ดีจึงไม่ควรยึดติดกับหัวโขนให้มากจนเกินไป
อุปไมย :
ผู้ที่มีภารกิจการงานใดพึงกระทำกิจการงานนั้นไปตามหน้าที่ของตน
เมื่อหมดภารกิจในหน้าที่การงานนั้นแล้วก็สมควรวางมือพักผ่อน
ผู้ที่กังวลหมกมุ่นอยู่ในการทำงานมากจนเกินพอดีย่อมมีแต่ความเครียดและรู้สึกอึดอัดไม่สบายบ้างเป็นธรรมดา
ผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในตัวตนให้มากจนเกินไป
